ปกรณ์วุฒิ ชี้ปัญหาท่องเที่ยวเหลื่อมล้ำ หนุนเปิดข้อมูล-ลดต้นทุนเดินทาง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล หารือประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดใกล้กัน โดยเสนอให้พัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์ ระบบคมนาคม และลดต้นทุนการเดินทางข้ามจังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง พร้อมเน้นย้ำปัญหาการท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทยที่ได้รับผลกระทบจากความไม่โปร่งใสและข้อมูลที่ถูกผูกขาดของภาครัฐ จึงเสนอให้เปิดข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวให้ภาคเอกชนสามารถนำไปพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ทำรายงานการศึกษาเรื่องนี้มา ซึ่งเป็นเรื่องประเด็น ที่น่าสนใจ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำของรายได้การท่องเที่ยวในจังหวัด ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ เคียงกันนี่ผมดูสถิติแล้วผมก็ตกใจว่ามันมีความแตกต่าง ระหว่างจังหวัดใหญ่กับจังหวัดเล็กที่อยู่ใกล้ ๆ กันเยอะมาก ๆ นะครับ ในวันนี้ที่ผมอยากจะ อภิปรายผมคิดว่าประเด็นที่น่าสนใจที่อยู่ในรายงานมีอยู่ ๒ ส่วน ก็คือในส่วนของการพัฒนา สื่อประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาระบบคมนาคม เพราะจากการท่องเที่ยวนี่ผมเอง ก็เป็นคนหนึ่งที่ท่องเที่ยวอยู่บ่อย ๆ เวลาเราไปเที่ยวประเด็นที่สำคัญเราต้องรู้ก่อนว่า เราจะไปทำอะไร และประเด็นต่อไปก็คือเราจะไปอย่างไร ฉะนั้นผมคิดว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่สำคัญมากในการตัดสินใจไปท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของคมนาคมคือเราก็ต้อง พัฒนากันไปในการเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งการขนส่งมวลชน ที่อยู่ในแต่ละเมือง ขนส่งมวลชนระหว่างเมือง มันก็ควรจะเพิ่มขึ้นอย่างที่รายงานได้ระบุไว้นะครับ มันจะมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะชวนให้คิดในอีกมิติหนึ่ง อย่างเช่น ผมนั่งเครื่องบินไป ถ้าการจะกระจายการท่องเที่ยวจากอันดามันไปฝั่งอ่าวไทย จะมีอีกวิธีหนึ่งก็คือทำให้เขา ไปเที่ยวหลายจังหวัดให้ได้ สมมุติจะไปภูเก็ต เราอาจจะไปพังงา ไปสุราษฎร์ธานี ไปสงขลา อะไรต่อ แต่อย่างผมนั่งเสิร์ช (Search) ในแอปพลิเคชัน (Application) ถ้าผมไปกลับภูเก็ต จังหวัดเดียวราคาตั๋วเริ่มต้น ณ ตอนนี้เลยนะถ้าผมกดเข้าไปดูคือ ๔๖๐ บาท ไปกลับนะครับ แต่ถ้าผมไปภูเก็ตแล้วผมจะนั่งรถไปหาดใหญ่ แล้วนั่งเครื่องบินจากหาดใหญ่กลับมากรุงเทพฯ ราคาเริ่มต้นคือ ๑,๖๐๐ บาท ๓ เท่านะครับ หรือเอาราคาปกติไม่ใช่ราคาโพรโมชัน (Promotion) ก็ประมาณ ๒ เท่าตัว ซึ่งมันแตกต่างจากเวลาผมไปต่างประเทศ สมมุติว่า ผมไปโอซากาแล้วผมจะนั่งเครื่องกลับจากโตเกียวกลับมาราคามันต่างกันนิดเดียวนะ ผมว่าอันนี้มันก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากไปหลายจังหวัด นอกจากการเดินทางที่ลำบากแล้วมันก็ยังมีเรื่องของราคาค่าเดินทางที่มันแตกต่างกัน เยอะจนเกินไปนะครับ

อีกประเด็นสำคัญก็คือการพัฒนาสื่อและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งมันสำคัญจริง ๆ เพราะว่าเราสามารถใช้ส่วนนี้ในการพัฒนาศักยภาพในการท่องเที่ยวด้วยสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เรามีอยู่แล้วก็คือข้อมูลนะครับ อย่างเช่นแหล่งท่องเที่ยวหลาย ๆ ท่านก็พูดไปแล้วว่า จังหวัดฝั่งอ่าวไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่เยอะแยะมากมายนะครับ แต่มันก็ยังขาด การประชาสัมพันธ์ อันนี้เราไม่ต้องทำอะไรใหม่เลยแหล่งท่องเที่ยวมันมีอยู่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจ มันมีอยู่แล้ว มันเหลือแค่การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ หรือในอีกแง่หนึ่งการคมนาคม อย่างที่รายงานบอกมาในการเพิ่มขนส่งมวลชน ขนส่งสาธารณะ แน่นอนมันต้องใช้เวลา การทำถนนมันต้องใช้เวลา แต่ทุกวันนี้จริง ๆ แล้วเราก็มีขนส่งสาธารณะในแต่ละจังหวัดอยู่บ้างแล้ว ปัญหาก็คือเราจะรู้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างไร ผมเคยไปเที่ยวภาคใต้ แค่ผมจะหาค่าเรือ จากท่าเรือนี้ไปเกาะ เกาะหนึ่งผมเสิร์ช (Search) นานมากเลยนะ หรือแม้กระทั่งว่าจากสนามบินไปท่าเรือไปอย่างไรนี่ผมเสิร์ช (Search) ไม่เจอนะครับว่าไปรถอะไร ได้บ้างและค่ารถเท่าไร สุดท้ายแล้วผมก็ต้องเช่ารถครับ ในเมื่อไม่มีข้อมูลต่อให้มีขนส่ง สาธารณะคนก็ไม่ใช้ครับ เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องไปอย่างไร มันไม่เหมือนที่เราอยู่กรุงเทพฯ แล้วเราเดินออกไปเราเจอสถานีรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟฟ้าเลย พอมันไม่มีความสะดวกสุดท้าย มันก็วนกลับไปที่เดิมก็คือจะไม่มีคนใช้นั่นล่ะครับ ถ้าเรารวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้ คือแหล่งข้อมูลมันมีอยู่แล้ว ข้อมูลทั้งหมดมันมีอยู่แล้วมันมีการเดินรถ มันมีการเดินเรืออะไร อยู่แล้ว ถ้าเรารวบรวมข้อมูลมาผมว่ามันก็ผ่านด่านแรกไปได้ประมาณหนึ่งแล้ว แต่ถ้าดูจาก รายงานในหน้า ๖๒ ที่ทางรายงานได้ระบุมาว่าในความเป็นจริงพบว่าภาครัฐ ผู้ประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น ไม่สามารถบูรณาการร่วมกันได้เนื่องจากทั้งขาดงบประมาณแล้วก็ขาดความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาระบบสารสนเทศนี่นะครับ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าปัญหาคือรัฐบาล และราชการไม่เคยเปลี่ยนความคิดตัวเอง ผมเปิดทีวี (TV) ฟังมาหลายปีแล้วนะครับ คือรัฐบาลก็มักจะบอกว่าส่งเสริมเอสเอ็มอี (SMEs) เราจะเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital) เราจะเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ครับ แต่ที่ผ่านมาเราใช้มายด์เซต (Mindset) เดิม ๆ คือเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) แล้วก็ปกปิดครับ ดีฟอลต์ (Default) ของการคิด ของภาครัฐคือการรวมศูนย์อำนาจแล้วก็การปกปิดข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลแต่ละอย่าง มันทำได้ยากมากเลยนะครับ การที่ประชาชนจะรู้ข้อมูลอะไรแต่ละอย่างมันจะมี ความซับซ้อนแล้วก็มีความยุ่งยากมากพอสมควร เพราะรัฐมักจะคิดว่าตัวเองทำเองได้ทั้งหมด ควรจะต้องทำเองทั้งหมด พอทำได้ไม่ดีก็บอกว่าขาดแคลนบุคลากร ขาดความเชี่ยวชาญ ขาดผู้เชี่ยวชาญ วิธีแก้ปัญหาก็คือของบเพิ่มครับ แล้วมันก็จะวนกันไปอยู่อย่างนี้ครับ วันนี้ในกรรมาธิการผมเพิ่งมีการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้ามาชี้แจง ซึ่งมีการของบประมาณ ประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจัดระบบขายตั๋ว ซื้อตั๋ว ระบบเดินรถ เส้นทางการเดินรถ อะไรพวกนี้นะครับ โดยที่ไม่มีแผนที่จะเปิดข้อมูลนี้เลย ไม่มีแผนที่จะเปิดเผยข้อมูลนี้ออกมา สู่เอกชนเลย หมายความว่าก็จะทำเองคนเดียวทั้งหมดโดยใช้งบประมาณเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็บ่นด้วยนะครับว่าไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีความรู้ความสามารถ บุคลากรไม่พอ ถ้าเรา ดีเซ็นทรัลไลซ์ (Decentralized) แล้วเราโอเพน (Open) ออกไป คือรัฐถนัดเรื่องโอเพอเรชัน (Operation) รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเลย จัดทำมาตรฐานข้อมูลสุดท้ายเราโอเพน (Open) ครับ แล้วให้เอกชนที่ถนัดเรื่องพวกนี้มากกว่านำข้อมูลไปประมวลผลแล้วไปประยุกต์ใช้ สร้างแอปพลิเคชัน (Application) ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ให้ข้อมูลที่เข้าใจได้ง่าย เข้าถึง ได้ง่าย แล้วก็ใช้ได้ง่ายขึ้นนะครับ แต่พอที่ผ่านมาเราเซ็นทรัลไลซ์ (Centralized) รวมศูนย์ อำนาจแล้วเราก็ปกปิดอยู่ตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ อย่างเราเที่ยวด้วยกันเราพยายาม จะกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่พอมันไม่มีการโอเพน (Open) มันปิดข้อมูลทั้งหมด สุดท้ายแล้ว เราต้องไปพึ่งพิงอโกดาบุกกิง (Agoda Booking) ในการจองโรงแรมให้นักท่องเที่ยวไทยไปเข้าพัก ทุกวันนี้สมมุติว่าเราไปภูเก็ตครับ ถ้าผมจะใช้ไรด์ แชริง แอป (Ride sharing App) ในการเรียกรถ เราใช้แอป (App) ต่างประเทศครับ เรายังมีข้อมูลมหาศาลจากทั้งไทยชนะ ทั้งคนละครึ่งนะครับ ซึ่งถ้าเรายังใช้มายด์เซต (Mindset) แบบเดิม ๆ เราคงทำได้อย่างเดียว ก็คือเรารอต่างชาติหรือทุนใหญ่เข้ามาผูกขาดตลาดอื่น ๆ ที่ยังไม่มีคนเข้ามาเล่น แล้วถ้าเรา ยังใช้มายด์เซต (Mindset) เดิม ๆ ไม่ปฏิรูปตัวเอง ไม่ปฏิรูปภาคราชการ มันไม่มีทาง ที่เราจะใช้ข้อมูลที่เรามีอยู่แล้วมาดึงศักยภาพการท่องเที่ยวของฝั่งอ่าวไทยให้พี่น้องประชาชน ได้ลืมตาอ้าปากขึ้นได้เลยครับ ดังนั้นผมเสนอไว้อยู่ ๓ อย่าง คือดีเซ็นทรัลไลซ์ (Decentralized) โอเพน (Open) แล้วก็รีฟอร์ม (Reform) ขอบคุณท่านประธานครับ