นิกร ชี้ข้อตกลงการค้าถ่วงเกษตรกร หนุนเยียวยา-พัฒนากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

นิกร จำนง ชี้แจงในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการเกี่ยวกับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าที่ส่งผลต่อเกษตรกรและพันธุ์พืช โดยเน้นว่าประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับภาคการค้าและท่องเที่ยว ขณะที่เกษตรกรต้องรับภาระความเสียหาย จึงเรียกร้องให้มีการเยียวยาและจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ พร้อมเสนอให้ชะลอการลงนามข้อตกลงเพื่อทบทวนอย่างรอบด้าน รวมถึงผลักดันการพัฒนากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและคุ้มครองสิทธิเกษตรกร โดยเสนอให้กรมการข้าวแจกจ่ายพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรฟรี เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและลดความเสี่ยงจากการเข้าร่วมองค์กรยูโปฟ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะกรรมาธิการและเป็นรองประธานอนุกรรมาธิการเรื่องผลกระทบด้านเกษตร จะขอตอบประเด็นเกี่ยวกับเรื่องด้านการเกษตรที่มีท่านสมาชิกส่วนใหญ่จะพูดเรื่องนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าอยากจะเรียนว่าในความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชนี้ผลกระทบการเกษตรเห็นว่าข้อตกลงนี้ เรายอมรับว่ามีผลได้และผลเสีย โดยรวมก็คือมีได้มีเสียเหมือนกัน แต่ปัญหาที่มากระทบ กับกรรมาธิการที่เราพิจารณาดูก็คือว่าผลได้นี่อาจจะได้เรื่องการค้า เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องโน่นนี่นั่นหลายเรื่อง แต่ผลเสียนี่ตกอยู่กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเหมือนกับ เป็นตำบลกระสุนตกนะครับ ก็คิดว่ามีปัญหามาก แล้วก็ในด้านเกษตรกรเองการพัฒนา ก็มีปัญหาเพราะว่าที่ผ่านมานี่เราขาดการส่งเสริม งบประมาณก็ไม่ค่อยมี บางทีเราอาจจะ มองว่าภาคเกษตรกรนี่ทำผลผลิตให้เราไม่เหมือนภาคอุตสาหกรรมเราก็เลยละเลย มายาวนานมาก แล้วก็นอกจากนั้นแล้วการเยียวยาเกิดผลกระทบกับกลุ่มนี้เกษตรกร การเยียวยานี้ไม่พร้อมเลย เราติดตามมาเรื่องกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ก็ไม่มีอยู่จริงครับ ที่มีอยู่นี่ แล้วก็นอกจากนั้นแม้แต่กองทุนถ้าเรื่องพันธุ์พืชนี่ ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืชมีกองทุน คอยดูแลอยู่ ท่านทราบไหมครับตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ถึงปัจจุบันนี่ เงินของกองทุนมีแค่ ๒ ล้านบาท เท่านั้นเอง ดังนั้นในการเยียวยาโดยใช้เงินกองทุน ไม่ว่าเอฟทีเอ (FTA) ซึ่งยังไม่มีนะครับ หรือกองทุนที่ว่ามีอยู่ ๒ ล้านบาทไม่สามารถจะเยียวยาอะไรได้เลย นี่คือกลุ่มที่จะ ถูกผลกระทบมาก ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการก็เลยเสนอซึ่งเราได้ทำสำเร็จแล้ว ก็คือว่า เสนอความเห็นไปก่อนหน้านี้ก่อนที่จะถึงเดือนที่เราจะต้องไปลงนามครั้งนั้น ท่านประธานวีระกร ก็เสนอเป็นความเห็นรวมไปว่าเราเห็นว่ายังไม่พร้อมและต้องศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นรัฐบาลในขณะนั้นก็ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ได้ชะลอเรื่องนี้ไว้นะครับ เท่ากับตอนนี้เรา เบรก (Brake) ไปได้ปีหนึ่งแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะอยู่กับที่ไม่ได้ดังนั้นเราก็ต้อง พิจารณาต่อไปในข้อเสนอนี้ก็คือว่าการเสนอชะลอให้ได้ผลแล้ว ชะลอแล้ว ปีต่อมาก็กำลังจะ มาอีกเราจะมีท่าทีอย่างไร ดังนั้นเราก็เลยเสนอว่าให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมข้อมูลให้ชัดกว่านี้ เพราะว่าลำพังกรรมาธิการที่เราใช้เวลากันมายังมีข้อมูลอีกมากมายที่เรายังจะต้องเพิ่มนะครับ ถ้าเราจะเข้า

อีกอันก็คือว่าเสนอให้พัฒนาตนเอง ในส่วนของกระทรวงเกษตรก็คือเสนอว่า ตรงนี้เรามีปัญหาเรื่องยูพอฟ (UPOV) มากในการจะเข้า และเรามี พ.ร.บ. พันธุ์พืช เราไปดู ผมจะขอตอบท่าน ส.ส. มานพด้วยนะครับในประเด็นนี้ ก็คือว่า พ.ร.บ. ที่เรามีคือ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ปี ๒๕๔๒ นี่นะครับ อยากจะเรียนว่ามันเป็น พ.ร.บ. ที่ยิ่งใหญ่มากที่เรามีนะครับ เรามีอยู่แล้วในโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติของยูเอ็น (UN) เขาพูดถึงเรื่องนี้ เขาพูดถึงว่าอยู่ในคู่มือของซัสเทเนเบิล ทูลคิต ฟอร์ เทรด นีโกชิเอเตอร์ (Sustainable Toolkit for Trade Negotiators) นะครับ เขาพูดถึงว่าให้คำแนะนำกับประเทศต่าง ๆ ว่า ให้รักษาสิทธิที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ของเกษตรกรในการเก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อ และวัฒนธรรมในการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เกษตรกรมีพันธุ์พืชที่หลากหลาย ปรับปรุง ให้เหมาะสมการเปลี่ยนแปลงภูมิภาค ต้านทานต่อสภาพความร้อน หนาวเย็น ความเค็ม และความแห้งแล้ง ยูเอ็น (UN) แนะนำอย่างนี้ครับ ยูเอ็น (UN) แนะนำว่าให้ประเทศต่าง ๆ ออกกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะเช่นเดียวกับ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช ปี ๒๕๔๒ ของไทย ยูเอ็น (UN) พูดแบบนี้ ให้หลายประเทศเอาตัวอย่างเรา ซึ่งร่างขึ้นเป็นการผสมผสานระหว่าง อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเข้าด้วยกันกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ยูเอ็น (UN) แนะนำแบบนี้แสดงว่ากฎหมายลักษณะนี้เรามีแล้วก็ทางยูเอ็น (UN) เห็นชัดว่า เรามีคุ้มครองอยู่แล้ว ดังนั้นจุดตรงนี้เราก็ต้องพัฒนาต่อไปว่าเราจะต้องอัปเกรด (Upgrade) กฎหมายตรงนี้นะครับให้มันสูงขึ้นไปอีก ให้คุ้มครองหมายถึงว่าให้สูงกว่ากฎหมายของ ยูพอฟ (UPOV) เสียด้วยซ้ำเพื่อเราจะได้ครอบได้ ซึ่งต่อจากนั้นเราก็ต้องอัปเกรด (Upgrade) ตนเองขึ้นไป เราเองไม่ใช่ว่ามีข้อเสียเปรียบทั้งหมดนะครับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ประเทศเราเอง มีความหลากหลายทางชีวภาพมากซึ่งเดี๋ยวจะมีท่านกรรณิการ์ กิจติเวชกุล จะได้ตอบ ประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ เรามีความได้เปรียบมาก เราได้เสนอแล้วว่า เราจะทนเป็นเบี้ยล่างอยู่ไม่ได้ เราก็จะต้องอัปเกรด (Upgrade) ตัวเองขึ้นเป็นศูนย์วิจัยเมล็ดพันธุ์พืช เขตร้อน ท่านประธานที่เคารพครับ การปลูกพืชในเขตหนาวปลูกได้เป็นบางฤดู แต่เขตร้อน ปลูกได้หลายฤดูมาก เราได้เปรียบมาก ฉะนั้นแทนที่เราจะเป็นเบี้ยล่างเราก็เป็นเบี้ยบนเสีย พัฒนาตรงนี้เป็นศูนย์เกี่ยวกับพันธุ์พืชเขตร้อน ซึ่งเราเสนอไปแล้วในนี้นะครับ นอกจากนั้น สำหรับเกษตรกรเป็นแมส (Mass) หรือเป็นกลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุดเราเสนออย่างนี้ครับ ในข้อเสนอของเราก็คือเสนอว่าข้าว โดยเฉพาะเรื่องข้าว เกษตรกรเรามีหลายกลุ่ม แต่กลุ่มชาวนาเป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด เราเสนออย่างนี้ว่าเบื้องแรกใน พ.ร.บ. พันธุ์พืช ปี ๒๕๔๒ ของเรา มีการกำหนดว่าพืชความมั่นคง คือถ้าพืชความมั่นคงรัฐบาล หรือ ครม. คณะรัฐมนตรีสามารถจะชี้ได้ว่าพืชความมั่นคงเป็นพืชอะไร ของเราขณะนี้ข้าวเป็นพืชความมั่นคง ดังนั้นในการเจรจาต่อรองถ้าเราจะเข้ายูพอฟ (UPOV) เราก็ต้องเจรจาต่อรองว่าข้าวนี่เป็น พืชความมั่นคงของเรา คนไทยกินข้าวเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเราขอถอดออกจาก ยูพอฟ (UPOV) ก่อนได้ไหม อันนี้เป็นการต่อรอง เพราะฉะนั้นเราสามารถทำได้ตามกฎหมาย ของเรา เพราะว่านี่ถือเป็นพืชความมั่นคง นั่นเป็นประเด็นแรก ต่อจากนั้นเราต้องเข้าไป ซับซิดี (Subsidy) ชาวนากันเป็นอย่างมากนะครับเรื่องพันธุ์ข้าว คือที่ท่านอุบลศักดิ์เสนอ แล้วก็หลาย ๆ ท่านเสนอคือเราเป็นห่วงเรื่องพันธุ์ข้าวเป็นอย่างมาก แล้วน่าห่วงจริง ๆ เพราะว่าเราอาศัยตรงนี้ ดังนั้นเราเสนออย่างนี้ครับในกรรมาธิการ เสนอว่าเราจะดำเนินการ คล้าย ๆ กับญี่ปุ่น ท่านประธานที่เคารพญี่ปุ่นเองเป็นประเทศที่มีลักษณะที่มีความก้าวหน้า ด้านปรับปรุงพันธุ์พืชมากนะครับ เมื่อก่อนบริษัทขนาดใหญ่เป็นคนดูแล แต่ตอนหลังรัฐเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชเป็นอย่างมาก แล้วก็เป็นคนถือ ก๊อบปี้ไรต์ (Copyright) หรือลิขสิทธิ์ตรงนี้เอง แล้วเอาไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกร เพราะฉะนั้น เกษตรกรในญี่ปุ่นได้ใช้พันธุ์พืชอย่างถูกเลยโดยรัฐบาลเป็นคนดูแล เราเสนอแบบเดียวกัน ก็คือว่าให้กรมการข้าวพัฒนาพันธุ์ข้าวแล้วสนับสนุน หมายถึงว่าชาวนาของเราใช้ข้าวฟรีจากกรมการข้าวเลย ขณะนี้กรมการข้าวได้สนับสนุน พันธุ์ข้าวอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราเสนออยู่ในภาคผนวก ฌ เห็นชัดเจนว่าแผนต่อจากนี้ ๑๐ ปีให้ทำอย่างไร ก็คือว่าให้กรมการข้าวพัฒนาและส่งเสริมพันธุ์ เอาพันธุ์ของเรา ที่ ๒๐,๐๐๐ พันธุ์มาพัฒนา แล้วก็รวมกันให้เราสามารถสนับสนุนพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกร ของเรา คือชาวนาของเรา ๖๐ เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นเท่าหนึ่ง ในการนี้จะมีงบประมาณและมี งบวิจัยอะไรต่าง ๆ ถ้าเราทำได้แบบนี้แล้วเราก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่าข้าวอย่างไรรัฐบาล ทำแบบญี่ปุ่นก็คือแจกพันธุ์ข้าว ดูแลพันธุ์ข้าวทุกอย่างอยู่ในมือรัฐ เพราะฉะนั้นก๊อบปี้ไรต์ (Copyright) หรือว่าลิขสิทธิ์ของพันธุ์ข้าวอยู่ในมือของรัฐบาลที่เป็นผู้ถือไว้แบบนี้เราก็ปลอดภัย นั่นเป็นความเห็นทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นในขณะนี้เราคิดว่ายังไม่พร้อมคราวต่อไป จะเข้าก็เข้าได้ แต่ว่าสิ่งที่เสนอไว้ตรงนี้ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาไม่อย่างนั้นเข้าไม่ได้ครับ ก็นำเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ