พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือทั้งด้านปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเตรียมความพร้อมเข้าร่วมข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ โดยเสนอให้ใช้รายงานกรรมาธิการเป็นฐานสำคัญในการพัฒนานโยบายอย่างเป็นระบบผ่านการร่วมมือและระดมความคิดเห็น พร้อมเน้นย้ำการปฏิรูปเศรษฐกิจ การจัดตั้งกองทุนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส และการสื่อสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิเกษตรกรและแนวทางการค้าที่เป็นธรรมในยุคหลังโควิด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้ศึกษาแล้วก็ทำรายงานของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ เรื่องนี้นะครับ ซึ่งผมก็ได้อ่านแล้วนี่ก็เห็นว่าเป็นเนื้อหาสาระที่ดีมากได้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนนะครับ ผมเชื่อว่ารายงานนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเริ่มต้นในการดูเรื่องนี้ อย่างเป็นระบบของรัฐบาลต่อไปนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นเรามักจะได้ยินได้ฟัง แต่การโต้แย้งกันในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้เปิดโอกาส ให้มีการพูดจากันในเรื่องนี้ ผมเองก็คิดว่าในเวทีนี้เราคงไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธหรือรับว่า จะร่วมหรือไม่ร่วมนะครับ แต่เป็นเวทีที่เราจะได้มีการระดมความคิดแล้วก็ตั้งข้อสังเกตไปนะครับ
เรื่องแรกเลยที่ผมอยากจะขอเริ่มต้นก็คือ สถานภาพของเศรษฐกิจไทยในรอบ ๑๐ กว่าปีมานี้นะครับ เรามีสถานภาพที่ค่อนข้างที่จะน่าเสียดายว่าเราโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ประเทศในย่านอาเซียน (ASEAN) รอบข้างเราจากเดิมในอดีตที่เขาเคยมีปัญหาแล้วก็ต้องประสบ กับความผันผวนทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่ช่วงหลังเขามีการปรับตัวดีขึ้น คงไม่ต้องเอ่ยนะครับว่า อย่างเวียดนามตอนนี้มีการส่งออก มีการลงทุนมากกว่าเมืองไทย แล้ววันดีคืนดีจีดีพี (GDP) ของเขาก็จะแซงหน้าประเทศไทยไปได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยจะต้องพยายามปรับปรุงตนเองที่จะไม่ให้ถูกตราหน้าว่าเป็นคนป่วย แห่งอาเซียน (ASEAN) อีกต่อไปนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของข้อจำกัด ของการพัฒนาเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขยายตัว หรือเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาของความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าวไปนะครับ ก็ทราบดีครับว่ารัฐบาลก็พยายามที่จะแก้ไข ถึงขนาดมีการตรารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ โดยรวมเรื่องของการปฏิรูป เรื่องของการมียุทธศาสตร์ชาติขึ้นมานะครับ โดยพยายามที่จะให้ ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะว่าเรื่องของ เศรษฐกิจต่างประเทศนั้นมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก การส่งออก การนำเข้านี่ มีสัดส่วนเกินกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราก็ต้อง ช่วยกันนะครับ แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่เราได้อภิปรายกันมาหลายครั้งหลายครา ทุก ๆ ๓ เดือนรัฐบาลท่านก็จะมีการนำเสนอความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์ชาติมา ซึ่งผมคิดว่า ยังไม่ได้ดูแลประเด็นที่เราจะพูดต่อไปนี้ก็คือเรื่องของการตกลงทางการค้ากับต่างประเทศ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่หลายท่านได้กล่าวว่าเราพร้อมหรือไม่พร้อมนี่ แน่นอนนะครับถ้าเราดู ณ เวลานี้คงจะไม่พร้อมแน่นอน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไม่ทำอะไร จากนี้ไปแล้วก็ปฏิเสธที่จะมาช่วยกันทำงานนะครับ ผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะทำงานคู่ขนาน กันได้อย่างน้อยก็ ๔ ด้านด้วยกันนะครับ
ด้านแรก ก็คือเรื่องของการเปิดเวทีเจรจากับเขา เพื่อให้รู้เขารู้เรา รู้ว่า เขาต้องการอะไรจากเรา แล้วมีอะไรที่เรารับได้ รับไม่ได้ แล้วก็กลับมาดูแลในบ้านเรา การเจรจานั้นผมเชื่อว่าคงจะต้องใช้เวลา คงไม่ใช่เกิดขึ้นประเดี๋ยวประด๋าว เพราะฉะนั้นเวทีนี้ เราน่าจะใช้โอกาสในการคุยกับเขา เราเป็นเศรษฐกิจอันดับ ๒ ของอาเซียน (ASEAN) ณ เวลานี้ เรามีอำนาจต่อรองนะครับ แต่ถ้าเราปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปเราตกอันดับจากอันดับ ๒ เป็นอันดับ ๓ เป็นอันดับ ๔ แน่นอนครับ ความสำคัญของประเทศไทย ความสามารถ ในการต่อรองของเราก็จะด้อยลง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะให้เราได้ลองคุยเคาะประตูดู แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเราจะไปตกลงกับเขานะครับ เราจะได้รู้เขารู้เรา รู้ว่าเขาต้องการอะไร จากเรานะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่างที่ผมได้กล่าวนะครับว่ารัฐบาลท่าน ได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญไว้ที่จะต้องมีการปฏิรูป แต่งานปฏิรูปเท่าที่มานำเสนอต่อสภาแห่งนี้ มักจะเป็นเรื่องรูทีน (Routine) เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลตั้งโจทย์ใหญ่ เลยครับว่าเรื่องของการเจรจาด้านซีพีทีพีพี (CPTPP) เราต้องมีการปฏิรูปหลาย ๆ ด้านนะครับ ปฏิรูปทางด้านเกษตร ทางด้านของสาธารณสุข เหล่านี้เป็นต้นนะครับ เราอยากจะทำ เรื่องพันธุ์พืช เราอยากที่จะทำเรื่องมาตรฐานสินค้า มีการดูแลคุณภาพต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้ประเด็นนี้เป็นตัวชักนำให้เราได้มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เสียหายครับถ้าเรามีการลงทุนลงแรงไปในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อการนี้ ต่อให้ปฏิรูป เรียบร้อยแล้วปรากฏว่าเราเจรจาเรื่องของซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่สำเร็จผมก็ว่าคุ้ม เพราะว่า เราจะได้มีมาตรฐานสินค้า มีเรื่องของการดูแลต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับคนไทยกันเองให้อย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่นอย่างที่เป็นมานะครับ
ประการที่ ๓ เรื่องของกองทุน เราได้เห็นการชี้แจงของหน่วยราชการว่า เหตุหนึ่งที่ทำให้เรายังไม่พร้อมก็เพราะว่าเราไม่มีงบประมาณให้ ผมเสียดายครับ เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราใช้ในการฟื้นฟู ทุกวันนี้เราไม่ทราบเลยครับว่าไปทำอะไร เรื่องของเงินที่ไปโปรยให้กับชิมช้อปใช้เป็นหมื่นล้านบาท ถ้าเราเอาเงินกองเหล่านี้ มาใช้เพื่อตั้งเป้าว่าเราจะปรับปรุงเศรษฐกิจให้มีความสามารถในการแข่งขัน ผมเชื่อว่า เราจะได้ประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นกองทุนนี้ผมอยากจะให้เราได้มีการตั้งโดยเร็ว แล้วก็อย่างที่กล่าวนะครับ ต่อให้เราทำกองทุนแล้วก็มีการปฏิรูปแล้ว แล้วก็ไม่เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็ยังคุ้ม ก็เท่ากับว่า เศรษฐกิจไทยได้รับการยกระดับมาตรฐานขึ้นมานะครับ
เรื่องที่ ๔ เรื่องสุดท้ายครับ ผมคิดว่าเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เรื่องของ การเปิดเวทียังจะต้องทำอีกเยอะ ขณะนี้ยังมีความเข้าใจผิด ผมเองก็ได้มีการอภิปราย ปรึกษาหารือกับหลาย ๆ หน่วยงานก็ยังพบว่าหน่วยราชการหลายแห่งมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วก็มีความเข้าใจผิด ๆ เกิดขึ้นหลายอย่างนะครับ อย่างเช่นเมื่อสักครู่มีการกล่าวกันว่า ชาวนาจะไม่มีสิทธิในการที่จะเอาเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อได้ ผมได้รับคำยืนยันครับว่าไม่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชพันธุ์ที่เป็นของเราเอง ของหน่วยราชการ หรือของมหาวิทยาลัยนี่ เราจะต้องมีสิทธิ ชาวนาจะต้องมีสิทธิในการเก็บพันธุ์ไว้เพาะปลูกต่อไปนะครับ ผมเชื่อว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันผลจากโควิด (COVID) ผลจากเรื่องของเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ณ เวลานี้มันจะมีผลทำให้การเจรจาเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมนะครับ ที่เราเคยเชื่อในเรื่องของ ฟรีเทรด (Free Trade) ณ เวลานี้เป็นเรื่องของแฟร์เทรด (Fair Trade) คือการค้าที่มี ความยุติธรรมเกิดขึ้น เป็นการค้าที่จะต้องเป็นอินคลูซีฟโกรท (Inclusive Growth) ก็คือ มีการครอบคลุมดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่า แล้วก็ผู้ที่เสียหายหรือถูกกระทบจะต้องได้รับ การเยียวยาอย่างครบถ้วนครับ ขอบพระคุณมากครับ