สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล หารือเรื่องความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ และเรียกร้องการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อป้องกันประเทศไทยเข้าไปในยูพอฟ ๑๙๙๑ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแบ่งปันผลประโยชน์ทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชและทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับจุลชีพ และการซื้อขายเครื่องมือแพทย์ที่ทำใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการศึกษาความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินการ

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมาธิการ กราบขอบพระคุณท่าน ส.ส. กนก วงษ์ตระหง่าน ที่อภิปรายถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งท่านสกุณาที่ได้ย้ำให้เห็น ถึงความสำคัญ คณะกรรมาธิการเราก็เห็นถึงความสำคัญนี้ เพราะว่าประเทศไทย เป็น ๑ ใน ๒๐ ประเทศอันดับแรก ๆ ของโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุด ฉะนั้น เราได้เชิญทางสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เข้ามาให้แสดง ความคิดเห็น ซึ่งทางสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพก็ค่อนข้างเป็นห่วงกับการที่ ประเทศไทยถ้าจะต้องเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) นั่นหมายความว่าจะถูกบังคับให้เข้า ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบ เนื่องจากว่ายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ไม่ได้บังคับให้แจ้งที่มาของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแบ่งปัน ผลประโยชน์ทางชีวภาพ ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ทางคณะกรรมาธิการเสนอให้มีการเร่งแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งมีตัวอย่างของร่างพระราชบัญญัติ อยู่ในภาคผนวก ซ แล้วก็อนุบัญญัติเพื่อแก้ปัญหาการใช้กฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็เตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในการปรับตัว รวมทั้งสร้างความเข้มแข็ง ในการปรับปรุงพันธุ์ แล้วก็พัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำเกษตรยั่งยืน แล้วก็รวมทั้ง ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน นอกจากนี้ยังให้เร่งรัด การออกกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพตลอดจน กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ในแง่มุมที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและพัวพันกับ เรื่องของยาแล้วก็สมุนไพร ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญอนุที่ว่าด้วยสาธารณสุขก็มีข้อสังเกต ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลพันธุ์พืชสมุนไพรของ ประเทศไทยให้ครบถ้วน เป็นปัจจุบันโดยเร็วที่สุด แล้วก็จัดตั้งหน่วยเฝ้าระวังการลักลอบนำ พันธุ์พืชไปจดทะเบียนสิทธิ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางสมุนไพรของไทย ไม่ว่าจะ เข้าร่วมอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) หรือไม่ก็ตาม

ส่วนประเด็นที่ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ให้ความสำคัญกับเรื่องของการรับฝาก จุลชีพ ประเด็นนี้ข้อห่วงใยในเรื่องการทำสถาบันยกระดับสถาบันรับฝากจุลชีพ ภายในประเทศไม่ได้เป็นประเด็น แต่ว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าควรมีการเร่งพัฒนากฎหมาย ภายในเพื่อกำหนดให้ผู้ที่ต้องการขอขึ้นทะเบียนยาที่มีส่วนประกอบของจุลชีพ แล้วก็ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับจุลชีพต้องสำแดงแหล่งที่มาร่วมด้วยโดยเร็ว ที่สุดนะคะ เพราะว่าถ้าเป็นเนื้อหาของทีพีพี (TPP) เดิมจะถูกบังคับให้ยอมรับ การจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชนะคะ แต่ว่าเมื่อสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกไป ๑ ใน ๒๒ ประเด็นนั้น ก็คือเรื่องของการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชก็ถูกพักเอาไว้ แต่อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ในสนธิสัญญา บูดาเปสต์ก็ไม่ได้ระบุถึงต้องบังคับการบอกแหล่งที่มา ฉะนั้นการพัฒนากฎหมายภายในจึง เป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้การจดคำขอขึ้นทะเบียนยาหรือแม้แต่จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ที่เกี่ยวกับจุลชีพต้องสำแดงแหล่งที่มาเพื่อคุ้มครองจุลชีพจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศให้มี การนำไปจดสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจดไปเป็นสิทธิบัตร ทรัพย์สินส่วนบุคคล

ทีนี้มันมีประเด็นที่ท่านคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ เครื่องมือแพทย์ที่เป็นรีแมนู (Remanu) รีแมนูแฟกเทอริง (Remanufacturing) หรือจะ เรียกว่า ทำใหม่ ในคณะอนุกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจทางกรมบัญชีกลางแล้วก็กรมเจรจาการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ระบุว่าสามารถที่จะตั้งเป็นเงื่อนไขในการไม่รีแมนู (Remanu) ได้ แต่ว่าประเด็นนี้ทางกรมสนธิสัญญาได้ให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการสาธารณสุขว่า การกระทำเช่นนั้นในส่วนของสถานพยาบาลของรัฐอาจขัดกับข้อบทว่าด้วยการกำหนด ทางเทคนิคในบทว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหรือไม่ ซึ่งนี่ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปนะคะ เพราะว่าไม่อย่างนั้นถ้าเราระบุในฐานะผู้ซื้อว่าไม่ซื้อสิ่งที่เป็นรีแมนูแฟกเทอริง (Remanufacturing) แต่ว่าไปขัดกับข้อบท ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าในหลายเรื่องหน่วยงานเองก็ยังมีความขัดแย้ง ในการตีความอยู่ การศึกษาทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างละเอียดเพื่อเตรียมความพร้อม จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ขอบคุณค่ะ