ชลน่าน ศรีแก้ว ชื่นชมบทบาทกรรมาธิการวิสามัญที่ศึกษาผลกระทบข้อตกลง CPTPP พร้อมชี้แจงความพร้อมของประเทศในด้านต่างๆ เช่น เกษตร สาธารณสุข และเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมและเยียวยาผลกระทบผ่านกองทุนเอฟทีเอ พร้อมเสนอให้มีการบันทึกความเห็นต่างแนบท้ายรายงานเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าประเทศยังไม่พร้อมในหลายมิติ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 178 และข้อบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรองที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้การเจรจาระหว่างประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใส มีการมีส่วนร่วมจากประชาชน และให้รัฐบาลตอบข้อสังเกตอย่างชัดเจน รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญของภาคเกษตรกรรมที่เป็นรากฐานของประเทศ พร้อมสนับสนุนการตั้งกองทุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก.
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบคุณท่านประธานครับ ที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายในวาระพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ของสภาผู้แทนราษฎรเรา รายงานชุดนี้กระผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ ที่ปรึกษา ตลอดจนฝ่ายเลขา ทุกท่านที่ทำให้รายงานนี้ปรากฏออกมา แล้วผมกราบเรียนด้วยความภาคภูมิใจครับ เป็นรายงานชิ้นหนึ่งที่ผมกล้าบอกว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทุกท่านทำงานด้วยความภาคภูมิในหน้าที่และรับผิดชอบของความเป็นผู้แทนราษฎร ของพี่น้องประชาชน เหตุที่ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ๙ ญัตติที่ส่งเข้ามาครับ ท่านประธานในช่วงเดือนมิถุนายนมันเป็นห้วงเวลาที่ทางฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรีกำลัง จะตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงในรอบเดือนสิงหาคมหรือไม่สำหรับซีพีทีพีพี (CPTPP) เวลากระชั้นมากครับ ๒ เดือน สิ่งหนึ่งที่พวกเราได้พิจารณากัน สมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ช่วยกันให้ข้อสังเกต ให้ข้อคิดเห็น และเห็นชอบตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา สิ่งที่เราพูดในวันนั้น ส่วนใหญ่ กรรมาธิการได้นำไปเรียบเรียง ร้อยเรียง บวกกับสิ่งที่ท่านไปศึกษาเพิ่มเติมมา เพิ่มเติม ในรายละเอียดมันเป็นประเด็นที่ทำให้ฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีต้องยับยั้งชั่งใจ ในการที่จะนำประเทศของเราเข้าสู่ซีพีทีพีพี (CPTPP) ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ก็กราบขอบคุณเป็นอย่างสูงในบทบาทหน้าที่ ผลการศึกษา ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ และข้อสังเกตกรรมาธิการนี่ตอกย้ำครับว่าพวกเรา ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่เพื่อบ้านเพื่อเมืองอย่างจริง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน เพื่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างจริง ๆ นั่นเป็นเรื่องแรกที่ผมขออนุญาต ชื่นชมครับ
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน จากรายงานผมเข้าไปดูในรายละเอียด กรรมาธิการได้ศึกษาอย่างรอบคอบ แล้วกำหนดประเด็นตอบข้อเสนอหรือญัตติอย่างชัดเจน ก็คือเป็นการศึกษาภาพรวมของการเข้าร่วมผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ท่านแบ่งออกเป็น ๓ ด้าน ชัดเจนตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๓ ท่าน ได้ออกมาแถลงและชี้แจงรายงานต่อพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตรและพันธุ์พืช ท่านอนันต์ ศรีพันธุ์ นะครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ด้านการแพทย์ การสาธารณสุข คุณหมอวาโยได้นำเสนอ ก็ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ แล้วก็ด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้นำเสนออย่างละเอียด แล้วก็ครอบคลุมมาก ผมอยากให้ท่านได้เป็นรัฐมนตรีจังเลยครับ ด้วยความเคารพครับ ถ้าผมแต่งตั้งได้ประเทศชาติบ้านเมืองจะมีศักดิ์ศรีมากถ้ามีรัฐมนตรีที่ชื่อเกียรติ สิทธีอมร
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่กรรมาธิการได้ศึกษามา แล้วก็ตอบกับสภา อย่างชาญฉลาดนะครับ ไม่ได้ตอบว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่ตอบว่ามีความพร้อมหรือไม่ แล้วก็ให้เหตุผลประกอบมา มีข้อเสนอของกรรมาธิการ มีความเห็นกรรมาธิการมา โดยเฉพาะ ๔ ด้านหลัก ๆ นะครับ เป็นความเห็นภาพรวม ไม่ว่าจะเรื่องความพร้อม ของประเทศเราเอง นั่นหมายความว่าถ้าเราจะไปต่อรองกับเขา จะไปสู้กับเขาในลักษณะ เป็นพหุภาคีอย่างนี้ถ้าคุณไม่มีความพร้อมการเจรจาต่อรองมีแต่เสียเปรียบ คุณเอาอะไร ไปต่อรองกับเขาในเมื่อคุณไม่มีความพร้อมคุณยังอ่อนแออยู่ ท่านก็เลยเสนอว่าประเทศเรา โดยรัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมกับทุก ๆ ด้าน และมีข้อเสนอที่ชัดเจนครับในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก ด้านลบ เรื่องงบประมาณ เรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ที่สำคัญ มีข้อเสนอเรื่องการเยียวยา ท่านพูดชัดเจนว่าควรจะต้องมีกองทุน เราเรียกกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษท่านประธานครับ กองทุนที่จะดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้น อันนั้นเป็นข้อเสนอของท่านที่เห็นชัดในรายงาน
ท่านประธานครับผมมีเวลาน้อย สิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าเมื่อเราเอง มองมาที่ตัวเราซึ่งเป็นหลักการที่ดีนะครับ การจะสู้กับเขาถ้าไม่รู้จักตัวเอง รู้จักแต่คนอื่น รบร้อยครั้งแพ้ร้อยครา ถ้ารู้จักทั้ง ๒ ฝ่าย รบร้อยครั้งชนะร้อยครา แต่ถ้ารู้จักตัวเราไม่รู้จักตัว เขาเลย ๑๐๐ ครั้ง ชนะ ๕๐ ครั้ง ท่านประธานครับ ก็ดีครับที่เรากลับมามองตัวเราเอง เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่ารัฐหรือรัฐบาลต้องรับไปดำเนินการ ในข้อสังเกตนี่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ และที่สำคัญมีข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิกที่เกิด ในสภาแห่งนี้ รวมทั้งกรรมาธิการที่มีความเห็นต่าง ผมอยากให้ท่านประธานและสภาของเรา ช่วยบันทึกแนบไปกับรายงานฉบับนี้ด้วยล้วนแต่เป็นประโยชน์ทั้งนั้นนะครับ เพราะดูแล้ว ไม่ได้มีความต่างในสาระ สาระหลักคือทุกท่านบอกยังไม่พร้อมนะ ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร ด้านพันธุ์พืช ด้านการแพทย์ การสาธารณสุข ด้านการค้า การลงทุนยังไม่มีความพร้อมนะ มีหลายเรื่องในรายละเอียดครับ อันนั้นคือต้องไปเตรียม
เรื่องที่ ๒ เรื่องการเจรจา หลายท่านพูดออกมา ด้วยความเคารพครับ มันเป็นรายละเอียด อันนี้เป็นเทคนิควิธีการ แต่ที่สำคัญผมชอบใจที่กรรมาธิการหลายท่าน บอกว่าตัวข้อบทแล้วก็ข้อสงวน ตลอดจนหนังสือแนบข้อตกลง ตรงนั้นจะเป็นสิ่งที่มี ความจำเป็นมากสำหรับประเทศเราที่มีคนตัวเล็กตัวน้อยอยู่เยอะ ต้องคำนึงมากครับ ข้อบท ข้อสงวน และหนังสือแนบตรงนี้ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ มันจะมีประโยชน์มากอันนั้นเป็นเทคนิคการเจรจาผมจะไม่ลงรายละเอียด
ท่านประธานครับ สิ่งที่เห็นและต้องเตรียมความพร้อมนี่ครับ กรรมาธิการ เสนอว่าต้องเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะการมีส่วนร่วม สิ่งที่ผมเห็นชัด ๆ นะครับ ท่านประธานการเจรจาในยุคใหม่ ขอท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ใกล้จบแล้วครับ การเจรจายุคนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ผมมองแล้วเป็นข้อด้อยของประเทศ คนเขียน รัฐธรรมนูญต้องการที่จะเร็วเลยลดขั้นตอนของการเจรจาการทำหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศที่ต้องผ่านรัฐสภาของเราไปเยอะมากครับ กลับไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ของปี ๒๕๕๐ หรือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ เขียนมาเราเจอว่ามีปัญหา มีข้อบกพร่อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาแก้ให้หมดเลยครับ เขาแก้ให้ เขียนรองรับไว้ อย่างดียิ่ง พอมาปี ๒๕๖๐ เขียนในมาตรา ๑๗๘ ด้วยความเร่งรีบตัดขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ กรอบเจรจาครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าก่อนเจรจาต้องเสนอกรอบเจรจามาให้ รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เราได้พูดคุยกันกว้างขวางมากในฐานะเป็นตัวแทนพี่น้องปวงชนชาวไทย การรับฟังความเห็น ของพี่น้องประชาชนก็กว้างขวาง แต่ท่านตัดออกครับ ท่านตัดออก ไม่ต้องเสนอกรอบ ท่านไปคุยกันมาเรียบร้อย จะเจรจาเอามาให้เราให้ความเห็นชอบ ตรงนี้ต้องกลับไปแก้ ท่านประธานครับ เสนอแก้ในรัฐธรรมนูญที่เราจะแก้กันเลย เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญ คือแม่บทในการปกครองประเทศ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เอื้อทุกอย่างพังหมด
เรื่องแรกที่ผมฝากเลยครับ ต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการเจรจา หรือทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ข้อด้อยที่ท่านเห็นเรื่องการเยียวยา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไว้เสมือนดีในวรรคท้าย ๆ บอกว่าต้องมีกฎหมายมารองรับในการมีส่วนร่วม การรับฟังความคิดเห็น และการเยียวยาที่จำเป็น ต้องไปออกกฎหมาย แล้วผมถามว่า กฎหมายฉบับนี้ออกมาหรือยัง ยังไม่เข้าสภาเลยครับ ผมไม่รู้ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้ ร่างกฎหมายมาหรือยัง พอไม่มีกฎหมายทุกอย่างชะงักงันหมดท่านจะเยียวยาเขาอย่างไร เมื่อไม่มีกฎหมายมารองรับ อันนี้คือความผิดพลาดบกพร่องของตัวกฎหมายหลักก็คือ ตัวรัฐธรรมนูญ ต้องกลับไปแก้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมด ผมเองเห็นชอบกับตัวรายงานสมควรอย่างยิ่งที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลจะต้องเอา ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะนี้ไปดูแล้วก็ตอบเรามาว่าอันไหนทำได้ไม่ได้ เพราะว่าข้อสังเกต แนบท้ายรายงานนี้เราจะมีมติให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการทำได้ ไม่ได้ อย่างไร ก็ตอบมาให้เราทราบ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนด้วยความเคารพก็คือว่า มีกรรมาธิการพูดถึงแนวโน้มของซีพีทีพีพี (CPTPP) ระหว่างไทยกับภาคีเครือข่ายจะเป็น อย่างไร เพราะผู้นำซีพีทีพีพี (CPTPP) เดิมเขาจะกลับมา ผมมั่นใจอย่างนั้นนะครับ เพราะว่า นโยบายต่างประเทศระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับว่าที่ ประธานาธิบดีใหม่ที่จะเกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไป พรรคเดโมแครตของสหรัฐอเมริกา เขาผลักดันเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโอบามา เขาถอนตัวสมัยทรัมป์ เราจะวาง บทบาทเราอย่างไร ถ้าเราจำเป็นต้องไปเจรจาร่วมเราจะต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร ซึ่งกรรมาธิการบอกไปแล้วว่าต้องไปเตรียมอย่างไร อันนี้เป็นข้อจำเป็นที่รัฐสภาเรา สภาเรา ต้องบอกให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเตรียมพร้อมอย่างจริง ๆ เพราะมันจะเกิดขึ้น ในเวลาอันไม่ช้านัก ท่านประธานครับ โดยเฉพาะหลายท่านคนมองว่าผลผลิตมวลรวม ของประเทศชาติบ้านเมืองเราใหญ่ที่สุดคือภาคบริการ รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม ภาคเศรษฐกิจที่เป็นด้านอุตสาหกรรม แล้วก็ภาคการเกษตรหลายคนบอกว่าอย่าไปสนใจ ภาคเกษตรมีแค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมด้วยความเคารพครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการ เลยแม้ ๘ เปอร์เซ็นต์นี่แต่มันเป็นรากเหง้าของเราที่เราจะต้องสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมา ถ้าเรามองว่า ๘ เปอร์เซ็นต์ไม่ต้องไปสนใจ นั่นคือคุณกำลังทำร้าย ทำลายรากเหง้าของ ประเทศชาติบ้านเมือง ผมเลยขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการอย่างมาก ที่เห็นแม้จะตัวเล็กตัวน้อยครับ แต่ไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะให้ความสนใจ กลับจะต้องไปเร่ง มีกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่านอกจากตั้งกองทุน จิราพร สินธุไพร ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม นอกจากตั้งกองทุนแล้วผู้ประกอบอะไรต่าง ๆ ต้องไปพัฒนา ต้องไปดึงเขาขึ้นมาให้ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสนอแนะที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับการรายงานครั้งนี้ แล้วก็หวังว่า เป็นประโยชน์กับบ้านกับเมืองครับ ขอบคุณท่านประธานและขอบคุณกรรมาธิการที่เคารพ ทุกท่านครับ