ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ชื่นชมรายงานกรรมาธิการที่ชี้ว่าไทยยังไม่พร้อมเข้าร่วมซีพีทีพีพีหากเกษตรกรยังไม่เข้าใจและยอมรับ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมเกษตรกรและสนับสนุนงานวิจัยพันธุ์พืชเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อน รวมถึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยเร่งเพิ่มงบประมาณเพื่อปรับโครงสร้างกรมการข้าวให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาตรฐานและลดการพึ่งพาเอกชนที่ยังขาดคุณภาพ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ทุกท่านครับ ท่านได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ในการจัดทำรายงานที่ตรงไปตรงมาฉบับนี้ครับ ท่านได้ร่วมกัน ชี้แจงให้กับท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ทราบถึงรายละเอียดและข้อสรุป ข้อสังเกตต่าง ๆ ในรายงานฉบับนี้อย่างดีเยี่ยมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับที่กระผมพูดถึงรายงานตรงไปตรงมาก็เพราะว่า กระผมได้ดูบทสรุปของผู้บริหาร หน้า ง ๑ นี่นะครับ ดูไปบรรทัดสุดท้ายของหน้านี้ท่านสรุป ไว้อย่างนี้ครับว่าด้านการเกษตรและพันธุ์พืช ประเทศไทยจึงยังไม่พร้อมจะเข้าเจรจา ความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) จนกว่าจะมีการทำความเข้าใจให้เกษตรกรยอมรับการเข้าเป็น ภาคีสนธิสัญญายูพอฟ (UPOV) นี่นะครับ การเตรียมความพร้อมให้เกษตรกร ๓ เรื่อง ๑. ทำความเข้าใจเรื่องภาคี ๒. การเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร ๓. การเตรียม งบประมาณ เพิ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชและขยายพันธุ์พืช ๓ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ อันนี้ตรงไปตรงมาเป็นอย่างยิ่ง
ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะว่าท่านกรรมาธิการได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์พืชเขตร้อนนี่นะครับอันนี้สำคัญมาก บทสรุปนี้แสดงให้เห็นจิตวิญญาณของคณะกรรมาธิการครับว่าท่านห่วงเกษตรกร ท่านห่วง เกษตรกรชาวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนามีถึง ๑๓ ล้านครัวเรือนเศษ ๆ นี่นะครับ ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ภาคีสมาชิกอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ที่เรากังวลมากก็คือการที่ไปปรับปรุงพันธุ์พืชแล้วนำไปขึ้นทะเบียนมันจะเป็นการคุ้มครอง เมล็ดพันธุ์พืชชนิดใหม่ที่มีการปรับปรุงแล้ว มันจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่มีจำนวนมาก ในประเทศของเรา แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน ในรายงานฉบับนี้เขียนไว้อย่างนี้ ในท้ายที่สุดผมเชื่อว่าเราอาจจะยังไม่มีความพร้อม เกษตรกรอาจจะยังไม่ได้ยอมรับ งบประมาณยังไม่ได้ทำการวิจัยเรื่องพันธุ์พืช เรื่องเมล็ดพันธุ์พืช ขยายเมล็ดพันธุ์พืช ได้อย่างพร้อมเพรียง แต่เราต้องไปลงนามเสียแล้ว เพราะอะไรครับ เพราะความเป็นประเทศ ที่อยู่โดดเดี่ยวในโลกมันเป็นไปไม่ได้ ดูอย่างประเทศเวียดนามครับ ประเทศเวียดนาม ไปลงนามในเอฟทีเอ (FTA) เขาลงนามกับประเทศต่าง ๆ ได้ถึง ๕๓ ประเทศ เศรษฐกิจ เขาก้าวกระโดดเลย ก้าวไปไกลกว่าประเทศไทยมากครับในขณะนี้เพราะระบบภาษีนำเข้า ประเทศไทยทำได้กี่ประเทศครับเอฟทีเอ (FTA) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เรื่อยมาทำได้เพียง ๑๘ ประเทศเท่านั้นเอง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกำลังพยายามผลักดันอย่างยิ่งให้มี การทำเอฟทีเอ (FTA) มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธาน คณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม มีท่านวีระกร คำประกอบ เป็นประธานที่ปรึกษา มีคุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ เป็นรองประธาน มีท่านศรีนวล บุญลือ ท่านก็เป็นคณะวิสามัญชุดนี้ด้วย เรากังวลเป็นอย่างยิ่งครับว่าการวิจัยงบสำหรับการทำวิจัย และพัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวนี่นะครับ ขณะนี้เรามีความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวถึง ๑.๔ ล้านตันต่อปี ราชการศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวผลิตได้ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ จากศูนย์ข้าวชุมชนได้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ จากสหกรณ์ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ได้เพียงประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องการถึง ๑.๔ ล้านตันนี่นะครับ เพราะฉะนั้นที่เหลือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นภาคเอกชนซึ่งไม่มีมาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ ผลิตเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ครับรัฐมนตรี ประภัตร โพธสุธน ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรของกรมการข้าว จะหมุนใหม่ครับให้ผลิตได้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ราชการ แล้วก็ให้เหลือเอกชนเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ใน ๓ ปีครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยงบประมาณและเพิ่มในการที่จะปฏิรูป กรมการข้าวให้รองรับพี่น้องเกษตรกรทั้งหมดในการปรับปรุง วิจัยพันธุ์ข้าวให้ได้ ท่านให้ ความสำคัญมาก ผมยื่นกระทู้ถามในสภาแห่งนี้ ท่านมาตอบด้วยตนเอง ขอเวลาอีกนิดครับ ท่านประธานครับ ผมประชุมเรื่องการวิจัย พัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ข้าวในคณะกรรมาธิการ กระผม เพราะผมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิจัย เราประชุมกันมา ๔ ครั้ง ๔ สัปดาห์ เชิญหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมา เชิญท่านรัฐมนตรีประภัตรมาเมื่อวานนี้ ท่านก็มาชี้แจง ในที่ประชุม เราเห็นความตั้งใจอยู่ในสายเลือดของท่านรัฐมนตรีประภัตรในฐานะที่ท่าน เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกรชาวนามาโดยตลอดชีวิตของท่าน ท่านรู้ปัญหา ขณะนี้ครับกำลัง ยกระดับกรมการข้าวขึ้น สิ่งสำคัญที่สุด ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งต้องเร่งการปฏิรูปการวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้ เรื่องที่ ๒ งบประมาณต้องรองรับในการพัฒนาดังกล่าวให้ได้ด้วย ท่านประธานวีระกร คำประกอบ พูดในที่ประชุมหลายครั้งครับ สำนักงบประมาณจัดงบประมาณไปก่อสร้าง อาคารไม่พูดถึงหน่วยงานละครับ จริง ๆ แล้วอยู่ในอาคารเดียวกันได้ แต่มีการขยาย แยกออกไปสร้างอาคารใหม่ ๓-๔ แห่ง จนไม่มีใครจะไปอยู่ในอาคารเหล่านั้นแล้ว สำนักงบประมาณทำไมทำอย่างนี้ เรียนไปถึงนายกรัฐมนตรีครับ กลับเสียใหม่ครับ โลกในยุค ปัจจุบันนี้ต้องให้ความสำคัญกับการวิจัย พัฒนา ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืชหรือสิ่งใดก็ตามให้ ความสำคัญกับนักวิจัยเราจะได้ไปสู้เขาได้ ไปลงนามได้ ถ้าไม่เริ่มทำตั้งแต่บัดนี้ไม่ทันครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าขอชมเชยคณะกรรมาธิการ และเห็นด้วย กับคุณหมอระวีในการที่จะติดตามเรื่องนี้ต่อไปให้จนประสบความสำเร็จแล้วก็ ให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและคนยากคนจนพี่น้องส่วนใหญ่ของประเทศครับ ขอบพระคุณครับ