วรภพ วิริยะโรจน์ แสดงความกังวลต่อการเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพีและยูเอฟทีเอ 1991 โดยชี้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อเกษตรกรไทยจากการแข่งขันสินค้าเกษตรนำเข้า ขณะที่ประโยชน์ที่ได้รับมีน้อยและไม่คุ้มค่า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการจำกัดอำนาจของรัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างและถ่ายทอดเทคโนโลยีจะขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายสรุปยืนยันหลังจากมีการศึกษาผลกระทบซีพีทีพีพี (CPTPP) ของ กมธ. อีกครั้งครับว่าประเทศไทยได้ไม่คุ้มเสียจากการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) เพราะประโยชน์ ที่ประเทศไทยจะได้นั้นเล็กน้อยแต่กระทบกับเกษตรกรโดยตรง และโดยเฉพาะเงื่อนไขจำกัด การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนี่ละครับที่จะขัดขวางการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศไทย
ผมอยากเริ่มจากประเด็นแรกก่อนครับว่าประโยชน์ที่ไทยจะได้เล็กน้อย เพราะว่ามันมีแค่ ๒ ประเทศคือแคนาดาและเม็กซิโกที่ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย แล้วก็เป็นสัดส่วนการส่งออกเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่สำคัญตัวเลขเหล่านี้มองข้ามผลกระทบต่อเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก การนำเข้าสินค้าเกษตรในหลากหลาย ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ๔๒๕,๐๐๐ ครัวเรือน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ๑๗๓,๐๐๐ ครัวเรือน หรือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว ๑๖๓,๐๐๐ ครัวเรือน รัฐบาลต้องมีคำตอบให้กับเกษตรกรเหล่านี้ครับว่าจะให้พวกเขาเตรียมรับมือกับผลกระทบ จากการเปิดรับสินค้านำเข้าเหล่านี้อย่างไร เพราะว่ามันหมายถึงรายได้ทั้งชีวิตและอีกหลาย ชีวิตที่เขาต้องเลี้ยงดูครับ รัฐบาลจะอ้างถึงกองทุนเอฟทีเอ (FTA) สำหรับใช้ช่วยเหลือ เกษตรกรก็ไม่มีใครเชื่อแล้วครับ เพราะว่ากองทุนเอฟทีเอ (FTA) ผ่านมา ๑๐ กว่าปี งบประมาณที่ใช้ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ยืนยันว่าไม่สามารถยกระดับการแข่งขันให้กับ เกษตรกรโคเนื้อและโคนมตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ได้เลยครับ
ส่วนประเด็นเงื่อนไขของยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ก็ชัดเจน จากรายงานของคณะกรรมาธิการครับว่าการเข้าร่วมข้อตกลงยูพอฟ (UPOV) นั้นจะทำให้ กลุ่มทุนเมล็ดพันธุ์ที่ถือครองพันธุ์พืชใหม่มีความได้เปรียบจากสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ ที่ครอบครองอยู่ครับ และมันหมายถึงเกษตรกรเกือบทุกกลุ่มเองก็เห็นตรงกันครับว่า ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการเข้าร่วมอยู่ แล้วมันจะต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐ ที่จะต้องมีการสร้าง เตรียมความพร้อมในด้านการลงทุน การวิจัยอาร์แอนด์ดี (R&D) ด้านเมล็ดพันธุ์ก่อนเข้าร่วม เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพแข่งกับกลุ่มทุน เมล็ดพันธุ์ได้ครับ นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้การเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) จะทำให้ เกษตรกรเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง แต่ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดแต่อาจจะไม่ค่อย พูดถึงคือเงื่อนไขของซีพีทีพีพี (CPTPP) นี่ล่ะครับที่กระทบนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของ ภาครัฐของไทย ถ้าประเทศไทยเข้าร่วมภาครัฐจะห้ามตั้งเงื่อนไขให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ภาครัฐจะห้ามให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการในประเทศ ภาครัฐจะห้ามกำหนดมาตรการ ชดเชยเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด สำหรับประเทศไทยในยุคสมัยนี้ครับ ผมอยากฝากข้อสังเกตให้ทุกท่านและรัฐบาลคิดตาม นะครับว่ามันนานเท่าไรแล้วที่ประเทศไทยไม่มีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นเลย อุตสาหกรรม เป้าหมายที่รัฐบาลเคยขายฝันไว้ว่าจะดึงดูดจากการลงทุนต่างชาติในอีอีซี (EEC) ไปถึงไหนแล้ว ผมมั่นใจครับว่ามันถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องเริ่มสร้างอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ ให้การสร้างอุตสาหกรรมใหม่นี่ล่ะครับกลายเป็นกลไกหลักในการพาประเทศไทยก้าวข้าม ความเป็นประเทศกำลังพัฒนา และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด ในการทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟ การกำจัดขยะ เครื่องจักรกลเกษตร หรือแม้แต่อุตสาหกรรมอาวุธ ความมั่นคง สามารถถูกเร่งพัฒนาได้ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลัก เพราะความต้องการในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้คนในประเทศเองและงบประมาณที่ภาครัฐ สามารถจัดสรรได้ สามารถกำหนดให้สิทธิพิเศษได้อย่างเป็นรูปธรรม ให้มีแผนแม่บทที่ชัดเจน ให้มันสะท้อนถึงขนาดความต้องการภายในประเทศ และสิทธิพิเศษแก่ผู้ประกอบการ ในประเทศที่จะได้รับ เอกชนถึงมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ภายในประเทศไทย แต่การสร้างอุตสาหกรรมเหล่านี้ด้วยเงื่อนไขของซีพีทีพีพี (CPTPP) มันคือเงื่อนไขที่แฝงไว้สำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาซื้อสินค้า อุตสาหกรรมจากประเทศพัฒนาแล้วแทนการสร้างอุตสาหกรรมครับ ถึงแม้ว่าจะมี การกำหนดให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เหมือนอย่างที่เวียดนาม หรือมาเลเซียได้ มันก็เป็นแค่เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จะ ๑๒ ปี หรือแม้แต่สูงสุดคือ ๒๕ ปี แต่วงเงินที่จะใช้นโยบายนี้ได้ก็จะค่อย ๆ ลดลงครับ จนสุดท้ายแล้วจะเหลือเพียงแค่โครงการ จัดซื้อจัดจ้างสูงสุดไม่เกิน ๖ ล้านบาทต่อโครงการที่สามารถให้สิทธิพิเศษกับผู้ประกอบการ ในประเทศได้ ซึ่งแน่นอนครับโครงการ ๖ ล้านบาทไม่เพียงพอแน่นอนในการเป็นเป็นกลไก ในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศไทย ดังนั้นโดยสรุปประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้ จากการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) มันเป็นเพียงประโยชน์ระยะสั้น ๆ ครับ จากการค้าเสรี ของ ๒ ประเทศที่จะเกิดขึ้น และไม่คุ้มค่าเลยครับกับผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกร ที่เป็นกลุ่มอ่อนแอที่สุดในสังคมไทย และยังจะมาขัดขวางการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ในประเทศไทยที่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุดในการพัฒนาประเทศไทยต่อจากนี้ไป ในระยะยาวครับ ขอบคุณครับ