จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี พร้อมเสนอให้รัฐบาลมีนโยบาย งบประมาณ และกองทุนเยียวยาเกษตรกร รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นการเข้าร่วมองค์กรความร่วมมือด้านพันธุ์พืชและข้อตกลงการค้าที่อาจส่งผลต่อสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษาและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงแนวทางคุ้มครองวิถีชีวิตและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม รวมถึงเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางพันธุ์พืชเขตร้อน แต่แสดงความกังวลต่อข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร ตลอดจนผลกระทบจากการเข้าร่วม UPOV ที่อาจกระทบต่อการเข้าถึงยาราคาถูกของประชาชน และได้เสนอให้เตรียมความพร้อมด้านนโยบาย งบประมาณ บุคลากร และอุปกรณ์การแพทย์อย่างรอบด้านในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา การผลิตยาในภาวะฉุกเฉิน การพิจารณาข้อพิพาทการค้า และความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะกลับเข้าร่วมซีพีทีพีพี
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมเองต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ได้อภิปราย และขอนำเรียนว่าถ้าเกิดอภิปรายเกินเวลาไปบ้างสักเล็กน้อยก็ขออนุญาต ท่านประธานครับ วันนี้เป็นเรื่องที่พวกเราได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพวกเราเสนอญัตติถึง ๙ ญัตติ ขณะนั้นผมเองเป็นหนึ่งในนั้น ที่ได้เสนอญัตติเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่พี่น้องประชาชนกำลังเฝ้ากังวลและติดตาม เรื่องของปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าว เรื่องของปัญหาเรื่องยา เพราะฉะนั้นวันนี้กรรมาธิการ ได้ดำเนินการโดยได้ประชุมกัน โดยท่านประธานวีระกร คำประกอบ และประธาน อนุกรรมาธิการอีก ๓ ท่านแล้วผมเห็นว่าได้ทำมาค่อนข้างที่จะดี แต่ประเด็นที่ผมเองจะนำเรียนและขออภิปรายเพิ่มเติมก็คือ ในช่วงนี้ประเทศที่เข้าร่วม ทั้งหมด ๑๑ ประเทศ หลังจากสหรัฐอเมริกาถอนตัวไปเมื่อปี ๒๕๖๐ ใน ๑๑ ประเทศ มี ๗ ประเทศเท่านั้นที่ลงสัตยาบันดำเนินการจริง ๆ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และเวียดนาม อีก ๔ ประเทศไม่ได้ลงสัตยาบันกับเราคือ เปรู ชิลี มาเลเซียและบรูไน แล้วก็อีก ๒ ประเทศที่เราไม่มีเอฟทีเอ (FTA) คือแคนาดากับเม็กซิโก ซึ่งในการดำเนินการค่อนข้างที่จะมีโอกาสทำเอฟทีเอ (FTA) ในส่วน ๒ ประเทศนี้ได้ ท่านประธานครับ จากการที่คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการนั้นผมเองค่อนข้างที่จะบอกว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการ แล้วก็อยากเน้นย้ำว่าเราต้องทำความจริง ความกระจ่างให้ปรากฏ กรรมาธิการได้เสนอเรื่อง
๑. ต้องมีความพร้อม รัฐบาลต้องมีนโยบาย งบประมาณสนับสนุนบุคลากร และให้มีข้อมูลในการสนับสนุนอย่างเต็มที่
๒. ถ้าเกิดมีการเจรจาจริงจะต้องฟังความเห็นประชาชนรอบด้าน โดยเฉพาะ เงื่อนไขอ่อนไหวต้องให้เขารับรู้ตลอด เพราะเขาไม่มีโอกาสจะมาอยู่บนเวทีโลกได้
๓. ก็คือเรื่องของการตั้งกองทุน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่าอย่างไรก็ต้องมี กองทุนเยียวยาสำหรับผลกระทบทางด้านลบที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเกษตรกร
ผมจะขออนุญาตอภิปรายในส่วนของภาคเกษตร การเกษตรและพันธุ์พืช ประมาณ ๒-๓ ประเด็น แล้วก็เรื่องของสาธารณสุข การแพทย์ แล้วก็เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม
เรื่องเกษตรที่เป็นหลักจริง ๆ ท่านประธานครับ ก็คือประชาชนกังวลวิถีชีวิต ของชาวบ้านในเรื่องของการถูกรอนสิทธิในการใช้พันธุ์พืช การทำแหล่งจากการเข้าเป็น ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วเขาจะมีสิทธิมากน้อยแค่ไหน รวมทั้ง การจดพันธุ์พืชพันธุ์ใหม่ ตรงนี้วิถีชีวิตจริง ๆ เราต้องทำให้เขาทราบจริง ๆ ว่ามีความกังวล จริง ๆ เพราะว่าเกษตรกรก็อยากได้เมล็ดพันธุ์ที่มีผลผลิตที่ดี อย่างเช่นข้าวหอมมะลิ ก็อยากได้ราคา อยากได้ผลผลิตจากนี้แค่ ๓๐๐-๔๐๐ ถ้าเขาเกิดมีนักปรับปรุงพันธุ์ไปทำ ผลผลิตได้ ๕๐๐-๖๐๐ แล้วเราซื้อเขามา ๑ ครอป (Crop) มาเพาะปลูก ครอป (Crop) ต่อไป กังวลเหลือเกินว่าจะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์นี้ไปปลูกในฤดูกาลต่อไปได้ ตรงนี้กรรมาธิการ ต้องชี้แจงว่าที่เขาเขียนว่าเพื่อยังชีพนี่แค่ไหน อย่างไร และที่สำคัญคือยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) นั้นไม่ได้บังคับให้นักปรับปรุงพันธุ์ไปบอกว่าต้นสายมาจากประเทศไหน อันนี้ผิดมาก เพราะฉะนั้นต้นประเทศก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ แบ่งปันผลประโยชน์เลย ตรงนี้ ต้องเร่งเลยครับว่าจะต้องให้สามารถแบ่งผลประโยชน์ได้ และเขาก็บังคับว่าภายใน ๑๐ ปี อย่างไรก็ต้องจดทะเบียนสิทธิบัตรให้เขาให้ได้ ซึ่งตรงนี้เราคงต้องเจรจาต่อรอง เพราะเป็น การเปลี่ยนผ่าน วิถีชีวิตของชาวบ้านเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับการทำนา การแลกเมล็ดพันธุ์ การเปลี่ยนแปลง การใช้วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมเขาสามารถไปทำให้เพื่อนบ้านได้แล้ว แต่ตรงนี้ เป็นข้อกังวลที่เราต้องทำให้ชัดเจนว่าการแลกเปลี่ยนต้องทำได้ แล้วก็ที่สำคัญคือวิถีชีวิต ต้องเป็นอยู่ให้ได้นะครับ
แล้วก็ที่สำคัญอันที่ ๒ ก็คือ เรื่องที่เราบอกว่าอยากให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของพืชเขตร้อนชื้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย ขณะนี้ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารหลัก ประเทศอื่นไม่มีอะไรที่พร้อมเท่าประเทศเรา ไม่ว่าจะภูมิอากาศต่าง ๆ แต่เรากลับด้อยในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืช อย่างที่ผมเอง ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม ท่านประธานณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ท่านวีระกร ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒-๓ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรมการข้าว กรมวิชาการ สวก. ต่าง ๆ ทุกคนมารวมกัน งานวิจัยกรมการข้าว มีนักปรับปรุงพันธุ์แค่ ๓๘ ราย มีนักเทคโนโลยี ๕๘ ราย ทั้งหมดมีอยู่ ๒๑๑ ราย ทั้ง ๆ ที่เป็น เรื่องใหญ่มากที่จะต้องดูนักปรับปรุงพันธุ์ แต่ว่างบประมาณปีที่แล้ว ๑๙๓ ล้านบาท ปีนี้ ๑๗๘ ล้านบาท ปีหน้าเขาขอไป ๔๔๐ ล้านบาทก็ถูกตัด เพราะอะไร เพราะงบไปพูล (Pool) รวมอยู่กับกระทรวง อว. และเป็นก้อนใหญ่ที่เขาจะดีเฟนด์ (Defend) นั้นไม่ได้ ดังนั้นต้องดูว่าถ้าเราแยกไม่ได้ก็ต้องเป็นไพรออริตี (Priority) แรกในเรื่องของ การปรับปรุงพันธุ์ให้มีสายพันธุ์ที่ดีเพื่อเราจะได้เป็นข้อสำคัญ เพราะเราต้องการที่จะเป็น ศูนย์กลางพันธุ์พืช เราต้องใช้ประโยชน์ตรงนี้ ถ้าเรามีพันธุ์ที่ดีเราสามารถไปประเทศอื่น ๆ เหมือนเป็นเจ้า เป็นหลัก เป็นฮับ (Hub) ของอันนี้เลย แต่ขณะนี้เราด้อยมากเรื่องงบประมาณ บุคลากร หรือแม้กระทั่งพันธุ์ข้าว ต้องใช้เวลา ๗ ปี ในการผสมสายพันธุ์ ซึ่งทราบว่าทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติใช้แสงไอออน (Ion) จะมา ช่วยจะลดเวลาเหลือ ๓ ปีครึ่ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีประภัตรมาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ เรื่องเมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าขณะนี้ชาวนาต้องการพันธุ์ข้าวประมาณ ๑.๔ ล้านตัน ปรากฏว่าที่สำคัญเขาเก็บไว้ใช้ประมาณ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในตลาด ๓๘ เปอร์เซ็นต์ คือเก็บไว้ใช้ ๘๗๐,๐๐๐ ตัน ไว้ใช้ ๕๗๐,๐๐๐ ตัน ใน ๕๗๐,๐๐๐ ยังไม่ได้ดูแลอย่างดี ศูนย์พันธุ์ข้าว ๒๘ ศูนย์ ศูนย์ข้าวชุมชนก็น้อย ในส่วนที่เขามีอยู่ก็ไม่มีการแลกเปลี่ยน นี่คือหลักที่รัฐบาลต้องทุ่มเทตรงนี้เป็นเรื่องแรกเลยในเรื่องของเกษตร นอกจากนั้นก็คือ ในเรื่องของทางด้านการแพทย์ สาธารณสุข ผมเรียนว่าเรานี่อยากให้ประชาชนใช้ยาที่มี คุณภาพดี มีทางเลือกและยาต้องถูก ยามี ๒ ประเภทท่านประธานคือยาที่เป็นออริจินัล (Original) หรือยาต้นแบบที่จากต่างประเทศ และยาสามัญที่เรียกจีนเนริก (Generic) เป็นยาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันแต่ถูกลง ถ้าเราเข้ายูพอฟ (UPOV) มีความกังวลว่า เรามีโอกาสที่จะใช้ยาแพง เนื่องจากมีเรื่องของเพเทนต์ ลิงเกจ (Patent Linkage) ซึ่งตรงนี้ ผมต้องเรียนว่าเราคงต้องดูว่าทำอย่างไร เพราะถ้าเกิดเราลดเรื่องของการใช้ยาจีเนริก เนม (Generic Name) เข้าได้เร็ว โดยที่เขามีข้อบังคับว่าอาจจะมีการบังคับชั่วคราวฟ้องศาลทำให้ เกิดข้อกังวลในการพิสูจน์สิทธิ นี่คือเรื่องสำคัญ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องซีแอล (CL) นะครับ คอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ตรงนี้สำคัญ เพราะว่าเราจำเป็นเนื่องจากกฎของเราที่จะทำมีอยู่ ๓ เรื่อง คือ ๑. เรื่องฉุกเฉิน ๒. เรื่องเป็นภัยทางสาธารณสุข และ ๓. คือเรื่องการที่ไม่เกิดหวังผลกำไร ขณะนี้ถ้าสอดคล้องกับโควิด-๑๙ (COVID-19) เกิดสมมุติมียาขึ้นมา แล้วมีการจดสิทธิบัตร แล้วเกิดยาแพง ถ้าเราไม่มีตรงนี้ คือเราทำซีแอล (CL) ไม่ได้เหมือนในอดีตที่เราทำแล้ว เมื่อปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๔๘-๒๕๕๓ เราประหยัดเงินไปตั้ง ๒๗,๖๐๐ กว่าล้าน เพราะฉะนั้นตรงนี้ สำคัญเรื่องซีแอล (CL)
ประเด็นที่ ๓ ก็คือในเรื่องทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องของทางด้าน ทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องเทรด รีเลติง แอสเพกต์ (Trade Relating Aspects) หรือทริปส์ (TRIPS) บางครั้งเราอาจจะทำแล้วแต่เขาบอกว่าเราถูกบังคับโดย อย. กังวลนะครับว่านั่นคือ เป็นการเวนคืนทรัพย์สินหรือว่าเป็นการเอาประโยชน์เข้ามาทางอ้อม ซึ่งตรงนี้เป็นความกังวล เพราะฉะนั้นผมจะเรียนเรื่องอื่นคือเรื่องของทางด้านการค้าเศรษฐกิจก็มีปัญหาเรื่องของ ที่บอกว่าเรื่องไอเอสดีเอส (ISDS) เพราะว่านักลงทุนจะมาฟ้องได้ในประเด็นสำคัญ
สุดท้ายผมจะเรียนถามว่าขณะที่เราทำอยู่ในช่วงที่รัฐบาลของอเมริกา ยังเป็นของประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ ขณะนี้เปลี่ยนเป็นท่านโจ ไบเดิน เราจะมีแนวคิดอย่างไร ว่าเขาจะกลับมาอยู่ในซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่ หรือจะมาทำในแค่อินโดแปซิฟิก ทำในกลุ่มเล็ก ๆ เพราะว่าถ้ากลับเข้ามาซีพีทีพีพี (CPTPP) มันลีจิต (Legit) มาก ๑๐ ปี ต้องเข้า บังคับให้เข้าเราจะปฏิบัติกันอย่างไร แต่ที่เสนอแนะจริง ๆ คือเราต้องเตรียม ความพร้อมในทุกด้าน งบประมาณ นโยบาย บุคลากรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ การแพทย์ที่เก่าที่เอาเข้ามาเสมือนใหม่ถ้าเราไม่เขียนปุ๊บเราจะบอกไม่เอาเขาบอกกีดกัน แต่ถ้าเอามาคุณภาพไม่พร้อม ประโยชน์คนไข้เป็นอย่างไร คนไข้ลำบาก เดือดร้อน และขยะอีกด้วยนะครับ ก็ต้องขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ