จิราพร สินธุไพร ขอใช้สิทธิกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเพื่อชี้ประเด็นเพิ่มเติมต่อรายงาน โดยตั้งข้อสังเกตต่อข้อเสนอปรับโครงสร้างอากรขาเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปในการเข้าร่วม CPTPP พร้อมเสนอให้เปลี่ยนคำว่า "ร้อยละ 0" เป็น "ที่เหมาะสม" เพื่อให้มีการศึกษา วิเคราะห์ และรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ เน้นย้ำความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างรอบคอบเพื่อความพร้อมในการเปิดเสรีการค้า พร้อมหารือการจัดตั้งหน่วยงานและกองทุนเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี โดยเน้นให้ความช่วยเหลือเฉพาะผู้มีสัญชาติไทยและต้องมีกลไกตรวจสอบที่ชัดเจนเพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพ รวมถึงหารือประเด็นผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยภายใต้ข้อตกลง CPTPP โดยเฉพาะอุปสรรคด้านมาตรฐานสุขอนามัยที่อาจถูกใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า และเรียกร้องให้มีการศึกษาวิจัยเชิงลึกเป็นรายสินค้าเกษตรเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อการเสนอให้ยกเว้นการเก็บอากรขาเข้าสำหรับการส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเห็นว่าอาจปิดกั้นโอกาสการจัดเก็บรายได้ภาษีในอนาคตและส่งผลเสียต่อการแข่งขันของ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการ ดิฉันขอใช้สิทธิกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในการอภิปรายเพื่อชี้ประเด็นที่ดิฉัน ได้สงวนความเห็นในรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งปรากฏรายละเอียดในภาคผนวก ญ หน้า ๑๗๕ โดยดิฉันกราบเรียนว่าด้วยการทำงานอย่างหนักของคณะกรรมาธิการทุกท่าน ทำให้รายงานที่ออกมาค่อนข้างจะครอบคลุมมากอยู่แล้ว แต่เพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดิฉันขออภิปรายเพื่อให้ข้อสังเกตเพิ่มจากที่ท่านประธานได้ชี้แจงต่อที่ประชุม โดยจะขอ อภิปรายเฉพาะในสาระสำคัญดังต่อไปนี้ค่ะ
ประเด็นแรก ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานหน้า ๕๘ ภายใต้หัวข้อ ผลการศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ข้อที่ ๔.๕.๑ ซึ่งกรรมาธิการได้ให้ ความเห็นว่าการที่จะตัดสินใจเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ ความพร้อมของประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยยังจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน รัฐบาล จะต้องผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างภายในประเทศเพื่อสร้างความพร้อมทางการแข่งขัน และการเปิดเสรีทางการค้า โดยกรรมาธิการเสนอให้ปรับโครงสร้างอากรขาเข้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูปให้เป็นร้อยละ ๐ ซึ่งดิฉันได้เสนอให้ตัดคำว่า ร้อยละ ๐ ออก แล้วแทนด้วย คำว่า ที่เหมาะสม ดังนั้นประโยคก็จะกลายเป็น การปรับโครงสร้างอากรขาเข้าวัตถุดิบและ กึ่งสำเร็จรูปที่เหมาะสม ที่ดิฉันขอปรับแก้ถ้อยคำนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าแม้ในการศึกษา ครั้งนี้จะได้เชิญหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมประชุมแล้ว แต่ข้อเสนอดังกล่าว เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นยังไม่ได้หารือผู้ที่มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน นอกจากนี้การที่ ให้ปรับโครงสร้างอากรขาเข้าครอบคลุมสินค้าวัตถุดิบทั้งหมดอาจจะไปกระทบกับผู้ผลิต ต้นน้ำ กลางน้ำ ที่เป็นผู้ประกอบการไทยรายอื่นซึ่งจำนวนอาจจะมากกว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์ จากการนำเข้าเสียอีกก็ได้ ดังนั้นดิฉันเห็นว่าการกำหนดอัตราภาษีนำเข้านั้นจำเป็นต้องอาศัย ความละเอียดรอบคอบ ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องให้มีการวิจัย แล้วก็วิเคราะห์ อย่างรอบด้านและนำเสนอโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผ่านการหารือผู้มีส่วนได้เสีย ครบทุกมิติอย่างทั่วถึงก่อนที่จะสามารถระบุรายการสินค้า และกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมได้
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตต่อรายงานในหน้า ๕๘ ข้อ ๔ ว่า นอกจาก จะต้องผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว รัฐบาลควรพิจารณาผลักดันให้มีการจัดตั้งหน่วยงานด้านการพัฒนาผู้ประกอบการไทยด้วย การเปิดเสรีทางการค้าแน่นอนว่าย่อมมีผู้ประกอบการในประเทศได้รับผลกระทบ แต่การที่ รัฐบาลจะไปเจรจาเปิดเสรีทางการค้าแล้วถ้าเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการในประเทศ แล้วยังต้องมาตั้งงบประมาณแผ่นดิน เพื่อที่จะเยียวยาแบบไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้ไม่ใช่ การแก้ปัญหาในระยะยาว แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องพัฒนาสินค้าและการบริการที่ยังขาด ศักยภาพทางการแข่งขันให้สามารถแข่งขันได้อย่างแท้จริง ในอดีตที่ผ่านมาเรามีกองทุน อยู่แล้ว มีการจัดอบรม มีการจัดสัมมนาสำหรับผู้ประกอบการ แต่ถามว่าประสบความสำเร็จ หรือไม่ หรือผู้ประกอบการสามารถที่จะมีความแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา การจัดสรรงบประมาณเป็นแบบเบี้ยหัวแตกค่ะ แต่ละหน่วยงานก็ต่างคนต่างดำเนินการ ไม่มีหน่วยงานที่ดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นการเฉพาะ ดิฉันจึงเห็นว่าต่อไปนี้เราควรจะมี หน่วยงานสำหรับพัฒนาผู้ประกอบการไทยเป็นการเฉพาะ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งกองทุน เอฟทีเอ (FTA) เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าในระยะยาว นอกจากนี้หากรัฐบาลมีมาตรการ หรือโครงการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยรัฐบาล ต้องมีกลไกการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือและเยียวยา อย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันการแยกแยะนิติบุคคลสัญชาติไทยและต่างชาติเป็นไปได้ยากมาก เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ถูกควบคุมและบริหารจัดการโดยต่างชาติ ดังนั้นการจัดตั้ง หน่วยงานขึ้นมา และเอาเงินภาษีของประชาชนคนไทยไปใช้ดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจะต้องมีความระมัดระวังในการดำเนินการ ต้องมีกลไกในการตรวจสอบว่า กองทุนนั้นหรือหน่วยงานนั้น ๆ ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยจริงหรือไม่ จึงเป็นที่มาว่า ดิฉันได้ขอเพิ่มข้อความในหน้า ๕๘ ข้อ ๔ ต่ออีกว่า การจัดตั้งหน่วยงานและกองทุน ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าจะต้องมุ่งเน้นให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ที่เป็นบุคคลและนิติบุคคลสัญชาติไทย เน้นคำว่า สัญชาติไทย ต้องปรับตัวและพัฒนา ความสามารถทางการแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นที่ ๓ ดิฉันได้เพิ่มข้อความในหน้า ๗๗ ข้อ ๕.๓ (๑) ให้มีการวิเคราะห์ เพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อสินค้าเกษตรที่ไทยจะส่งออกไปยังตลาดซีพีทีพีพี (CPTPP) ว่าจะสามารถส่งออกได้จริงตามมาตรฐานและสุขอนามัยหรือไม่ เพราะแม้ว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) จะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการส่งออกสินค้าของไทยภายใต้หลักการการลดภาษีนำเข้า ของซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่เงื่อนไขอื่น ๆ ที่เป็นการกีดกันทางการค้าประเทศสมาชิก ก็ยังสามารถใช้ได้อยู่ โดยเฉพาะเงื่อนไขทางด้านมาตรฐานสุขอนามัยซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าอาหารของไทยมาก ถึงแม้ว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) จะมีบทว่าด้วยเรื่องมาตรฐาน ด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์แต่เป็นมาตรฐานที่สูงค่ะ ดังนั้นอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่ง ให้กับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศใช้ในการกีดกันการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยได้ ดังนั้น จึงควรต้องมีการศึกษาวิจัยสินค้าเกษตรของไทยเป็นรายสินค้าด้วยไม่ใช่เน้นแต่เฉพาะสินค้า อุตสาหกรรม ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นที่สินค้าที่ผลิตโดยต่างชาติ โดยใช้ประเทศ ไทยเป็นฐานการผลิต ประโยชน์ที่ได้ไม่ได้ตกอยู่กับเกษตรกรแล้วก็ประชากรส่วนใหญ่ ของประเทศ
ประเด็นที่ ๔ ประเด็นสุดท้าย ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกตไว้ปรากฏในรายงาน หน้า ๗๙ ข้อ ๕ (๔) ประเด็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) กรรมาธิการได้ระบุในรายงานว่า ไทยอาจยอมรับเรื่องการยกเว้นการเก็บอากรขาเข้าสำหรับ การส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีทรานส์มิสชัน (e-Transmission) ดิฉันได้เสนอให้ตัด ประโยคนี้ออกไปจากรายงานฉบับนี้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ จากการศึกษาประเด็นพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์พบว่าองค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) ได้ให้สมาชิกยกเว้น การเก็บภาษีการค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นจึงหมายความว่าในอนาคตสมาชิก สามารถเก็บภาษีการค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้บังคับ ให้ประเทศสมาชิกยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าสำหรับการค้าสินค้าหรือบริการ ที่ส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นการถาวร ซึ่งเป็นการกำหนดข้อห้ามต่อสมาชิกที่มากกว่า องค์การการค้าโลกค่ะ แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังไม่มีประเทศใดที่สามารถกำกับดูแลและเรียกเก็บ อากรขาเข้าสำหรับการส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่เราอย่าลืมว่าปัจจุบันเทคโนโลยี พัฒนาไปเร็วมาก หากในอนาคตประเทศต่าง ๆ สามารถค้นพบวิธีการหรือเทคโนโลยีสำหรับ การจัดเก็บภาษีศุลกากรนี้ได้ การเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) จะเป็นการปิดกั้น โอกาสที่ไทยจะจัดเก็บภาษีศุลกากรชนิดนี้ เท่ากับรัฐบาลจะสูญเสียรายได้มหาศาล ซึ่งการเก็บภาษีสรรพากรและสรรพสามิตไม่สามารถชดเชยการเก็บภาษีศุลกากรได้ค่ะ โดยเฉพาะในช่วงการเกิดวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นตัวอย่างให้เราเห็นการเติบโต ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ที่โตแบบก้าวกระโดด สวนทางกับหลายธุรกิจที่ล้ม ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัส พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ขยับจากช่องทางการซื้อแบบ ออฟไลน์ (Offline) มาแบบออนไลน์ (Online) มีแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ท่านประธานที่เคารพคะ นอกจากภาษีจะเป็นรายได้ของรัฐบาลแล้วยังเป็นการปกป้อง ผู้ประกอบการในประเทศ ถ้าเทียบกับกรณีของสินค้าที่ผ่านมาประเทศที่กำลังพัฒนามักจะมี ภาษีสินค้านำเข้าสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วก็เพื่อปกป้องสินค้าในประเทศ ในกรณีของ การค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็เช่นเดียวกัน ประเทศที่เรียกร้องให้ยกเลิกการเก็บ ภาษีอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ส่วนใหญ่ ที่ขอให้ยกเลิกเป็นการถาวรส่วนใหญ่ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไทยมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้ ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วก็ย่อมต้องมีภาษีเป็นแต้มต่อ เพื่อที่จะสามารถแข่งขัน กับต่างชาติได้ นอกจากนี้การให้ความเห็นชี้นำรัฐบาลว่าอาจยอมรับในประเด็นพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะนี้อาจเป็นการตัดสินใจล่วงหน้าสำหรับอนาคตที่เรายังมองไม่เห็น ซึ่งหากเหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านลบ อย่างมหาศาล ดิฉันเห็นว่ารายงานของคณะกรรมาธิการควรจะมีความรอบคอบค่ะ มิฉะนั้น จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้กับประเทศไทยแล้วต้องมีการเสนอด้วยความเป็นกลาง ต้องระบุถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อเท็จจริงในประเด็นต่าง ๆ โดยไม่ต้องตัดสินอนาคตที่เรา ยังมองไม่เห็นดิฉันเรียนว่าดิฉันจะขอเสนอเฉพาะสาระสำคัญเท่านั้น เพื่อที่จะได้บันทึกไว้ใน รายงานการประชุมที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาล แต่ว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่ดิฉันได้ให้ข้อสังเกต เอาไว้เพื่อให้รัฐบาลนำไปศึกษาต่อในเชิงลึก ซึ่งเพื่อเป็นการประหยัดเวลาของสภาแห่งนี้ ท่านสมาชิกสามารถดาวน์โหลด (Download) จากคิวอาร์ โค้ด (QR Code) ในภาคผนวก ญ หน้า ๑๗๕ เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ