มนูญ เปิดยุทธศาสตร์การค้า CPTPP หนุนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสอดรับ Thailand 4.0

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หารือเรื่องยุทธศาสตร์การค้าของประเทศภายใต้กรอบ CPTPP เรียกร้องให้รัฐบาลวางวิสัยทัศน์ชัดเจนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับ Thailand 4.0 พร้อมผลักดันการพัฒนาตลาดใหม่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายร่วมประชุมพูดคุยอย่างเปิดเผยและใช้เหตุผลร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ และให้กรรมาธิการเร่งผลักดันกระบวนการนี้ต่อไป

นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ดอกเตอร์มนูญ สิวาภิรมรัตน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะกรรมาธิการ ผมขอนำเสนอความคิดเห็นในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ขั้นแรกผมขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้กับความสำเร็จของคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยเฉพาะท่านประธาน ผมขอบอก เลยนะครับว่าในที่นี้ไม่มีกลุ่มบุคคลใดที่มีข้อเท็จจริง มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่นเท่ากับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ ความสำเร็จของคณะกรรมาธิการชุดนี้อยู่ที่การนำเอาผู้ที่เห็นด้วย กับผู้ที่เห็นต่างมาพูดคุยกันอยู่บนหลักการของเหตุและผล อยู่บนผลประโยชน์ ของประเทศชาติเป็นหลัก ทุกฝ่ายรับฟังซึ่งกันและกัน ภาพรวมสุดท้ายกรรมาธิการทุกท่าน ทราบดีนะครับว่า ข้อดี ข้อเสียของการเข้าร่วมกรอบการค้าเสรีซีพีทีพีพี (CPTPP) คืออะไร สิ่งที่ผมอยากนำเสนอในเชิงยุทธศาสตร์ก็คือประเทศไทยเรามีวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการก็มีอุปสรรคเป็นอย่างมากนะครับ สุดท้าย เราจะต้องมาดูกันว่าเมืองไทยเราจะขายของที่มีมูลค่าน้อยหรือว่าจะขายของที่มีมูลค่าสูง ถ้าเราถามคำถามนี้ทุกคนก็บอกว่าเราก็ต้องขายของมีมูลค่าสูงสิครับ แต่การที่จะขายของ มีมูลค่าสูงตลาดต้องมี เราจะต้องหาตลาดที่มีกำลังซื้อสูงไม่ใช่ว่าตลาดทั่ว ๆ ไปจะมีกำลังซื้อ สินค้าที่มีมูลค่าสูงแล้วเราจะไปขายสินค้าที่มีมูลค่าสูงกับใคร กับประเทศไหน ผมอยากให้ เมืองไทยทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยกัน กำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในเรื่องของการค้าโลก ดูตัวอย่างง่าย ๆ ประเทศเวียดนามที่มีการกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์การค้าได้อย่างเหมาะสม ทำให้ตอนนี้เวียดนามมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากอีกไม่นานก็คงแซงประเทศไทยนะครับ ฉะนั้นประเทศไทยเราก็จะต้องมานั่งกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดยุทธศาสตร์ในเรื่องของการค้า เราจะเล่นกรอบใด กรอบดับเบิลยูทีโอ (WTO) การค้าเสรี กรอบทวิภาคี กรอบพหุภาคี เราจะเอากรอบไหน ซึ่งถามไปตอนนี้ทุกคนก็บอกว่าเราก็เจรจาทุกกรอบ แต่สุดท้าย เราก็จะต้องมุ่งไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันเป็นไปตามกระแสโลกว่าทั่วโลกเขาจะ เล่นในกรอบใดสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศก็คือการมีวิสัยทัศน์ ประเทศไทยเราจะต้องมี การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้ตอบสนองกับวิสัยทัศน์ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ยกตัวอย่างของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยเป็นตัวไอซีอี (ICE) หรือว่าเป็นเครื่องยนต์ สันดาปภายใน สุดท้ายตรงนี้มันจะถูกแทนที่โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งโครงสร้าง อุตสาหกรรมมีความแตกต่างจากธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นเครื่องสันดาปภายใน อย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้นผมเห็นว่าตัวยานยนต์ไฟฟ้ามันจะเป็นตัวนิว เอส เคิร์ฟ (New S Curve) เป็นธุรกิจสำหรับประเทศไทยที่จะทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนต่อไปได้ แล้วก็ในตอนนี้ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ รวมทั้ง ส.ส. อีกหลายท่านก็มีการผลักดันในเรื่องของสเปเชียล อีโคนอมิก โซน (Special Economic Zone) หรือเขตการค้า เพื่อให้เกิดการกระจาย ความเจริญอย่างแท้จริง สุดท้ายการผลักดันสิ่งเหล่านี้มันต้องมีตลาดรองรับนะครับ ถึงเวลา หรือยังที่เราจะต้องหาตลาดใหม่เพื่อธุรกิจนิว เอส เคิร์ฟ (New S Curve) เพื่อธุรกิจสเปเชียล อีโคนอมิก โซน (Special Economic Zone) เพื่อธุรกิจอีอีซี (EEC) ผมมองว่ารัฐบาลจะต้องตัดสินใจในเรื่องวิสัยทัศน์ และตำแหน่งจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ บนโลกนี้ว่าประเทศไทยจะอยู่ตำแหน่งใดในเรื่องการค้าโลกนะครับ เราจะเป็นประเทศ กำลังพัฒนาต่อไป หรือว่าจะก้าวข้ามมาอยู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) จีเอสพี (GSP) ที่เคยมีมองไปข้างหน้าในอนาคตก็คงถูกตัดหมดนะครับ เราจะต้องมากำหนดว่าประเทศไทย จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองจะยืนอยู่ได้อย่างไรนะครับ จะต้องหาตลาดใหม่ ๆ ซึ่งการค้าเสรี กรอบเอฟทีเอ (FTA) ต่าง ๆ สุดท้ายก็น่าจะเป็นคำตอบนะครับ การกำหนดจุดยุทธศาสตร์ ของประเทศบนการค้าโลก ทำให้เราสามารถกำหนดบริบทที่เกี่ยวข้องกับซีบีพี (CBP) ซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้อย่างชัดเจนว่ามันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์เราไหม ถ้าเรามองว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) มีความจำเป็นกับประเทศผมก็ขอเรียกร้องให้รีบดำเนินการให้รวดเร็วต่อไปนะครับ แต่ถ้าเรามองว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) ยังไม่เหมาะ ยังไม่จำเป็นกับประเทศก็ควรที่จะมี การเจรจากรอบการค้าเอฟทีเอ (FTA) อื่น ๆ เพื่อชดเชยกรอบการค้าซีพีทีพีพี (CPTPP) อย่างที่เราศึกษากันมาตลอดว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) กระทบกับใครบ้างนะครับ ผมมองว่า การกระทบกับอุตสาหกรรมใด ธุรกิจใด บุคคลใดเราจะต้องเอาข้อเสียเหล่านี้มาหาวิธีช่วย บรรเทาให้ทุกคนยอมรับได้นะครับ เพราะว่าการเจรจากรอบการค้าเสรีก็มีผู้ได้ ผู้เสียนะครับ ผู้เสียเราก็ต้องหาวิธีช่วยบรรเทาในเรื่องผลกระทบให้กับเขานะครับ ข้อกังวลต่าง ๆ ในรายงานที่คณะกรรมาธิการเสนอก็มีอยู่ในรายงานอยู่แล้ว ผมขอเสนอว่าให้รัฐบาลจัดตั้งทีม ไทยแลนด์ (Team Thailand) ขึ้นมา เพื่อดูว่าจะแก้ไขข้อกังวลที่มีเหล่านี้อย่างไรนะครับ ยกตัวอย่างในเรื่องของกองทุนเอฟทีเอ (FTA) ที่ไม่มีเงินหรือเรื่องของเมล็ดพันธุ์พืชยูพอฟ (UPOV) สิทธิบัตรยาต่าง ๆ ที่เราพูดถึง แล้วก็ยังมีข้อเสียหรือเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายนะครับ การเข้า ไม่เข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่มีความหมาย สิ่งที่มีความหมายก็คือจุดอ่อนอย่างนี้ เหล่านี้เราต้องปิดให้ได้ เพราะว่าสุดท้ายเราจะไปเจรจากรอบการค้าเสรีอะไรเราก็จะเจอ เรื่องพวกนี้มาตลอด เพราะว่าปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่ผมมองว่ามันแก้ได้แต่ต้องใช้เงิน ใช้เวลา แต่ก็จะมีบางเรื่องที่แก้ไขไม่ได้เราก็ต้องมาพูดคุยกัน ช่วยผู้ประกอบการให้เขาเปลี่ยน ช่วยประชาชนให้มีอาชีพใหม่ รัฐบาลก็ต้องช่วยในเรื่องของงบประมาณ แล้วก็ระยะเวลา ในการแก้ไข

สุดท้ายนี้ผมขอเรียกร้องให้เราทุกคนมานั่งคุยกัน พูดความจริงกันว่า การเข้าร่วม ไม่เข้าร่วมเกิดปัญหาอะไร เน้นการทำความเข้าใจอย่างที่กรรมาธิการชุดนี้ ดำเนินการอยู่ก็คือทุกฝ่ายคุยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศ มีเหตุ มีผล ฉะนั้น ผมว่าสิ่งเหล่านี้คณะกรรมาธิการสามารถดำเนินการให้เรื่องอย่างนี้เดินหน้าต่อไปได้นะครับ ถ้าเราทุกคนยืนอยู่บนหลักการของเหตุและผลนะครับ แล้วก็ผลประโยชน์ของประเทศ ขอบคุณครับ