เกียรติ ชี้ไทยไม่พร้อมกำกับดูแลการค้า หวั่นข้อตกลงสากลกระทบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

เกียรติ สิทธีอมร ชี้แจงบทบาทของอนุกรรมาธิการคณะที่ 3 ที่รับเรื่องค้างจากคณะอื่นเพื่อพิจารณาด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยรายงานผลการพิจารณาข้อตกลงซีพีทีพีพี ย้ำว่าความขัดแย้งคลี่คลายได้จากการทำงานร่วมกันอย่างรอบด้าน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญ จนได้ข้อสรุปเอกฉันท์ พร้อมชี้ให้เห็นปัญหาหลักคือความไม่พร้อมของไทยในด้านนโยบาย บุคลากร การกำกับดูแล และการค้าระหว่างประเทศที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะในบริบทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการคุ้มครองผู้บริโภคที่ต้องการมาตรการทันสมัยและสอดคล้องกับข้อตกลงการค้าต่าง ๆ เช่น CPTPP และ RCEP พร้อมเสนอให้มีการทบทวนข้อมูลที่ล้าสมัย ประเมินผลกระทบจากโควิด-19 และประเด็นฟรีโซน สิทธิประโยชน์ BOI การลงทุน และแรงงาน รวมถึงการศึกษาข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันความขัดแย้งจากความไม่รู้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบจากการลดกำแพงภาษีภายใต้ซีพีทีพีพี ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของแบบจำลองคำนวณผลประโยชน์ที่สะท้อนจีดีพีต่ำ และความไม่สมดุลในโครงสร้างภาษีไทยที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงนโยบายภาษีนำเข้าวัตถุดิบและส

นายเกียรติ สิทธีอมร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการ คณะที่ ๓ คณะผมเรียกง่าย ๆ ก็คือเป็นคณะที่เก็บตก อีก ๒ คณะพิจารณา เรื่องอะไรไปแล้วส่วนที่เหลือที่เป็นสาระสำคัญก็เป็นคณะที่ ๓ ที่จะนำเรื่องเข้ามาพิจารณา ในคณะนี้เน้นเรื่องด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนเป็นหลักนะครับ ผมขอสไลด์ (Slide) เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ประเด็นที่เหลือทั้งหมดนี่นะครับ มีทั้งหมด ๑๑ ประเด็นที่เรามีการพิจารณา แล้วในการพิจารณาเราก็ดึงทุกภาคส่วนมาพูดคุย ด้วยนะครับ สมาชิกของ กกร. เข้ามาร่วมด้วย สมาชิกของกลุ่มภาคประชาสังคมก็เข้ามา ร่วมกันพิจารณา แล้วก็กลุ่มที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในหลาย ๆ เรื่องก็เชิญเข้ามาร่วม ในการพิจารณากับเรา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญคณะนี้ ท่านคงจำได้ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร พอพูดถึงเรื่องซีพีทีพีพี (CPTPP) เต็มไปด้วยความกังวล ความขัดแย้ง ความเห็นไม่ตรงกัน ความกลัว แต่หลังจากที่เราได้มี การทำงานไปสักพักหนึ่งโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญและอนุกรรมาธิการ ก็ต้องเรียน ท่านประธานว่าบรรยากาศเปลี่ยนนะครับ ตอนนี้ทุกคนเห็นตรงกันความขัดแย้งหมดไป เพราะว่าข้อมูล ข้อเท็จจริงสรุปตรงกัน เป็นชิ้นเดียวกัน ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยระหว่างกัน ไม่มีอคติต่อกัน อันนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าต้องถือว่าเป็นความสำเร็จของการทำงานของ สภาและคณะกรรมาธิการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็นอกจากนั้น ทิศทางในการเดินไปข้างหน้าทั้ง ๓ คณะอนุกรรมาธิการและคณะใหญ่ ท่านประธานครับ ความเห็นในเรื่องมาตรการขั้นต่อไปนี้ตรงกันหมด แล้วก็เป็นเอกฉันท์ ไม่มีใครสงวนความเห็น เห็นไม่ตรงกับเธอ เห็นไม่ตรงกับคณะ อันนี้ผมคิดว่าก็ถือว่าเป็นผลงานที่เราควรจะจดจำไว้ แล้วก็เอาเป็นแบบอย่างในกรณีในอนาคตถ้าเราเกิดมีกรณีเช่นนี้อีกนะครับ การเข้าร่วมเจรจา ซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือไม่นี่นะครับ คำถามก็คือไม่ใช่เข้าหรือไม่เข้า คำถามคือพร้อมที่จะ เข้าไหมนะครับ ท่านจะเห็นจากทั้ง ๒ คณะอนุกรรมาธิการที่รายงานไปแล้วก็คือ ความไม่พร้อมมันมีอยู่มาก และความไม่พร้อมเป็นเรื่องภายในของประเทศไทยเอง เสียส่วนใหญ่ ความไม่พร้อมของหน่วยงานราชการ ความไม่พร้อมของนโยบาย ความไม่พร้อมของบุคลากร ความไม่พร้อมของระดับการกำกับดูแลของหน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้องอันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ แม้กระทั่งในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ มาตรการ ที่เป็นที่ยอมรับขององค์การการค้าโลกคือการกำกับดูแลการนำเข้า เราแทบจะไม่ได้ทำ เลยครับท่านประธาน เราสามารถกำกับดูแลการนำเข้าโดยอ้างอิงมาตรฐานของประเทศ เราทำได้ครับ ไม่ปล่อยให้สินค้าที่เป็นสินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูกมาทุบตลาดบ้านเรา เรามีสิทธิทำครับ ทุกประเทศทำหมดแต่ประเทศไทยยังอ่อนด้อยมาก แล้วเรื่องนี้ก็ถูกบันทึก ไว้ในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการและคณะใหญ่ให้เป็นข้อสังเกตที่นำไปปฏิบัติ ต่อไปได้นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นภาพรวมผมคิดว่าความจริงจังในการกำกับดูแล และคุ้มครองผู้บริโภคอันนี้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน โลกเปลี่ยนไปมาก การค้าระหว่าง ประเทศเปลี่ยนไปมาก การค้าออนไลน์ (Online) เพิ่มมากขึ้น การกำกับดูแลเรายังอ่อนมาก และใครได้รับความเดือดร้อนครับ ผู้บริโภคทั้งสิ้น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดจากการศึกษา ของคณะว่าเราจะต้องมีมาตรการอย่างไรบ้างนะครับ แล้วก็การดูแลผลกระทบไม่ว่า จากข้อตกลงใดครับ ซีพีทีพีพี (CPTPP) หรืออื่น ๆ มันมีอยู่แทบจะเหมือนกันหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกรอบสหภาพยุโรปที่เรากำลังพยายามที่จะเจรจาอยู่ ซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็ดี แม้กระทั่งในกรอบของอาเซียน (ASEAN) อาร์เซ็ป (RCEP) อาเซียน+๖ (ASEAN+6) ปัญหา ใกล้เคียงกันหมดครับ ความไม่พร้อมในกลุ่มใดก็จะเห็นซ้ำซ้อนขึ้นมาเป็นปัญหาอยู่ทุกกรณีไป เพราะฉะนั้น คณะอนุกรรมาธิการคณะที่ ๓ ประเมินทั้งหมด ๑๑ ประเด็นตามชาร์ต (Chart) อันนี้ ก็คือภาพรวมเป็นอย่างไร สิ่งที่เคยศึกษามาในอดีตเป็นอย่างไร ผลกระทบจากโควิด (COVID) เป็นอย่างไร การค้าสินค้า ถิ่นกำเนิดสินค้า ประเด็นเรื่องฟรีโซน (Free Zone) ประเด็นเรื่อง การให้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ (BOI) เรื่องการค้า การลงทุน การเข้าเมืองชั่วคราว คุ้มครอง สิทธิแรงงาน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเรื่อย ๆ ไปจนถึงข้อ ๑๑ ก็มีการพิจารณา ซึ่งผมจะลงรายละเอียดในแต่ละข้อนะครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ

ในภาพรวมเราไปไล่ดูทุกการศึกษาที่เคยทำมาในอดีต ก็ต้องเรียน ท่านประธานว่าการศึกษาทั้งหมดก็ไม่ได้มีการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หลาย ๆ กรณีมีการศึกษาไว้เมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปมากนะครับ การประเมินผลกระทบจากโควิด (COVID) ก็ไม่ได้มีเพิ่มเติมเข้ามา แต่คณะของเราคุยกับ ทุกภาคส่วน คุยกับผู้มีส่วนได้เสียก็ประเมินและพยายามสรุปอยู่ในรายงานของเรานะครับ

อีกประเด็นที่เราค้นพบก็คือว่าหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ มีความสำคัญในการที่จะกำกับดูแลถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นซีพีทีพีพี (CPTPP) หรือสหภาพยุโรปก็ตามยังไม่ได้มีการศึกษาครับ หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้อ่านข้อบท ซึ่งเราทราบแล้วว่ามันมีเงื่อนไขอย่างไร อันนี้ก็เห็นได้ชัดครับ เพราะฉะนั้น บางครั้งที่เราเห็นว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นมันมาจากความกลัว หรือความไม่รู้ก็มีไม่น้อย แต่หลังจากที่เราไล่ข้อบทในแต่ละเรื่องความเห็นตรงกัน ข้อมูลตรงกัน และข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะก็ตรงกันนะครับ

ในชาร์ต (Chart) ต่อไปนะครับ ผมลงรายละเอียดนิดหนึ่งในเรื่องของการค้า สินค้า ถิ่นกำเนิดสินค้าและประเด็นฟรีโซน (Free Zone) ต้องเรียนท่านประธานครับ สินค้าจริง ๆ เราแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือว่ามันเปิดตลาดค้าสินค้านี่ก็คือลดกำแพงภาษี ครับท่านประธาน ลดกำแพงภาษีเราก็มีกลุ่มประเทศในซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เป็นสมาชิก อยู่นี่นะครับ กลุ่มหนึ่งเราลดกันระหว่างกันแล้วเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ไม่ว่าจะเป็น บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หรือชิลีนะครับ อีกกลุ่มหนึ่งกลุ่มที่ ๒ ก็คือไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เช่น ญี่ปุ่น เปรู กลุ่มที่ ๓ คือยังไม่มีเอฟทีเอ (FTA) เลยก็มีแค่ ๒ ประเทศ แค่แคนาดากับเม็กซิโก ผลการคำนวณ วิธีการคำนวณในผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการลดกำแพงภาษีมันคือการใช้แบบจำลอง ในการคำนวณโดยการใช้แบบจำลองก็ต้อง เรียนท่านประธานว่าสมมุติฐานก็คือว่า ถ้าลดกำแพงภาษีวันนี้เลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะเกิด ประโยชน์เท่าไร และนี่คือสาเหตุที่ว่ามันเพิ่มประเทศใหม่มาแค่ ๒ ประเทศ ตัวเลขมันเลย เป็นบวกน้อยมากในข้อมูลที่มีการนำเสนอต่อสังคมบอกว่าเป็นจีดีพี (GDP) ที่เพิ่มขึ้นเท่านี้เอง จุด ๑๒ จุดนิดเดียว เพราะฉะนั้นถามว่ามันจริงไหม ก็ต้องเรียนท่านประธานมันไม่จริงครับ เพราะว่าความตกลงลักษณะนี้มันหลายมิติมาก เช่นการค้าภาคบริการ เช่นการลงทุนไม่ได้มี การประเมินครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขที่มีการนำเสนอต่อสังคมกลายเป็นตัวเลขที่มาจาก แบบจำลองเรื่องค้าสินค้าเพิ่มขึ้นมันเล็กน้อยเท่านั้น ฉะนั้นการประเมินตรงนี้เราก็มานั่งไล่ วิเคราะห์ใหม่ว่ามันจะมีผลกระทบอย่างไร เราก็พบเหมือนกันว่ามีหลายกรณีครับโครงสร้าง ภาษีของเราเองไม่เอื้ออำนวยเลยครับ โครงสร้างภาษีของไทยนี่นะครับท่านประธานคงจะ ทราบนะครับว่าถ้าเราไปลงนามเอฟทีเอ (FTA) อย่างของอาเซียน (ASEAN) และของ หลายกรณี ชิลี เปรู หลายประเทศที่เราไปลงนามด้วยแล้วก็มีผลบังคับใช้แล้วเราจะลดภาษี เป็น ๐ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตครับ ผลิตสินค้าและพึ่งวัตถุดิบ หรือวัตถุกึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศด้วย แต่เราก็จะพบว่าภาษี การนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปมีภาษีครับท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ต้องแข่งกับใคร หรอกครับแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วครับ เพราะต้นทุนเราสูงกว่าประเทศคู่ค้าของเรา เพราะฉะนั้นจะเตรียมความพร้อมก็คือเราก็ต้องปรับโครงสร้างการนำเข้า หรืออากรขาเข้า ของวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปด้วย อันนี้ต้องเร่งด่วนครับ วันนี้ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว จากข้อตกลงอื่น ๆ ซึ่งลดเฉพาะผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อันนี้โครงสร้างภาษีต้องปรับนะครับ

อีกประการหนึ่งที่เราค้นพบก็คือว่ามันมีหลายกรณีครับที่เรามีการยกเว้น อากรขาเข้าเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในฟรีโซน (Free Zone) หรือนอกฟรีโซน (Free Zone) ในฟรีโซน (Free Zone) ก็ชัดเจนครับเป็นไปตามกฎหมาย แต่นอกฟรีโซน (Free Zone) เราก็มีการยกเว้นเป็นกรณี ๆ ไปเป็นการชั่วคราวไม่มีระยะเวลาแน่นอน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้และเกิดความเป็นธรรม อันนี้ถ้าเราเดินเข้าไปเจรจากับใคร มาตรการอย่างนี้มันไปไม่ได้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นมาตรการเดียวกัน และสอดคล้องกับมาตรการระหว่างประเทศ การมีมาตรการชั่วคราวไม่มีกรอบเวลา ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นเป็นปัญหาพอสมควร เพราะฉะนั้น เราพิจารณาออกมาแล้วก็คงจะต้องมีการปรับปรุงประกาศของกระทรวงการคลังในเรื่อง อากรขาเข้าในหลายกรณี ในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมนะครับ

มาตรฐานการนำเข้าสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมไม่มีครับ สินค้าอุตสาหกรรม มีมาตรฐานจริง ๆ น้อยมากครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะลงในรายละเอียดต่อไป แล้วถามว่าเรามีคน มีงบประมาณในการกำกับดูแลหรือในการทำเรื่องนี้หรือไม่ ก็ต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ ไม่มีครับ งบประมาณน้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่ปรับ ไม่จัดสรรงบประมาณเสียใหม่ เอาภารกิจที่สำคัญเป็นตัวตั้งเราก็คงไปไหนไม่ได้ครับ เราไปเจรจากับใครก็คงเจรจายากครับ แล้วถึงเจรจายอมเปิดตลาดขึ้นมาก็จะได้รับผลกระทบพอสมควรทีเดียวนะครับ ขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ

เราก็พบเหมือนกันครับ เรามีกองทุนไหมครับในการปรับโครงสร้าง เรามีครับ กองทุนเอฟทีเอ (FTA) แต่เป็นกองทุนในลักษณะที่ตั้งรับครับ ประเทศต่าง ๆ เวลาเขาไป เจรจาเอฟทีเอ (FTA) เขามีการเสนอสภาเลยนะครับว่ากลุ่มใดจะได้รับผลกระทบต้องมี การปรับโครงสร้างอย่างไร ต้องใช้งบประมาณเท่าไร ระยะเวลาในการปรับโครงสร้าง เป็นเท่าไร ของประเทศไทยยังไม่ได้ทำอย่างนั้น มีความพยายามในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ มาตรา ๑๙๐ แต่จนถึงวันนี้ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็อาจจะอ่อนด้อยไปในประเด็นนี้ ผมยกตัวอย่างกรณีออสเตรเลียลงนามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกา เรื่องที่เข้าสภา เขาบอกเลยว่าจะกระทบกลุ่มยานยนต์ จะกระทบกลุ่มผลิตสินค้าเกษตร เขาจะขอ งบประมาณทันทีเลยครับในวันที่เอาข้อตกลงเหล่านั้นมาให้สภาอนุมัติ ของยานยนต์ออสเตรเลีย ตอนนั้นที่เขาเซ็นกับสหรัฐอเมริกาเขาก็บอกเลยว่าต้องใช้เงินประมาณพันกว่าล้านบาท เวลาประมาณ ๑๐ ปีในการปรับโครงสร้างภายใน แล้วก็ให้มีผลทันทีเลยจากวันที่มี การนำข้อตกลงนั้นเข้าสภา ของเราเองเรื่องนี้เรายังอ่อนด้อยมากและยังไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นถ้าจะเดินไปข้างหน้า ถ้าเราเทียบกับเวียดนามเมื่อสักครู่ที่ประธาน คณะกรรมาธิการได้พูดให้ฟังเขาลงนาม ๑๓ ข้อตกลง ๕๓ ประเทศ ของเรา ๑๓ ข้อตกลง เหมือนกันแต่ ๑๘ ประเทศ ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างภายในไปไหนไม่ได้ครับ ไปไหนไม่ได้ แล้วไปเจรจากับใครก็จะมีผลกระทบนะครับ กองทุนนี้ต้องปรับเป็นกองทุนเชิงรุก ต้องรู้เลยว่า โครงการจะทำคือโครงการอะไรบ้างและใช้เงินเท่าไร ตั้งแต่วันแรกที่เรามีการเจรจานะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสาระสำคัญนะครับ ถิ่นกำเนิดสินค้า ในกรอบซีพีทีพีพี (CPTPP) จะต่างกับกรอบของอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน+๓ (ASEAN+3) อาเซียน+๖ (ASEAN+6) หรืออาร์เซ็ป (RCEP) ซีพีทีพีพี (CPTPP) การได้สิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าจะเป็นสิทธิ ที่สะสมได้ ถึงแม้ไม่ผ่านเกณฑ์ก็สะสมและได้ประโยชน์ตามสัดส่วน ตรงนี้เป็นเรื่องใหม่ของ ภาคเอกชนเลยครับ ผู้ผลิตกลุ่มภาคอุตสาหกรรมถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ตรงนี้เราก็บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นต้องร่วมมือกับภาคเอกชนนะให้เขารับรู้ ให้เขาปรับ โครงสร้างวิธีการผลิต วิธีการคำนวณ การจัดหาแหล่งวัตถุดิบให้ได้สิทธิในเรื่องถิ่นกำเนิด สินค้ามากที่สุดนะครับ

อีกประเด็นที่เราดูก็คือการนำเข้าสินค้าที่ใช้แล้วหรือรีแมนูแฟกเชอร์ กูดส์ (Remanufactured Goods) หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่ารีแมน (Reman) อันนี้เดี๋ยวผมจะลง ในรายละเอียดเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง ตอนแรกพวกเรากังวลว่าบังคับหรือเปล่าว่าต้องซื้อ ของใช้แล้ว บังคับไม่ได้นะครับ ไม่มีใครบังคับผู้ซื้อได้ไม่ว่าผู้ซื้อเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน ถ้าข้อกำหนดในการซื้อเราบอกเราจะซื้อของใหม่ก็ของใหม่ครับ ถ้าเราบอกว่าจะซื้อของ ใช้แล้วก็เป็นของใช้แล้วอันนี้ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อ แต่เดิมกังวลพอสมควรนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับกรอบซีพีทีพีพี (CPTPP) มีความพยายาม ที่จะให้มีการรับรองตนเองในเรื่องมาตรฐานในเรื่องคุณภาพ ก็เรียนท่านประธานครับ ในข้อบทไม่ได้เป็นภาคที่บอกว่าจะบังคับแต่เป็นเรื่องที่เราต้องเจรจา และแนวทางของเรา ก็ชัดเจนว่าการเจรจาในเรื่องนี้เราต้องเดินหน้าเจรจาเพื่อให้ทุกประเทศยอมรับ มีมาตรฐาน เดียวกันก่อน อันนี้ไม่ใช่ภาคบังคับนะครับอยู่ในข้อสงวนได้นะครับ ชาร์ต (Chart) ต่อไป เลยนะครับ

ในเรื่องการค้า บริการ การลงทุน การเข้าเมืองชั่วคราวสำหรับนักธุรกิจ เราเห็นได้ชัดนะครับว่าที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพูดคุยเพียงพอในเรื่องภาคบริการ ที่ทำแบบจำลองคือค้าสินค้าอย่างเดียว ภาคบริการประโยชน์ได้เท่าไรไม่ได้ประเมินครับ ถามว่ามีประโยชน์ไหม มีนะครับ เป็นประโยชน์สุทธิที่ประเทศไทยควรจะได้มีไหม มีครับ แต่มิได้มีการประเมินออกมาเป็นตัวเลข ตรงนี้ก็เลยทำให้เห็นภาพที่ไม่ชัด แล้วเราก็พบ เหมือนกันว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เพราะฉะนั้นยังไม่ได้ มีการร่วมกันทำงานในการที่จะเดินไปข้างหน้าในการเจรจา ในขณะเดียวกันนี่นะครับ ท่านประธานครับในเรื่องของค้าภาคบริการและการลงทุนมีหลายกรณีที่ทำเป็นข้อสงวนได้ ในส่วนที่เราไม่พร้อมทำเป็นข้อสงวนได้ และมีการกำหนดระยะเวลาปรับตัวได้ บางกรณีของ ประเทศอย่างเวียดนามเขาขอระยะเวลาปรับตัว ๒๐ ปีนะครับ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือในการเจรจา ของเรา ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในเรื่องที่เราจะนำไปเจรจา กลุ่มใดมีความอ่อนไหวสูงก็ต้องไปเจรจา ในเรื่องการปรับตัว ระยะเวลาในการปรับตัว

อีกประเด็นที่เราค้นพบก็คือว่าความกังวลเกิดมาจากความสับสนระหว่าง การประกอบธุรกิจกับการประกอบอาชีพ เราฟังข้อมูลจากผู้ที่เขากังวลชัดเลยนะครับ ปนกันมากเลย การประกอบธุรกิจคือการจัดตั้งธุรกิจบริษัทเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วย การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ การประกอบอาชีพคนละกฎหมายเลยครับ อันนี้เรามี พ.ร.บ. ที่ตั้งต้นตั้งแต่ ๒๕๒๑ มีการปรับปรุงแก้ไขมาก็เป็นเรื่องของการประกอบ อาชีพ ประกอบอาชีพคือต้องมีใบอนุญาตทำงาน กำกับดูแลโดยกระทรวงแรงงาน การประกอบธุรกิจต้องมีหนังสือรับรองออกให้โดยกระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นมันเป็น คนละเรื่องแต่ด้วยความไม่ได้ลงลึก ไม่ทราบในรายละเอียดก็มีความกังวล ตรงนี้ พอคณะอนุกรรมาธิการได้มีการพูดคุยกับกลุ่มที่เกี่ยวข้องความกังวลมันคลายลงไป ความเข้าใจมีมากขึ้นแล้วก็เหลือข้อเป็นห่วงบางเรื่อง ตอนนี้กฎหมายอย่างเรื่องการประกอบ อาชีพของเรานี่เราเข้มแล้วก็ไม่ค่อยสอดคล้องกับปัจจุบันเท่าไร และความเป็นจริงในการทำ ธุรกิจ ตอนนี้ถ้าผมเป็นต่างชาติจะบินเข้ามาประชุมกับประเทศไทย หรือประชุมในประเทศไทย เพียงแค่วันเดียว ไม่มีวีซ่า (Visa) นะครับ วีซ่า (Visa) เข้ามาเป็นวีซ่า (Visa) ท่องเที่ยว แล้วถามจริง ๆ ครับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไปจับเขาได้ไหมเขาไปนั่งประชุม ถ้าการตีความของกฎหมายไทยจับได้นะครับถือว่าทำผิด ไม่มีใบอนุญาตทำงานแต่บินเข้ามา ประชุม อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องปรับปรุงแก้ไข ประเทศอื่น ๆ การเดินทางเข้าเป็นลักษณะ ชั่วคราวสามารถทำภารกิจหรือกิจกรรมทางธุรกิจได้โดยที่ไม่ใช่มีรายได้ เขาวัดกันที่ คุณได้รายได้หรือไม่ แต่กฎหมายประเทศไทย ณ วันนี้ของกระทรวงแรงงานวัดกันที่ว่า คุณทำอะไรไม่ใช่ว่ารายได้หรือไม่ อันนี้ต้องปรับปรุงแก้ไข ถ้าไม่แก้ไขก็จะเป็นปัญหาอย่างนี้ เสมอไป ผมยกตัวอย่างกรรมการหอการค้าอย่างนี้ครับ หอการค้าต่างประเทศในไทย ท่านประธานครับ มีบางช่วงบางตอนเจ้าหน้าที่ไปจับเขาครับบอกว่าไม่มีใบอนุญาตทำงาน ในการเป็นกรรมการหอการค้าทั้ง ๆ ที่ไม่มีรายได้ อันนี้เราจะเห็นได้ชัดว่ากฎหมายเราล้าหลัง อันนี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข

ประเด็นต่อไปในเรื่องที่เราพิจารณากัน ขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ การคุ้มครองสิทธิแรงงาน เรื่องนี้ความกังวลคืออย่างนี้ครับ หลักสากลกำหนดไว้ชัดเจนว่า เราต้องตาบอดหรือมองไม่เห็นความแตกต่างของสัญชาติคือให้สิทธิเขา ตราบใดที่เขาเข้ามา ทำงานในประเทศและมีใบอนุญาตทำงาน และอยู่ในประเทศไทยเกิน ๑๒ เดือน ทำงาน ในประเทศไทยเกิน ๑๒ เดือนหรือ ๑ ปี ท่านต้องไม่กีดกันเขาในเวทีต่าง ๆ ทีนี้ปัญหา มันมีอยู่อย่างนี้ครับ พอดีมันมีความกังวลในเรื่องของการตั้งสหภาพแรงงาน ประเทศไทย ๑. เป็นสมาชิก ถ้าคุณอยู่เกิน ๑๒ เดือนเป็นสมาชิกได้อยู่แล้วครับ ต่างชาติไม่ว่าชาติไหน เป็นได้ครับ เข้าไปเป็นกรรมการได้ไหม กระทรวงแรงงานกำลังปรับปรุงระเบียบนะครับ เพื่อให้เข้าไปเป็นกรรมการได้ก็มีการกำหนดสัดส่วนก็ว่าไป อีกอันหนึ่งที่มันเป็นประเด็นที่ยัง ไม่ชัดเจนก็คือการเป็นผู้ประกอบการทำได้ไหม คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้ โดยละเอียดโดยที่มีทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะครับ ตอนนี้ มีการทำหนังสือไปถามถึงไอแอลโอ (ILO) ไปถามไอแอลโอ (ILO) ที่ประเทศไทยแล้ว ประเทศไทยบอกเรื่องนี้ต้องส่งไปต่างประเทศก็ส่งไปที่สำนักงานใหญ่ยังรอคำตอบอยู่ แต่ถึงรอคำตอบก็ไม่ได้เป็นปัญหาของคณะอนุกรรมาธิการในการพิจารณา ของเราชัดเจน นะครับว่าจริง ๆ แล้วการที่เป็นผู้ประกอบการเราสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ เรากำหนด คุณสมบัติได้ กำหนดสัดส่วนได้ กำหนดเสียงในการสนับสนุนได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ไม่น่า ที่จะเป็นเหตุที่ถึงขนาดว่าจะทำให้เราเดินต่อไม่ได้ในเรื่องการที่ให้เขาเป็นผู้ประกอบการ แต่มีการกำหนดคุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการให้ชัดเจน ตรงนี้ก็อยู่ในวิสัยที่น่าที่จะ พอไปได้

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องที่กระทบเรารุนแรง แล้วก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากคือ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายหลัก ๆ ในปัจจุบันมีการยืนยันโดยทั้ง กสทช. ทั้งกระทรวงดีอี (DE) ว่ากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ และกำลังดำเนินการอยู่มี ๒ กลุ่ม มีอยู่แล้วกำลังดำเนินการอยู่ เขาไล่ดูข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ทั้งหมดและยืนยัน กับคณะของเราเป็นทางการว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัด เพราะฉะนั้นในแง่กรอบกฎหมายเราพร้อม กรอบกฎหมายพร้อมนะครับ แต่ไม่ได้หมายความเราพร้อม การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ทั้งในและต่างประเทศ อันนี้เราทำเข้มข้นหรือยัง ดีหรือยัง เรื่องนี้มีหลายครั้งในช่วง ๑ ปี ที่ผ่านมามีการพูดคุยในสภาแห่งนี้ แล้วก็มีการปรับปรุงกฎระเบียบ เช่นการต้องให้ ผู้ประกอบการในต่างประเทศขึ้นทะเบียนถ้าจะค้ากับประเทศไทย อันนี้มีผลแล้วให้เสียภาษี มูลค่าเพิ่มในไทยแทนที่จะเป็นผู้บริโภคเป็นคนเสีย อันนี้ปรับปรุงแล้วนะครับ แต่ก็ยังมี ปัญหา หรือยังมีความไม่ชัดเจนในบางเรื่องที่เป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญอย่างมาก เช่นข้อมูล ส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ทางการค้า อันนี้เราทราบนะครับ ทุกคนเป็นกังวลเหมือนกันหมดว่า ข้อมูลส่วนบุคคลมันเป็นทรัพย์สินนะครับ มันมีมูลค่าทางการค้า มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ ค่อนข้างมากและมีการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยผู้ประกอบการที่มีแพลตฟอร์ม (Platform) อยู่ในต่างประเทศ อย่างนี้ครับกระทรวงเองก็ยังไม่ชัดว่าจะสามารถกำกับดูแล ได้อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปหาทางปรับปรุงการทำงาน การกำกับดูแล และการดูแลคุ้มครองผู้บริโภค

การกำกับดูแลผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ให้แข่งขันเสรี เป็นธรรม อันนี้ต้องเรียนท่านประธานเลยครับ แพลตฟอร์ม (Platform) ใหญ่ต่างประเทศ ได้เปรียบ แพลตฟอร์ม (Platform) เล็กในประเทศเสียเปรียบอยู่ ไม่ใช่เฉพาะเสียเปรียบ ในความใหญ่ ความเล็กนะครับ โครงสร้างภาษีก็เสียเปรียบ กลายเป็นว่า ณ วันนี้ผมไปอยู่ ต่างประเทศผมเสียภาษีน้อยกว่าผมมาจดทะเบียนในประเทศ อันนี้เราต้องปรับครับ เราต้องปรับ และหลายประเทศเมื่อเกิดประเด็นเรื่องอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ขึ้นมาแล้ว ในสหภาพยุโรปมีหลายประเทศปรับโครงสร้างใหม่ มีภาษีใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งเขาเรียกว่า ภาษีดิจิทัล (Digital) มาทดแทนภาษีเดิม ๆ ซึ่งอาจจะไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ต้องมีการพูดคุยกัน แล้วก็ปรับโครงสร้างการกำกับดูแลของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนะครับ

นอกจากนั้นครับท่านประธานครับ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) มันไปเร็วมาก มันมีคนได้เปรียบ เสียเปรียบ ที่องค์การการค้าโลกเขาพร้อมที่จะเจรจาเพิ่มเติม ประเทศไทยเองต้องขะมักเขม้นในการนำเรื่องนี้ไปพูดคุยในเวทีพหุภาคีด้วย ไม่ใช่ปล่อยเป็น เรื่องทวิภาคีหรือเป็นกลุ่มมานั่งคุยกันเอง เราเป็นประเทศเล็กเราจะได้ประโยชน์ในการใช้ กรอบพหุภาคี แล้วก็ดีนะครับ เพราะว่าถ้าเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนคน จริง ๆ เขาบอกเขาจะเอาพหุภาคี หมายความว่ากรอบอย่างเช่นดับเบิลยูทีโอ (WTO) จะมี ความสำคัญมากขึ้น และการเจรจาของประเทศไทยก็ต้องเป็นเชิงรุกมากขึ้นในเรื่องเหล่านี้ คณะอนุกรรมาธิการเสนอครับว่าให้มีการเพิ่มเติมใช้ดิจิทัล แทกซ์ (Digital Tax) ในสหภาพ ยุโรปมีหลายประเทศใช้ดิจิทัล แทกซ์ (Digital Tax) ๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วมาทดแทนภาษี หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายของประเทศไทยตอนนี้ยังต้องปรับนะครับ ตอนนี้ เรายังเก็บ ๓ เปอร์เซ็นต์อยู่ ทั้ง ๆ ที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงไปแล้วเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์มันมาจากที่ไหนครับ หัก ณ ที่จ่าย มันมาจากสมมุติฐานที่ว่าจากยอดขาย คุณมีกำไร ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์คุณเสียภาษี เคยเสีย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ขอ มาก่อน ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เราปรับภาษีเงินได้นิติบุคคลไปเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ยังเก็บ ๓ เปอร์เซ็นต์อยู่ ก็เลยกลายเป็นปัญหาว่าต้องคืนภาษีกันนัวเนียเลยครับ และล่าช้า ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างมาก เราก็เสนอครับ หัก ณ ที่จ่ายต้องปรับ ปรับจาก ๓ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันปรับในกรณีให้มีทางเลือกว่าถ้าจะเสียเป็น ดิจิทัล แทกซ์ (Digital Tax) เลยเป็นภาษีในโครงสร้างใหม่แทนการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ทำได้ครับ หลายประเทศก็ทำเป็นเช่นนั้น ก็เป็นข้อเสนออันหนึ่งนะครับ

ข้อต่อไปครับ ไอเอสดีเอส (ISDS) หรือกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ กับนักลงทุน อันนี้กังวลกันเยอะเลยเหมือนกับว่าจากนี้ไปนักลงทุนต่างชาติจะมาฟ้องรัฐได้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ การเพิ่มช่องทางในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) มันไม่ได้ เพิ่มความเสี่ยง ความเสี่ยงมันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย มีการทำผิดหรือเปล่า แต่เพิ่มช่องทางไหม เพิ่มช่องทางครับ เพิ่มช่องทางให้สมาชิกของซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้ สามารถมีช่องทางอีกช่องทางหนึ่งในการฟ้องร้องรัฐในกรณีที่เกิดความไม่เป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกันในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) นี่ชัดเจนนะครับว่าแต่ละประเทศมีสิทธิ ที่จะกำกับดูแลและใช้สิทธิพิเศษได้ในบางเรื่อง เช่นรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานรัฐที่ทำ เพื่อสาธารณประโยชน์ที่ไม่ให้อยู่ในขอบเขตของไอเอสดีเอส (ISDS) ทำได้ครับ เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับการเจรจาครับ ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุ เจรจาได้ มีข้อสงวนได้ และทำเป็น ภาคผนวกหรือตกลงเฉพาะกรณีกับสมาชิกนะครับ

เรื่องไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ผมไม่ค่อยกังวลเพราะทำกันเป็นปกติ ในทุกข้อตกลงที่เราเคยทำมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นอาเซียน (ASEAN) หรืออาเซียน+๓ (ASEAN +3) หรืออาเซียน+๖ (ASEAN+6) ก็มีไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ในบางเรื่อง อันนี้ขึ้นอยู่ กับว่าความพร้อมเราเป็นอย่างไร แล้วก็การเจรจาเราเข้มข้นขนาดไหน เหตุผลดีไหม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ

การคุ้มครองการลงทุน ถามว่าเป็นเรื่องใหม่ไหมสำหรับประเทศไทย ช่วงก่อน หน้านี้ทุกคนในสังคมคิดว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่จริง ๆ เรามีข้อตกลงตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ แล้วครับ เขาเรียกบิตส์ อะกรีเมนต์ (BITs Agreement) ไบแลตเทอรัล อินเวสต์เมนต์ ทรีตีส์ (Bilateral Investment Treaties) เราลงนามเป็นภาคีกับร้อยกว่าประเทศตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ แล้วครับ ผมเลยเอาตัวอย่าง คณะของเราก็ไล่ดูครับว่า เอ๊ะ เราเคยมีคดีกับใครไหม คดีความ เหล่านี้มันผ่านช่องทางไหนเข้ามา เพราะเราบอกเมื่อสักครู่นี้ว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นช่องทางเพิ่มเติม ก็ดูสิมันมีช่องทางอื่นไหม แล้วเคยมีคดีไหม ท่านประธานครับ จนถึง วันนี้เรามี ๓ คดีครับ ผมเอาขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้ดูนะครับ ๒ คดีแรกใช้ช่องทางบิตส์ (BITs) หรือข้อตกลงทวิภาคีในการคุ้มครองการลงทุน ในการฟ้อง

อันที่ ๓ เป็นการฟ้องภายใต้เอฟทีเอ (FTA) ซึ่งเรามีกับออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วเพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีที่รัฐ ไม่ทำตามข้อตกลง หรือไม่ทำตามข้อตกลงระหว่างประเทศก็มันมีช่องทางอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่มี เลย เราบอกว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นการเปิดประตูช่องเดียวช่องใหม่ ไม่ใช่ครับ เรามีประตู เดิมอยู่แล้วหลายช่อง อันนี้เพิ่มอีก ๑ ประตู เพิ่มอีก ๑ ช่องนะครับ

ประการต่อไปที่เป็นข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่ไม่เหมือนกับข้อบทอื่น ๆ หรือในกรอบความตกลงอื่น ๆ ก็คือเรื่องการคุ้มครอง พรี เอสทาบลิชเมนต์ (Pre-Establishment) คือก่อนที่ท่านตั้งธุรกิจต้องได้รับความคุ้มครองด้วยนะครับ ฟังดูก็น่ากังวลนะครับ ถ้าฟังหัวข้อเหมือนกับว่ายังไม่ได้ทันทำธุรกิจเลยนี่ต้องคุ้มครอง เขาด้วย ก็ชัดเจนนะครับเป็นการคุ้มครองกรณีที่รัฐไปบอกให้เขาทำบางสิ่งบางอย่างก่อนที่จะ ลงนามข้อตกลงแล้วเกิดความเสียหายขึ้นเขาก็ขอให้คุ้มครอง ถามว่าเป็นธรรมไหม ก็พอไปได้ เป็นความเป็นธรรมอย่างหนึ่งนะครับ

อีกอันหนึ่งเขาขอให้คุ้มครองก็คือเรื่องพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) ก็คือ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือในกองทุนต่าง ๆ เราเชิญทางคณะกรรมการกำกับดูแล กิจการของตลาดหลักทรัพย์มาให้ข้อมูลกับเรานะครับ เขาอ่านข้อบทโดยละเอียดทุกถ้อยคำ และยืนยันกับคณะของเราว่าไม่มีข้อใดเลยที่ไม่สอดคล้อง เพราะฉะนั้นในเรื่องพอร์ตฟอลิโอ อินเวสต์เมนต์ (Portfolio Investment) การลงทุนในลักษณะพอร์ตฟอลิโอ (Portfolio) หรือกองทุนเราสอดคล้อง และสามารถที่จะยอมรับเงื่อนไขในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้นะครับ

อีกประการหนึ่ง หลังจากที่เราได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ เราก็พบ ชัดเจนนะครับท่านประธาน วันนี้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ไม่ว่าข้อตกลงเดิมที่เรามีอยู่แล้ว และต้องมีการปรับตัวในการทำงานของภาคราชการหลาย ๆ หน่วยงาน ก็ชัดเจน อีกเหมือนกันครับหลายหน่วยงานไม่ทราบ ไม่ทราบจริง ๆ ว่าข้อตกลงแต่ละอัน รวมทั้ง อาเซียน (ASEAN) รวมทั้งอาเซียน+๓ (ASEAN+3) อาเซียน+๖ (ASEAN+6) อาร์เซ็ป (RCEP) ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่กำลังจะลงนามกันนี่ครับว่าแต่ละหน่วยงานต้องทำอะไรบ้าง อันนี้เห็นเป็น ข้อด้อยเลยครับว่าเราไม่ได้มีหน่วยงานใดเลยที่จะไปกระตุ้นให้แต่ละกรม กอง ฝ่ายของ ภาครัฐปรับตัว หรือปรับการทำงานของตัวเองให้สอดคล้องกับข้อตกลงที่มีขึ้น ตรงนี้ก็เป็น จุดอ่อนซึ่งเป็นเรื่องภายในอีกเช่นกันครับ เราก็ต้องปรับนะครับ ชาร์ต (Chart) ต่อไปนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่เราดูก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) หลักคิดก็คือให้เปิดตลาดมากขึ้นแล้วก็ให้โปร่งใสมากขึ้น นี่คือหลักนะครับ ถามว่า ดีไหมครับ โปร่งใสมากขึ้นผมว่าดีนะครับ เราทำแบบมุบมิบไม่ได้ ทำแบบไม่ได้ให้โอกาสไม่ได้ ทำแบบปล่อยให้ฮั้วกันไม่ได้ ตรงนี้ดีครับ ดีสำหรับประเทศไทยด้วยซ้ำไป แต่เปิดตลาด มากขึ้น ถ้าเปิดเร็วเกินไปกระทบไหม กระทบครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มที่กังวลมากที่สุดคือ เอสเอ็มอี (SMEs) บริษัทขนาดกลาง ขนาดย่อม พวกเราก็ไปไล่ดูครับว่าในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) เรายกเว้นได้ไหม เราสงวนได้ไหม เราขอเวลาปรับตัวได้ไหม ยืนยันนะครับ ได้ทุกกรณีครับ เราสามารถสงวนเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ ประเทศออสเตรเลียก็สงวนเอสเอ็มอี (SMEs) ไปแล้วเป็นสมาชิกอยู่นะครับ เราสงวนในเรื่องระยะเวลาปรับตัวได้ไหม ทำได้ เหมือนกัน หลายประเทศก็ขอสงวนหรือมีระยะเวลาในการปรับตัว เพราะฉะนั้นถ้าทำเช่นนั้น ได้เราก็เชิญทางกรมบัญชีกลางมาครับท่านประธาน กรมบัญชีกลางเราก็มาเช็ก (Check) ดูเลยครับว่ากติกาที่มีอยู่เป็นอย่างไร และกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็กรายน้อยที่ประมูล กับโครงการของภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจปัจจุบันดำเนินการอย่างไร ก็พบครับว่าถ้าเราจะ ยกเว้นในกรณีเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่ให้เกิดผลกระทบจากการเปิดตลาดตรงนี้จะ ครอบคลุมไหม ลักษณะ ขนาดของงานที่มีการประมูลกันสามารถเป็นข้อยกเว้นได้ไหม ก็ยืนยันนะครับกับท่านประธานและพวกเราทุกคนนะครับว่าที่เราศึกษามา ของกรมบัญชีกลางสามารถที่จะสงวนได้ และทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อเอสเอ็มอี (SMEs) ในปัจจุบันนี้ได้ครับ พูดด้วยความมั่นใจ แต่ในขณะเดียวกันเรามีกลุ่ม ๔ สมาคมครับกลุ่มก่อสร้าง แต่เดิมเลยเขากังวลมากเพราะเขา ยังไม่ได้อ่านข้อบท พอเขามาคุยกับพวกเราได้ ๒-๓ รอบ โดยที่มีเจ้าหน้าที่ของ กรมบัญชีกลางอยู่ด้วยเขาก็สบายใจขึ้นนะครับ และยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรมาว่าถ้าจะ เดินหน้าในการเจรจาเรื่องนี้เดินได้ แต่ขอให้ทำอะไรบ้าง เขาขอมา ๓ ข้อ ข้อ ๑ อยากเห็น จริง ๆ ว่าจัดตั้งสภาก่อสร้างให้เป็นเรื่องเป็นราว เขาขอมานานแล้วครับ แล้วหลายประเทศ มีไหมครับ มีครับ กลุ่มก่อสร้างต้องถือเป็นกลุ่มที่ทั้งจ้างงานมากและการหมุนเวียน ทางเศรษฐกิจต้องถือว่าสูงที่สุดในการลงทุน ดังนั้นกลุ่มก่อสร้างมีความหมาย อันที่ ๒ ที่เขา ขอก็คือว่าสัญญาที่ใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของเราไม่ได้มาตรฐานสากลครับ เขาขอให้ใช้ของ ฟิดิก (FIDIC) นะครับ ซึ่งจากการที่เราคุยกับกรมบัญชีกลางรับไปแล้วนะครับท่านประธาน รับไปแล้วและเริ่มปรับแล้วเริ่มปรับใช้แล้ว อันนี้เขาก็สบายใจขึ้น อันที่ ๓ เขาขอมาก็คือขอให้ มีการจัดทำกฎหมายเพื่อกำกับดูแลส่งเสริมอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นพิเศษ เขาก็มีต้นแบบ ร่างส่งไปที่รัฐบาลแล้ว อันนี้เราก็อยากเห็นและผมคิดว่าสนับสนุนได้ครับทั้ง ๓ ข้อ ควรทำ อย่างยิ่ง แล้วก็น่าที่จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งมากขึ้น ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ

นอกจากนั้นในเรื่องจัดซื้อจัดจ้างมันมีอีกหลายประเด็น ประเด็นที่เรายังไม่ได้ ทำเลยครับเราสามารถทำบัญชีนวัตกรรมได้ เพื่อกำหนดเงื่อนไขผู้ประกอบการให้ปฏิบัติ ทั้งผู้ประกอบในประเทศและผู้ประกอบการในต่างประเทศ อันนี้ทำได้ครับไม่ได้ผิดกติกา อย่างไร มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาเรียกออฟเซ็ต (Offset) คือพูด ง่าย ๆ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับการจัดซื้อจัดจ้าง มีหลายประเทศเขาทำกันและตอนนี้ ก็เป็นแฟชันที่ทำไม่ว่าด้าน แม้กระทั่งด้านความมั่นคง หรือด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่มีเทคโนโลยีสำคัญ ๆ สามารถจัดซื้อจัดจ้างโดยการแลกเปลี่ยนกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี มาให้กับผู้ผลิตในประเทศทำได้ไหม ทำได้ แต่วันนี้เราไม่มีนโยบายนี้ เพราะฉะนั้นเราจะ เดินหน้าไปคุยกับเขาก็พูดง่าย ๆ เราไม่พร้อมที่จะไปคุยถ้าเราไม่มีนโยบายที่ชัด เรื่องนี้เราก็ เขียนไว้ชัดเจนนะครับ

ในส่วนเรื่องสินค้ารีแมน (Reman) รีแพร์ (Repair) อะไรทั้งหลายนี่นะครับ ผมเรียนไปแล้วนะครับขึ้นอยู่กับทีโออาร์ (TOR) ของเรา เราจะซื้อของใหม่เขาบังคับให้เราซื้อ ของรีแมน (Reman) ไม่ได้ ของใช้แล้วไม่ได้ อันนี้ก็ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ ระหว่างที่เรา ศึกษาเรื่องนี้อยู่เราก็พบว่ามันมีอยู่ช่องหนึ่งครับ เงินบริจาคที่เข้าไปหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น ภาคการศึกษาหรือหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เราเพิ่งค้นพบว่าแม้กระทั่ง สตง. เข้าไปตรวจ ไม่ได้นะครับ อันนี้เป็นช่องโหว่ครับ ผมคิดว่าคณะเราเลยก็เสนอเหมือนกันครับ กรณีของ การจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เงินบริจาคเป็นช่องโหว่ครับ ต้องตรวจได้ ต้องโปร่งใสเหมือนกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ไปใช้ช่องเงินบริจาคเป็นช่องรอดเล็ก ๆ หรืออาจจะใหญ่ ๆ ด้วยซ้ำนะครับ เพื่อความไม่ชอบมาพากล อันนี้เราก็เป็นข้อเสนอไว้ ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ

เรื่องรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานที่รับสิทธิพิเศษเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ ยืนยัน นะครับเจรจาข้อสงวนได้เช่นกันในข้อบทของซีพีทีพีพี (CPTPP) ตอนแรกในช่วงที่ยังไม่ได้ มีการลงรายละเอียดก็เป็นกังวลเหมือนกัน เพราะเรามีรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ สาธารณะ ตรงนี้เรายืนยันนะครับว่าสามารถสงวนได้ กรณีองค์การเภสัชกรรมเป็นกรณีพิเศษครับ เพราะองค์การเภสัชกรรมของเราทำหลายภารกิจเหลือเกินครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิจัยพัฒนา ความมั่นคงทางยา การดูแลสุขภาพประชาชน แต่ในขณะเดียวกันเราก็บอกว่าองค์การเภสัชกรรม ต้องส่งเงินเข้าคลังด้วยนะ เป็นเชิงพาณิชย์ด้วยนะ แต่ในขณะที่เป็นเชิงพาณิชย์การซื้อยาก็ได้ สิทธิพิเศษบางส่วน อันนี้พูดง่าย ๆ มีผลกระทบทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศ และมีผลกระทบ ต่อราคายาในประเทศ คณะเราก็เสนอครับว่าภารกิจใดขององค์การเภสัชกรรมที่เป็นภารกิจ เพื่อสังคมแยกส่วนให้ชัดครับ ภารกิจใดที่เป็นเชิงพาณิชย์ก็เป็นเชิงพาณิชย์ อย่างนั้นก็ต้องทำ ตามกติกาสากลเสีย ซึ่งก็จะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย สิ่งเหล่านี้เราได้พูดคุยกับผู้แทนของ องค์การเภสัชกรรมนะครับ ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ครับ เขาตอบชัด ๆ เลยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบาย ถ้านโยบายกำหนดมาอย่างไรก็ทำได้ แล้วถ้าเราปรับโครงสร้าง องค์การเภสัชกรรมสักนิดหนึ่งเราก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องการที่จะเป็นคู่เจรจาของซีพีทีพีพี (CPTPP) ในส่วนที่เป็นเชิงพาณิชย์นะครับ แต่ในส่วนที่เป็นเพื่อสังคม เพื่อประชาชน ยกเว้น ได้อยู่แล้วครับ ยกเว้นได้อยู่แล้ว และนอกจากนั้นเราก็สามารถที่จะกำหนดระยะเวลา เปลี่ยนผ่านได้ด้วยนะครับ

ประเด็นต่อมาครับ เราดูเรื่องอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า อันนี้เป็นข้อบทสำคัญ ข้อบทหนึ่งในข้อตกลงนี้นะครับ ยืนยันประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ในซีพีทีพีพี (CPTPP) ไม่ได้ต้องการให้ประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกทำตามมาตรฐานที่สูงกว่า มาตรฐานสากลเลย มาตรฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นมาตรฐานสากล และประเทศไทยในฐานะ เป็นผู้ส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศก็ทำตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นส่งออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองอันนี้ต้องยืนยันกันให้ชัดนะครับ แต่สิ่งที่เรา อ่อนด้อยไปก็คือการกำกับดูแลสินค้านำเข้า ที่ผมเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ไปแล้วว่าอันนี้เราด้อยมากและเราควรจะต้องปรับปรุงอย่างมากมายนะครับ

มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมครับท่านประธาน เราสามารถบังคับการดูแล การนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมตามมาตรฐานที่เรามี พูดง่าย ๆ ผมยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ แล้วกันนะครับ วันนี้เรามีแบตเตอรี่จากประเทศใหญ่ประเทศหนึ่งที่ราคาถูกมาก แต่ใช้ได้ วันเดียวโยนทิ้ง อย่างนี้ครับผู้บริโภคเดือดร้อน ถูกมันก็ไม่ถูกจริง เพราะคุณภาพต่ำ องค์การ การค้าโลกให้ทุกประเทศสามารถกำหนดมาตรฐานการนำเข้าได้ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ที่มีในประเทศ เราผลิตได้มาตรฐานดีแค่ไหนเราสามารถเอามาตรฐานนั้นกำหนดในการกำกับ ดูแลการนำเข้าได้ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย ตรงนี้ครับท่านประธาน ประเทศไทย ณ วันนี้เราค้ากันระหว่างประเทศเกือบหมื่นรายการนะครับ เราเพิ่งมีมาตรฐานอุตสาหกรรม ๑๑๐ รายการเองครับ ๑๑๐ น้อยมากครับ น้อยมาก ข้อเสนอของเราก็คือบอกว่าต้องไปปรับใหม่ครับ เราสามารถทำมาตรฐานอย่างต่ำที่สุด ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ รายการทำได้ครับ และจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยมากขึ้น และกำกับดูแลการค้าได้ดีขึ้นตามกติกาสากล ทำได้ แต่ยังไม่ได้ทำ แล้ววันนี้รายการที่มีอยู่ น้อยจริง ๆ ครับ ๑๑๐ รายการถือว่าน้อยมากที่เป็นมาตรฐานบังคับนะครับ ฉลากแอลกอฮอล์ เราโดนร้องที่องค์การการค้าโลก ๑๔ รอบแล้วครับ บางครั้งเราก็บังคับกันเต็มที่เลยครับ อย่างเช่นคำว่า พรีเมียม (Premium) พอไปติดเราบอกไม่ได้ห้ามติด ก็ไปร้องเรียนกันที่ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ไม่ได้ข้อยุติสักทีครับ อันนี้ผมคิดว่าเราก็ต้องทบทวนว่าความสอดคล้อง และเจตนารมณ์ของการที่เราไปกำกับเพื่ออะไร เรากำกับเพื่อไม่ให้โฆษณาเกินจริง เรากำกับ เพื่อไม่ให้เป็นการกระตุ้นให้คนดื่มแอลกอฮอล์มาก แต่คำว่า พรีเมียม (Premium) มันเป็นการพูดถึงคุณภาพสินค้า อันนี้เราก็โดนร้องมา ๑๔ รอบแล้วนะครับ อันนี้เราควร จะต้องไปทบทวนนะครับ ในชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ

เรายังไม่ได้มีการพูดคุยกับภาคเอกชนเลยครับ ประเทศไทยส่งออก ไปประเทศอื่นมีอุปสรรคเยอะนะครับ ซึ่งเป็นปัญหาทางเทคนิค แต่ชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐ ยังไม่ได้คุยกับภาคเอกชน เพื่อที่จะสรุปมาเลยว่าปัญหาเหล่านี้เวลาไปเจรจาถ้าเราเดินเข้าไป เจรจามันต้องมีข้อมูลเหล่านี้ครับ เพื่อกำหนดประเด็นเจรจาเลย เพื่อเป็นประโยชน์ของ ประเทศไทยและผู้ประกอบการไทย ตรงนี้เห็นได้ชัดว่ายังอ่อนด้อยมากครับ ยังทำน้อยมาก ตรงนี้ต้องมีการปรับปรุงนะครับ

กรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ชัดเจนมากนะครับ เรายังไม่มี ข้อกำหนดเลยครับว่าอันนี้มันกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้เราต้องปรับครับ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเขามีการเก็บภาษีพิเศษในการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ อันนี้เรายังไม่ได้ทำนะครับ

สินค้าอินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ เราเก่งมาก อันนี้น่าจะเป็นโอกาสของเรา แต่มาตรฐานของเรามีหลายมาตรฐานครับ ในประเทศไทยวันนี้มี ๓-๔ มาตรฐาน การกำกับ ดูแลยังไม่เข้มข้น การที่จะทำอย่างไรที่จะให้ได้ประโยชน์จากตรงนี้ก็คือต้องให้มี มาตรฐานเดียว เกษตรอินทรีย์มาตรฐานเดียว แต่เป็นมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในสากล ทำอย่างไร โจทย์คืออย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราพร้อมตรงนี้เรารุกตลาดได้ในเรื่อง เกษตรอินทรีย์ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยนะครับ

มาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยโดยทั่วไป ก็ต้องยืนยันครับ วิธีการทำงานของเรา วิธีการกำหนดมาตรฐานของเรายังไม่ค่อยอ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ เท่าไรนะครับ ทั้งโลกมันไปหลักวิทยาศาสตร์หมดแล้ว อันนี้ก็เป็นข้อเสนอนะครับ เอาหลัก วิทยาศาสตร์มาจับให้เป็นที่ยอมรับเสีย ดูแลการนำเข้าได้พูดไปแล้วนะครับ ปรับปรุง บางเรื่อง ในข้อบทซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาบอกว่าเพื่อความโปร่งใสคุณประกาศอะไร ให้ระยะเวลามีขั้นต่ำไว้นะครับ ก็ปฏิบัติได้ไหม ได้ครับ แล้วมันจะดีกับผู้ประกอบการ มากขึ้นไหม กับผู้บริโภคมากขึ้นไหม ดีครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้สามารถปฏิบัติได้

ของเรายังมีสองมาตรฐานอยู่ครับท่านประธาน ในกระทรวงเดียวกัน เวลารับรองมาตรฐานใครเขาต้องการให้เรารับรองมาตรฐาน บางหน่วยงานในกระทรวงหนึ่ง ก็บอกว่าให้เขาออกค่าใช้จ่าย อีกหน่วยงานในกระทรวงเดียวกัน บอกเราเป็นคนออก ค่าใช้จ่าย อันนี้แค่เราบอกว่าเอาให้ชัดครับ ทั้งโลกถ้าเราเป็นคนรับรอง เราควรจะออก ค่าใช้จ่าย เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ ผู้ที่จะมาให้เรารับรอง มาจ่ายเงินให้เราได้อย่างไร แต่เราเก็บค่าธรรมเนียมได้ไหม ได้ แต่ไม่ใช่เป็นผู้จ้าง ตรงนี้ต้องชัดนะครับ ตรงนี้กติกายังไม่ชัดนะครับ

ข้อกังวลเรื่องการนำเข้าเนื้อสุกรนะครับ เรื่องสารเร่งเนื้อแดง อันนี้คณะของเราได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มต่าง ๆ แล้ว จริง ๆ อยู่ดี ๆ มาขายของเหลือกิน ในประเทศ ในราคาต่ำได้ไหม ไม่ได้ครับท่านประธานเข้าข่ายการทุ่มตลาด เรามีกฎหมาย ตอบโต้การทุ่มตลาดไหม มีอยู่แล้วครับ ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ตอนท่านประธาน เป็นนายกรัฐมนตรีและยังใช้จนถึงทุกวันนี้ เราสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ อันนี้ก็ได้อธิบาย ไปแล้วข้อกังวลก็ลดลงไป

ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีข้อเรียกร้องของประเทศไทยเองและประเทศ อื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกในเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยแล้วก็ปัญหาทางเทคนิคนะครับ ก็ขออนุญาต ขึ้นชาร์ต (Chart) ให้ดูคร่าว ๆ ว่านี่คือประเด็นที่มีการบันทึกไว้เป็นบัญชีคงค้างของทุก ประเทศ ทั้งประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เรื่องเหล่านี้ต้องนำมาเป็นประเด็นในการเจรจา อย่าปล่อยให้เขาเจรจาเรียกร้องฝ่ายเดียวต่อประเทศไทย ประเทศไทยก็มีข้อเรียกร้อง กับประเทศอื่นเช่นกันนะครับ

สุดท้ายครับท่านประธานเราดูเรื่องสินค้าขยะอันตราย อันนี้ต้องเรียน ท่านประธานว่าประเทศบางประเทศ ประเทศใหญ่เลยครับ เช่น ประเทศจีนเขาออก กฎหมายเลยนะครับไม่ให้มีการรีไซเคิล (Recycle) ในประเทศเขาแล้ว เพราะเขาพบว่า เมื่อไรก็แล้วแต่มีโรงงงานรีไซเคิล (Recycle) ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตรงนั้นมันกระทบ รุนแรง จีนไม่เอาเลย พอจีนไม่เอาปั๊บ สินค้าขยะเหล่านี้ก็ไปตามประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยเราก็เห็นชัดนะครับว่าขยะที่ เรียกว่าขยะมันเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตบางอย่าง ฉะนั้นข้อเสนอของเราคืออย่างนี้ครับ หลังจากที่พูดคุยกับฝ่ายต่าง ๆ นะครับ ทั้งที่กังวลแล้วก็ที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ข้อสรุปเราก็คือว่า

ประการแรก เราควรจะให้สัตยาบัน ในนี้เขาเรียกบาเซล แบน อะเมนด์เมนต์ (Basel Ban Amendment) คือการห้ามส่งออกของเสียอันตรายไปรีไซเคิล (Recycle) ประเทศอื่น ถ้าประเทศไทยจะรีไซเคิล (Recycle) เอง จะนำเข้าส่วนหนึ่งเป็นวัตถุดิบ เป็นทางเลือกของประเทศนะครับ ขึ้นอยู่กับนโยบายและขึ้นอยู่กับการกำกับดูแล แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ควรส่งเสริมให้มีการส่งต่อขยะอันตรายไปประเทศอื่น อันนี้ผมคิดว่า เราอยู่ในวิสัยที่จะให้สัตยาบันได้ ในขณะเดียวกันเรายังไม่มีนโยบายที่ชัดเรื่องโรงงานรีไซเคิล (Recycle) ในประเทศ เพราะมันมีเนื้อหาสาระค่อนข้างมาก และมีผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมากเหมือนกัน และมีประเด็นเรื่องการกำกับดูแลที่จะต้องเข้มข้น ตรงนี้เรายังไม่มีนโยบายชัดเจนนะครับ เราก็บอกว่าขอให้มีนโยบายตรงนี้ให้ชัด แล้วก็ให้ ทบทวน พ.ร.บ. โรงงาน ๒๕๖๒ ให้สอดคล้องกับนโยบายรีไซเคิล (Recycle) เพราะที่ผ่านมา ยังไม่สอดคล้องกัน อันนี้ก็เป็นเนื้อหาสาระของคณะที่ ๓ ที่ได้มีการพิจารณากันทั้งหมด ๑๑ ประเด็นนะครับ ก็เรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับขอย้ำว่า วันนี้เราจะเดินไปเจรจา ได้ไหม เดินไปเจรจาได้เพราะมันใช้เวลา ๒-๓ ปี กว่าจะเจรจาจบ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรายังไม่ปรับปรุงโครงสร้างภายในประเทศเลยแม้แต่นิดเดียว ไปที่ไหน เราก็เดือดร้อน และจะมีผลกระทบรุนแรง เงื่อนไขก็คือต้องมีการปรับตัวภายใน ต้องมี การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจที่จำเป็นในการที่จะเดินไปข้างหน้า เราไม่มี ทางเลือกมากหรอกครับ แต่เรามีทางเลือกในการที่จะปรับโครงสร้างภายในให้เร็วที่สุด และทำให้เราสามารถจะเจรจากับทุกกรอบข้อตกลงได้ สหภาพยุโรปไม่ต่างกับกรอบนี้ เท่าไรนะครับ

แล้วก็ท้ายที่สุดจริง ๆ ครับท่านประธานในเรื่องของยูพอฟ (UPOV) ที่พูดคุยกัน และเรื่องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา คณะผมก็ได้เริ่มพูดคุยกับหลายประเทศแล้วนะครับ ปัญหาของยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ก็คือว่า คุ้มครองเมล็ดพันธุ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ อันนี้หลักการดีไหม ดีครับ แต่ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) มีปัญหาตรงที่ว่าไม่ให้ ความสำคัญกับต้นทางที่นำมาใช้ในการประดิษฐ์เมล็ดพันธุ์ใหม่ ไม่ให้มีการส่งต่อผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นใหม่กับต้นทาง ซึ่งอันนี้ถามว่าขัดไหมครับ มันขัดกับข้อตกลง อันหนึ่งครับ เรื่องซีบีดี (CBD) ครับ คอนเวนชัน ออน ไบโอโลจิคัล ไดเวอร์ซิตี (Convention on Biological Diversity) ซึ่งจริง ๆ แล้วให้ส่งต่อได้ แต่พอประเทศใดจะออกกฎหมาย ในลักษณะที่ให้ส่งต่อผลประโยชน์ไปปั๊บกลายเป็นว่ายูพอฟ (UPOV) ไม่อนุมัติ มาเลเซีย พยายามทำตรงนี้เอาร่างกฎหมายส่งไปให้ดู ไม่อนุมัติครับ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าผิดครับ แล้วผิดปกติ และประเทศไทยต้องเชิญชวนทุกประเทศที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน ซึ่งรวมทั้ง นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย เหมือนกันหมดเลยครับ จริง ๆ สมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) ทุกคนมีปัญหาเหมือนกันหมด คุ้มครอง หลักการคุ้มครองไม่มีปัญหา ไม่ติดใจ แต่หลักอยู่ดี ๆ ว่าต้องมาตรวจกฎหมายบ้านเรา อันนี้เกินครับ อันนี้เกินไป และในลักษณะ ที่ต้องห้ามใส่เงื่อนไขการส่งต่อผลประโยชน์ อันนี้ก็เกินไป และไม่สอดคล้องกับซีบีดี (CBD) หรือคอนเวนชัน ออน ไบโอโลจิคัล ไดเวอร์ซิตี (Convention on Biological Diversity) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นภาคี อยู่ด้วย และในการจะเดินต่อไปในเรื่องนี้ประเทศไทยในภาพรวมต้องไปเจรจาในระดับ พหุภาคีในเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ และจะเกิดประโยชน์สูงสุดครับ ขอบพระคุณครับ