วาโย ชี้ปัญหาสุขภาพ-สิทธิบัตรยา จาก CPTPP เรียกร้องเตรียมความพร้อม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

วาโย อัศวรุ่งเรือง นำเสนอบทสรุปผลการศึกษาของกรรมาธิการซีพีทีพีพีเกี่ยวกับผลกระทบด้านยาและสาธารณสุข พร้อมตั้งข้อกังวล 11 ประการจากการเข้าร่วมข้อตกลง ทั้งในด้านสิทธิบัตรยา การเชื่อมโยงสิทธิบัตร (Patent Linkage) ความเสี่ยงจากกลไกระงับข้อพิพาท ISDS ผลกระทบต่อองค์การเภสัชกรรม การรับฝากจุลชีพ การเข้าร่วม UPOV 1991 ที่อาจกระทบต่อภูมิปัญญาไทย การนำเข้าเครื่องมือแพทย์มือสอง สินค้าคุณภาพต่ำที่กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ข้อห้ามการแสดงเลขจดแจ้งเครื่องสำอาง และความขัดแย้งกับพันธสัญญาควบคุมยาสูบระดับโลก (FCTC) โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านกฎหมาย บุคลากร ระบบตรวจสอบ และการคุ้มครองสิทธิของรัฐและชุมชนอย่างรอบด้านก่อนการตัดสินใจเข้าร่วมข้อตกลง

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เดี๋ยวขออนุญาตฝ่ายโสตนำสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ เตรียมสไลด์ (Slide) มาครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ในฐานะกรรมาธิการแล้วก็ อนุกรรมาธิการในเรื่องของซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่ศึกษาผลกระทบทางด้านยา แล้วก็ สาธารณสุขโดยเฉพาะนะครับ เดี๋ยวขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ต้องขอกล่าว กับท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า คณะกรรมาธิการซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ หัวใจสำคัญ โดยแบ่งออกเป็นอนุกรรมาธิการ ๓ อนุกรรมาธิการ ได้แก่อนุกรรมาธิการที่ ๑ ผมเรียกย่อ ๆ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายนะครับ คือเรื่องเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์แล้วก็การเกษตรอย่างที่ได้นำรายงานไปแล้วเมื่อสักครู่ อนุกรรมาธิการที่ ๒ ที่กำลังจะพูดคือในเรื่องของยาแล้วก็สาธารณสุข และอนุกรรมาธิการ สุดท้ายที่จะนำรายงานต่อไปก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ในเบื้องแรกนะครับท่านประธาน กระผมได้ลุกขึ้นอภิปราย ในประเด็นนี้ในวาระที่ ๑ ที่เกี่ยวกับเรื่องของยาเล็กน้อยเท่านั้นเพียง ๒ ประเด็นนะครับ และผลกระทบที่จะตามมาจากการที่เราเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เกี่ยวกับยา สาธารณสุข การแพทย์อะไรต่าง ๆ มีมากมายครับท่านประธาน ในระยะเวลากว่า ๔ เดือน เกือบ ๔ เดือน ดีนี่นะครับที่พวกเราได้ศึกษากันนะครับได้ศึกษาลงไปถึง ๑๑ หัวข้อ จริง ๆ แล้วยังมี มากกว่านี้อีกแต่ว่าเหล่านี้น่าจะเกินกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับผลกระทบแล้ว ผมจะพยายาม สรุปให้รวดเร็วนะครับท่านประธานครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เรื่องแรกครับเรื่องยา รวมถึง วัคซีนแล้วก็ชีววัตถุด้วย ตอนวาระที่ ๑ นี่นะครับผมอภิปรายเพียงแค่เรื่องของซีแอล (CL) คือคอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) กับเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) ครับท่านประธาน ๒ หัวข้อนี้กินเวลาไป ๑๕ นาที จริง ๆ ผมอยากได้มากกว่านั้นด้วย แต่วันนี้จะสรุป ๑๑ ประเด็นก็คงจะต้องมีความรวบรัด ในรายละเอียดก็นำเรียนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกนะครับว่าอยู่ในตัวเล่มรายงานแล้ว ถ้าผมกล่าวอะไรที่ยังไม่สามารถลงไป ในรายละเอียดได้ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ

เรื่องแรกเลยครับท่านประธานไม่ให้เป็นการเสียเวลาครับ ในเรื่องของซีแอล (CL) หรือ คอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) แปลเป็นภาษาไทยว่าการใช้ สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา มีข้อกังวลครับท่านประธาน หลัก ๆ เลย คือการเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็จะมีฝ่ายหนึ่งที่กังวลว่าถ้าเข้าไปแล้วจะเกิดผลกระทบในทางลบ อีกฝ่ายหนึ่งก็คิดว่าน่าจะ ได้ผลกระทบในเชิงบวกหรือว่าอาจจะไม่เกิดผลกระทบในเชิงลบ ในประเด็นของการซีแอล (CL) คือการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยานี่นะครับ ถ้าเราเข้าร่วมกับซีพีทีพีพี (CPTPP) ข้อบทเขียนไว้ครับว่า ถ้าประเทศไทยหรือประเทศภาคีปฏิบัติตามข้อตกลงทริปส์ (TRIPS) ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่ก็ยังมีฝ่ายที่กังวลโดยเฉพาะทางภาคประชาชน แล้วก็รวมถึงบุคลากร ของทางภาครัฐนะครับท่านประธาน ในกระทรวงสาธารณสุขทั้งทาง อย. เองก็ตาม กังวลว่า ถ้าสมมุติว่าอีกฝ่ายหนึ่งผู้ถูกบังคับใช้สิทธิเขาอ้างว่า การกระทำของรัฐไม่เป็นไปตาม ข้อตกลงทริปส์ (TRIPS) ในข้อที่สำคัญที่สุดคือในเรื่องของการเยียวยาครับท่านประธาน สมมุติว่าเราปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว แต่เราบอกว่าเราเยียวยาเขา ๑๐๐ บาท ถามว่าเป็นไปตามทริปส์ (TRIPS) หรือไม่นะครับ เมื่อเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้ว และถ้าเรา ถูกโต้แย้งว่าเราไม่ได้ปฏิบัติตามสนธิสัญญาทริปส์ (TRIPS) ก็จะสามารถถูกใช้กระบวนการ ไอเอสดีเอส (ISDS) ได้นะครับ ก็มีข้อถกเถียงครับ ผมขอกล่าวด้วยความเป็นกลางเลยครับว่า ในการตีความตัวบทถ้อยคำที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นข้อบทภาษาอังกฤษเหล่านี้ มีการพลิกแพลง มีการตีความกันหลายแบบมาก และมันไม่เหมือนกับคดีความที่เกิดขึ้น ในประเทศที่อาจจะมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาครับท่านประธานที่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานได้ แต่ในกรณีแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ยังถือว่าเป็นข้อกังวล ยังเป็นประเด็น ที่ยังไม่ตีไปขาวหรือยังไม่ตีไปดำนะครับ ผมขอผ่านไปเลยนะครับ

ในเรื่องต่อไปคือเรื่องของเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) หรือการ เชื่อมโยงสิทธิบัตรยา ถามว่าจะต้องเกิดขึ้นไหมครับ คำตอบคือต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราจะเข้าร่วมกับซีพีทีพีพี (CPTPP) สิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นครับไม่ต้องถกเถียงกัน เมื่อจะเกิดการเกิดขึ้นของเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) นะครับ ท่านประธานจะต้อง มีการเชื่อมโยงระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญากับทาง อย. เพราะฉะนั้นก่อนที่รัฐบาลจะไปคุยเพื่อเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ต้องเตรียมการก่อน อย่างน้อยต้องเตรียมการ ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ครับว่า หน้าที่และบทบาทของทาง อย. กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะแบ่งแยกกันอย่างไร ใครจะเป็นคนทำอะไร ในส่วนของ กรมทรัพย์สินทางปัญญาเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะอยู่ในความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลัก แต่บทบาทและหน้าที่ของ อย. แตกต่าง ครับท่านประธาน อย. เขาพิจารณาให้ความสำคัญในเรื่องของผลกระทบ ความปลอดภัย เกี่ยวกับการใช้ยา หรือว่าอาหารหรือเครื่องสำอางต่อประชาชนโดยรวม แต่กรมทรัพย์สินทาง ปัญญาเขายึดถือประโยชน์ของเอกชนที่เป็นผู้ริเริ่มคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นแล้วถ้ามีการเชื่อมโยงกันตรงนี้เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ใน อย. มีความพร้อม หรือไม่ครับท่านประธาน ผมก็ไม่อยากพูดนะครับว่าเจ้าหน้าที่ก็มาบอกในที่ประชุมว่า ก็ยังไม่พร้อม บุคลากรต่าง ๆ ก็ยังไม่พร้อม องค์ความรู้ต่าง ๆ ก็ยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ต้องมีการเตรียมตัวก่อน ก่อนที่ท่านจะไปเจรจา

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของความได้เปรียบของบริษัทยาที่เป็นออริจิเนเตอร์ (Originator) นะครับท่านประธาน เพราะว่ามีหลายฝ่ายที่เขากังวลว่าการเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เริ่มต้นมาจากทีพีพี (TPP) ผู้ริเริ่มที่เป็นแกนนำตอนแรกก็เป็นสหรัฐอเมริกาอย่างที่ทราบ กันดีนะครับ บริษัทในประเทศเขาบริษัทยาต่าง ๆ เป็นออริจิเนเตอร์ (Originator) เสียเยอะ แต่ประเทศเราไม่มีออริจิเนเตอร์ (Originator) เลยนะครับ เรามีแต่บริษัทยาจีนีริก (Generic) คือผลิตยาตามเขานั่นเองนะครับ แต่มันจะต้องทำให้เกิดหน้าที่ของกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาที่ต้องไปแจ้งครับ ต้องไปแจ้งกับทางบริษัทเหล่านี้ว่าจะมีผู้ที่จะผลิตยาจีเนริก (Generic) แล้วนะครับ ก็มีวิธีแจ้งหลายแบบผมไม่ลงในรายละเอียดแล้วกันนะครับ แต่ว่า ในเรื่องของความได้เปรียบหรือไม่ได้เปรียบก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ยังไม่ยุตินะครับท่านประธาน เรื่องคอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) กับเพเทนต์ ลิงก์เกจ (Patent Linkage) ผมขอเอาแค่นี้เลยนะครับท่านประธานครับ

ต่อไปเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีองค์กรหนึ่งท่านประธานครับ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับยาก็คือ จีพีโอ (GPO) คือองค์การเภสัชกรรมนั่นเอง ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ครับท่านประธานเขาจะมีข้อยกเว้นให้กับกิจการของรัฐ บางประเภทที่เป็นโมโนโพลี (Monopoly) คือผูกขาดตลาด อาจจะเป็นพวกเกี่ยวกับ สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา อะไรต่าง ๆ นะครับ แต่จีพีโอ (GPO) ไม่ได้เป็นโมโนโพลี (Monopoly) นะครับท่านประธาน แต่จีพีโอ (GPO) อยู่ในตลาดโดยใช้สิทธิพิเศษอย่างหนึ่ง ครับท่านประธานที่เป็นประกาศของกระทรวงการคลัง สรุปง่าย ๆ ใช้ภาษาชาวบ้านครับ ท่านประธานเผื่อประชาชนทางบ้านได้ติดตามรับฟังอยู่ก็คือว่า จีพีโอ (GPO) เขาได้รับสิทธิ พิเศษจากประกาศของกระทรวงการคลังว่า ถ้าโรงพยาบาล ใช้สถานพยาบาลนะครับ สถานพยาบาลของรัฐจะซื้อยาที่จีพีโอ (GPO) เขามีผลิตอยู่จะต้องซื้อกับจีพีโอ (GPO) เท่านั้น ห้ามซื้อเจ้าอื่นเด็ดขาด แต่ไม่ได้ผูกขาดตลาดนะครับเป็นแค่สิทธิพิเศษเท่านั้น เพราะเจ้าอื่น ก็ยังผลิตมาขายได้ แต่ว่ารัฐไม่ซื้อเท่านั้นเองนะครับ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นโมโนโพลี (Monopoly) ข้อตกลงแบบนี้นะครับ สิทธิประโยชน์แบบนี้ซีพีทีพีพี (CPTPP) เขารับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นที่ยุติครับว่าสิทธิประโยชน์จากประกาศกระทรวงการคลัง ที่องค์การเภสัชกรรมได้อยู่จะต้องยกเลิก ถามว่าจีพีโอ (GPO) มีศักยภาพในการต่อสู้ในตลาดเสรี เอาแค่ในประเทศก่อนนี่หรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้วคงจะต้องมีการเตรียมตัวครับ ในที่ประชุม ก็ค่อนข้างเป็นที่ยุติว่าจีพีโอ (GPO) คงต้องเตรียมตัว ต้องมีการปรับปรุงกันขนานใหญ่เลย กรมบัญชีกลางได้เสนอแนะว่าอย่างนี้สิ อ้างอิงจากประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนาม ในเรื่องนี้เขาขอยกเว้นตลาดอยู่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นระยะเวลา ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นอย่างน้อย ถ้าท่านจะไปในเรื่องนี้ก็ต้องไม่ต่ำไปกว่าสิทธิประโยชน์ที่เวียดนามได้นะครับ ขอสรุปสั้น ๆ ในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐนะครับ ยังมีองค์กรอื่นอีกเยอะแยะ มากมายครับท่านประธานว่าเกิดผลกระทบแน่นอนครับ แต่ขนาดของผลกระทบที่จะ ตีออกมาเป็นเม็ดเงินเป็นมูลค่าเท่าไรในคณะอนุกรรมาธิการยังไม่ได้ศึกษาคงจะต้องมี การศึกษาผลกระทบเรื่องนี้ต่อไปนะครับ อาจจะยังดูเป็นซับเจกทีฟ (Subjective) อยู่

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานในเรื่องของยาและวัคซีน แล้วก็ชีววัตถุ เป็นเรื่องของการรับฝากจุลชีพ พวกเชื้อต่าง ๆ นะครับ อันนี้เป็นที่ยุติเหมือนกันครับ ท่านประธาน เหมือนกับที่เราจะต้องเข้ายูพอฟ (UPOV) นะครับ ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับท่านประธานจะต้องเข้าบูดาเปสต์ ทรีตตี (Budapest Treaty) ด้วย ก็มีข้อกังวลหลายด้านนะครับ

มีเรื่องหนึ่งที่มีความกังวลกันนะครับว่าจะต้องจัดตั้งไอดีเอ (IDA) หรือไม่ คืออินเตอร์เนชันนัล ดีโพซิทารี ออโทไรเซชัน (International Depositary Authorization) คือองค์กรที่เอาไว้รับฝากระดับสากลเลย จริง ๆ ในประเทศไทยเรามีองค์กรที่สามารถรับฝาก ได้อยู่ประมาณ ๓ องค์กร มี สวทช. มีอะไรเหล่านี้ แต่ว่าไม่เป็นสากล ก็มีหลายฝ่ายกังวลว่า ถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วจะถูกบังคับให้จัดตั้งเราจะจัดได้ไหม เราจะทำให้มีมาตรฐาน แบบนั้นได้หรือไม่ จากการศึกษาก็ออกมาชัดเจนครับท่านประธานว่าจริง ๆ ซีพีทีพีพี (CPTPP) เขามีกล่าวถึงแต่ว่าเขาไม่ได้บังคับ ประเด็นนี้ก็อาจจะคลายกังวลไปได้ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

เรื่องถัดไปครับท่านประธานผมจะเอาให้เร็วนะครับ เรื่องสมุนไพรครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่อนุกรรมาธิการเมล็ดพันธุ์และการเกษตรได้พูดไปแล้วนะครับว่า ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับจะต้องเข้าเซ็นกับยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) แน่นอนนะครับ เมื่อเข้ายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ก็มีการคุ้มครอง พันธุ์พืชใหม่ ทีนี้ครับภาคประชาชน ภาคการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกเขาก็กังวล ครับว่าสมุนไพรมันก็เป็นพืชถูกไหมครับ มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพืช สมุนไพร และตำรับยาแพทย์แผนไทยก็ใช้พืชเยอะแยะมากมาย แล้วก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่อยากจะสงวนไว้ แล้วก็เป็นทรัพย์สินของทางประเทศชาติ รวมถึงรหัสพันธุกรรมนะครับ ทรัพยากรพันธุกรรม จีเนติก รีซอร์ซ (Genetic Resources) ที่อยู่ในประเทศไทยนะครับ ทีนี้ต้องให้ความเป็นธรรมครับท่านประธานว่ายูพอฟ (UPOV) เขาคุ้มครองเฉพาะ พันธุ์พืชใหม่นะครับ พันธุ์พืชใหม่จะต้องเป็นพันธุ์พืชที่ได้รับการคิดค้น มีกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นมา ไม่ใช่อยู่ ๆ ใครจะไปเอาพืชใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาเองแล้วก็เอามา จดแบบนี้ไม่ได้นะครับจะต้องแสดงถึงกระบวนการ ขั้นตอนในการวิจัยและพัฒนา ต้องมี เอกสารยืนยันชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธานก็ยังมีข้อกังวลจากทาง ภาคประชาชนว่าถ้าเขาสามารถที่จะยืนยันสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ หรือแม้แต่เขาเอาพืชของเรา เดิมที่มันฮิต (Hit) อยู่หรือไม่ฮิต (Hit) ก็ตาม แล้วก็มาทำเรโทรสเปกทีฟ (Retrospective) กลับไป แล้วก็ทำผลงานผลนี่อะไรขึ้นมาว่าเขาเป็นคนดีเวลอป (Develop) ขึ้นมาถึงแม้จะ เป็นข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อยจะถูกนำไปจดหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อาจจะสามารถ แก้ได้ครับท่านประธานจากข้อแนะนำของทางกรรมาธิการก็คือว่า เราจะต้องพัฒนา ฐานข้อมูลครับ ตอนนี้ประเทศไทยมีสมุนไพรกี่ตัว มีตำรับยาแพทย์แผนไทยที่ต้องใช้สมุนไพร กี่ตำรับ แล้วเรามีจีเนติก รีซอร์ซ (Genetic Resources) มีข้อมูลอย่างน้อยมีบันทึกเอกสาร หลักฐานไว้ก่อนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของคนไทยมีอยู่แล้วหรือไม่นะครับ ตรงนี้ก็คงจะต้อง ประสานความร่วมมือ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรก็ได้เข้ามาในคณะกรรมาธิการด้วยเช่นกัน นะครับท่านประธาน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ต่อไปครับเป็นเรื่องของเครื่องมือแพทย์ เครื่องมือแพทย์มีข้อกังวลรวมถึงไป ขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วยก็คือว่า เครื่องมือแพทย์ครับท่านประธาน ในปัจจุบันนี้ จริง ๆ ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันประเทศไทยของเราถึงได้รับสแตนดาร์ด (Standard) ในเรื่องของการแพทย์ มากเพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะว่าเราไม่ยอมรับเครื่องมือแพทย์มือ ๒ เลยครับ เครื่องมือแพทย์ที่จะซื้อขายหรือว่าใช้ในประเทศไทยได้จะต้องเป็นเครื่องมือแพทย์มือหนึ่ง เท่านั้นนะครับ มือสองนี่ถือว่าผิดนะครับ เขาเรียกว่าสินค้าตระกูลรี (Re) ต่าง ๆ นะครับ รีมานด์ (Remand) รีเฟอร์ (Refer) รีคอน (Recon) รีบิลต์ (Rebuilt) รีแพร์ (Repair) รีโพรเซส (Reprocess) เหล่านี้เดิมไม่รับครับ แต่ถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) สินค้าเหล่านี้ ต้องเอาเข้ามาครับท่านประธาน ผมไม่บอกว่ามันเกิดจากผลประโยชน์ของฝ่ายไหนนะครับ แต่ว่ามันต้องเอาเข้ามาตามซีพีทีพีพี (CPTPP) ทีนี้ครับท่านประธาน เรายังไม่มีมาตรฐาน ในการกำหนดว่าเราจะคัดกรอง หรือว่าเราจะจัดมาตรฐานของสินค้ามือ ๒ เหล่านี้อย่างไร เพราะเราไม่เคยมี แล้วบุคลากรของเราที่จะมานั่งตรวจสอบเครื่องมือแพทย์มือสองเหล่านี้ ก็ยังไม่มีนะครับ เอาแค่ง่าย ๆ ครับท่านประธาน ขนสิ่งเหล่านี้มาในตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ขึ้นมาที่ท่าเรือ ถามว่ามีพิกัดศุลกากรในการตรวจสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอยากจะไปซีพีทีพีพี (CPTPP) อย่างน้อยโครงสร้างพื้นฐานงาน ในประเทศท่านต้องทำให้ได้ก่อนครับท่านประธานก็คือว่า ท่านต้องกำหนดมาตรฐานว่า ท่านจะเอาอย่างไรสินค้ามือสองสินค้าการแพทย์มือสองท่านจะกำหนดมาตรฐานอย่างไร แล้วท่านมีบุคลากรที่เขามีองค์ความรู้พอที่จะไปตรวจสอบหรือไม่ และศุลกากรมีพิกัด ศุลกากรท่านก็ต้องพัฒนาขึ้นมาใหม่ครับ ต้องทำให้ละเอียดขึ้น อาจจะต้องเพิ่มดิจิต (Digit) อีกสัก ๒ ตัวในการดูสิ่งเหล่านี้

แล้วสุดท้ายครับท่านประธานคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่าถ้าเรายอมให้สิ่งเหล่านี้ เข้ามามันต้องมีหลุดรอดบ้าง เหล่านี้บางทีมันเข้ามาไม่มีคุณภาพครับ เอาเข้ามาแล้วมัน ใช้ไม่ได้ จริง ๆ มันเป็นขยะครับท่านประธาน สิ่งที่เราจะต้องเพิ่มขีดศักยภาพความสามารถ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ด้วยครับท่านประธาน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ต่อไปเรื่องอาหารครับท่านประธาน เรื่องอาหารทางซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็บอกว่ามันจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานของอาหารขึ้นมา แต่ว่าหลายฝ่ายทางภาค ประชาชนเขาก็กลัวว่าถ้ากำหนดมาตรฐานสูงเกินไปจะทำกันไม่ได้ แล้วค่าครองชีพ การบริโภคอาหารในประเทศจะสูงขึ้นนะครับ ทางอนุกรรมาธิการได้ศึกษาก็เห็นว่าจริง ๆ กำหนดมาตรฐานระดับโคเด็กซ์ (CODEX) ได้ไม่จำเป็นต้องกำหนดสูงไปกว่านี้ โคเด็กซ์ (CODEX) ซีพีทีพีพี (CPTPP) เขายอมรับ เพราะฉะนั้นทางรัฐบาลถ้าจะเอาจริง ๆ ท่านก็ต้อง ประกาศยืนยันกับประชาชนครับว่าท่านจะไม่กำหนดมาตรฐานที่มันเวอร์วังอลังการ เพราะหลายครั้งครับท่านประธาน เราเห็นครับพอมีการตื่นตัวแล้วกำหนดมาตรฐานอะไร ขึ้นมาประชาชนทำไม่ได้แล้วก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ผมไม่ลงลึกนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของประมงที่มีประเด็นกันขึ้นมา สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ต่อไปเรื่องเครื่องสำอางครับท่านประธาน การเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาบอก เลยครับท่านประธานว่าห้ามไปบังคับผู้ค้าให้เขาแสดงเลขที่จดแจ้ง เลขที่จดแจ้งคืออะไรครับ ท่านประธาน ก็คือเลข อย. ที่เวลาเราไปเลือกซื้อสินค้าในโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) หรืออะไรก็แล้วแต่แล้วเราก็เห็นเลข อย. ใช่ไหมครับ แล้วเราก็เข้าเว็บไซต์ (Web site) ของทาง อย. แล้วก็กดเสิร์ช (Search) ไปว่าเขาได้จดทะเบียนถูกต้องหรือเปล่า มันตรงไหมนี่ สินค้าผลิตภัณฑ์นี้ถูกต้องไหม ถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) เขาบอกเลยข้อบังคับนี้ในประเทศ ห้ามใช้ครับ ห้ามไปบังคับให้เขามาแสดงเลขที่จดแจ้งครับ เอาจริง ๆ ผมก็งงครับ ท่านประธานว่ามันมีประโยชน์อย่างไร แต่ทีนี้ครับท่านประธานก็มีบางประเทศเขาเลี่ยง เขาเลี่ยงเขาไม่แสดงเลขที่จดแจ้งใช่ไหมครับท่านประธานเขาไปแสดงเป็นบาร์โค้ด (Barcode) แทน ทีนี้ในคณะอนุกรรมาธิการ อันนี้ผมเองเลยนะครับ ผมเสนออย่างนี้ครับ ท่านประธาน คิวอาร์โค้ด (QR Code) ประชาชนเขาไม่มีเครื่องแสกนบาร์โค้ด (Barcode) ถูกไหมครับแต่เขามีกล้อง แล้วไทยชนะก็ใช้นะครับ ใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) ยกกล้อง ขึ้นมาสามารถให้ประชาชนสามารถจับกับคิวอาร์โค้ด (QR Code) แล้วเด้งเข้าไปที่เว็บไซต์ (Web site) ของ อย. แล้วตรวจสอบคุณภาพได้เหมือนเดิมก็คือคล้าย ๆ เลี่ยงบาลีนั่นล่ะ เขาไม่ให้ใช้เลขที่จดแจ้ง ก็ไปใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) แทน แต่เหล่านี้ก็ยังไม่มีในประเทศ จะต้องพัฒนาขึ้นมาก่อนไม่ใช่ว่าท่านไปเข้าก่อนแล้วท่านค่อยมาพัฒนาตามหลังไม่ได้นะครับ ท่านต้องมีก่อน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ต่อไปเรื่องของยาสูบครับท่านประธาน ยาสูบดีหน่อยครับมีเอฟซีทีซี (FCTC) เป็นเรื่องของโทแบกโก คอนโทรล (Tobacco Control) ในระหว่างนานาชาติ ซึ่งมันจะมี บทที่มันขัดกันนิดหน่อยผมขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียด แต่ว่าเอฟซีทีซี (FCTC) มันไม่มี บทลงโทษครับ ซีพีทีพีพี (CPTPP) มีบทลงโทษครับ เพราะฉะนั้นถ้ามันเกิดกรณีที่มันขัดกัน ขึ้นมาครับ ผมถามว่าท่านจะเลือกใช้ เลือกยึดถือ และเลือกปฏิบัติตามอันไหนครับ เลือกตามอันที่มันมีข้อลงโทษหรืออันที่มันไม่มีข้อลงโทษครับ ท่านก็ต้องยึดเลือกอันที่มันมี ข้อลงโทษถูกต้องไหมครับ เพราะท่านกลัวจะถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นเอฟซีทีซี (FCTC) แทบจะกลายเป็นไร้ผลไป เพราะเราจะไปยึดถือตัวบทซีพีทีพีพี (CPTPP) ทั้งหมดเลยนะครับ แล้วหลายอย่างที่อยู่ในเอฟซีทีซี (FCTC) แล้วมันอาจนะครับ อาจจะขัดกับหลักในซีพีทีพีพี (CPTPP) ยกตัวอย่างเช่นนะครับท่านประธาน เช่นพวกบุหรี่ซองเรียบหรืออะไรต่าง ๆ ที่อาจจะขัดกับหลักการแฟร์ แอนด์ อีควิเทเบิล ทรีตเมนต์ (Fair and Equitable Treatment) คือการปฏิบัติที่เที่ยงธรรมและเป็นธรรมนะครับ ซึ่งต้องนี้ทางกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศก็ได้แนะนำว่าเราอาจจะทำเป็นไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ก็ได้ แต่ท่านประธานครับ ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) เราพูดกันมาเยอะแยะมากมายไม่รู้ คืออะไร คิดว่าเข้าไปทำข้อสงวนกับทางกลุ่มเขาทีเดียวแล้วจบ จริง ๆ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ต้องทำเหมือนเป็นทวิภาคีหรือเป็นพหุภาคีคือต้องคุย แต่ละประเทศครับมีใครยอมกับเราบ้าง ถ้าสมมุติเขาไม่ยอมเราก็ไปบังคับมือให้เขาเซ็นใน ไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) ไม่ได้ครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน คือ ยสท. องค์การยาสูบแห่งประเทศไทย ในเรื่องนี้องค์การยาสูบแห่งประเทศไทยเป็นโมโนโพลี (Monopoly) อันนี้ของจริง ไม่เหมือนกับทางจีพีโอ (GPO) อันนั้นไม่ใช่โมโนโพลี (Monopoly) ถ้าเป็นโมโนโพลี (Monopoly) ผมได้กล่าวไปแล้วครับท่านประธานสงวนได้ครับ สิทธิประโยชน์ของ ยสท. ยังใช้ได้อยู่นะครับ

ประเด็นสุดท้ายในเรื่องของยาสูบคือเรื่องของเครื่องหมายการค้า กลิ่นครับ ท่านประธาน อันนี้เป็นเรื่องใหม่เลยไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทยครับ โดยเฉพาะทาง กระทรวงสาธารณสุข ทาง สสส. เขากังวลที่เขาเป็นคนจัดการเรื่องบุหรี่ซองเรียบนี่นะครับ เขากังวลว่า ปัจจุบันบุหรี่มันซองเรียบไปแล้ว แล้วก็อัตลักษณ์ของซองบุหรี่มันดูกัน ไม่ค่อยออกแล้ว ฟอนต์ (Font) อะไรต่าง ๆ เราก็กำหนดเขานะครับว่าจะเป็นอย่างไรนะครับ ในบางประเทศเป็นบุหรี่ซองสีขาว ๆ มีตัวหนังสือเขียนแค่ยี่ห้ออย่างเดียวเลยก็มีนะครับ ทีนี้ตลาดของเรื่องบุหรี่หรือยาสูบเขาจะต่อสู้หรือว่าดึงดูดผู้บริโภคอย่างไร เขาใช้เรื่องกลิ่นครับ ท่านประธาน กลิ่นเมลอน (Melon) กลิ่นสตรอว์เบอร์รี (Strawberry) อันนี้พูดถึงเรื่องยาสูบ อยู่นะครับ เขากลัวว่าถ้ามันมีการจดเครื่องหมายการค้ากลิ่น แล้วเรายังไม่มีเรื่องที่จะสามารถ ไปควบคุมเขาได้เหมือนกับตัวฉลากมันจะเกิดการบูม (Boom) กันขึ้นของยาสูบในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ซีพีทีพีพี (CPTPP) พูดถึงเรื่องเครื่องหมายการค้า กลิ่นครับมีพูดถึงจริง แต่เขาไม่ได้บังคับท่านประธานครับ ถ้าท่านไม่ทำก็ไม่เป็นไรนะครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่พ่วงกับเรื่องของยาสูบคือเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ท่านประธาน เมื่อสักครู่มีเอฟซีทีซี (FCTC) โทแบกโก คอนโทรล (Tobacco Control) แต่ว่าแอลกอฮอล์ไม่มีเอฟซีเอซี (FCAC) คือ แอลกอฮอล์ ลีด คอนโทรล (Alcohol Lead Control) จริง ๆ เขาพยายามทำให้มันมีกันแต่มันยังไม่มีครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ถ้าเรา ทำเรื่องการผูกขาด เรื่องการไปบังคับการโฆษณา เรื่องอะไรต่าง ๆ นี่ครับเราทำนี่เรายังอ้าง เอฟซีทีซี (FCTC) ได้ถูกต้องไหมครับท่านประธาน ยังพออ้างได้ แล้วก็เพื่อผลประโยชน์ ของสุขภาพของประชาชนอะไรต่าง ๆ แต่แอลกอฮอล์ไม่มีข้ออ้างเลยครับ ท่านยึดกฎอื่นไม่ได้ เลยนอกจากซีพีทีพีพี (CPTPP) เท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของแอลกอฮอล์ มีความเสี่ยงสูงกว่าเรื่องของยาสูบที่รัฐจะถูกฟ้องร้องได้ถ้าไปบังคับอะไรเขามากมาย และในเรื่องของการผลิตแอลกอฮอล์ในประเทศไทยก็อย่างที่เราทราบกันดีนะครับ ส.ส. เท่าพิภพท่านก็พูดเรื่องนี้กันหลายรอบแล้วว่ามันมีการผูกขาดมีอะไรกันต่าง ๆ มันยังไม่ แฟร์ แอนด์ อีควิเทเบิล ทรีตเมนต์ (Fair and Equitable Treatment) ก็ยังมีความเสี่ยง อย่างไรก็ตามครับท่านประธานกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็บอกว่าไม่เป็นไรอันนี้ อาจจะระบุเป็นข้อสงวนได้ เพราะมันมีกฎหมายออกมาก่อนอยู่แล้วไม่ใช่ว่าพอเพิ่งเข้า แล้วมาทำกฎหมายเพื่อไปกีดกันทางการค้านะครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ต่อไปเรื่องไอเอสดีเอส (ISDS) คือการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน ผู้ลงทุน อินเวสเตอร์ สเตต ดิสพิว เรโซลูชัน (Investor State Dispute Resolution) มันมี เรื่องของการแฟร์เทรด (Fair Trade) อย่างที่ผมได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ เรื่องของการโฆษณา เรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องการโฆษณานี้โดยเฉพาะเรื่องของดิจิทัล (Digital) เพราะว่ากฎหมายไทยก็ยังไม่ได้แข็งขันขนาดนั้นแต่ว่าช่วงนี้ท่านรัฐมนตรีพุฒิพงษ์ก็แข็งขัน ขึ้นมาเยอะเลยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องไอเอสดีเอส (ISDS) คือแอนเนกซ์ ๙-บี (Annex 9-B) ตรงนี้ผมได้พูดไปในการอภิปรายวาระ ๑ ด้วยในเรื่องของการซีแอล (CL) นั่นเองนะครับ แต่ว่าแรร์เซอร์คัมสแตนเซส (Rare Circumstances) ตอนนั้นผมเองก็ยังไม่ได้เห็นว่า เป็นประเด็นมากก็ได้มีการถกเถียงกันนะครับ พูดคุยกันในคณะอนุกรรมาธิการค่อนข้างเยอะ เลยนะครับว่า สรุปแล้วซีแอล (CL) นี่ถ้าเราปฏิบัติตามตีความตัวอักษรเยอะแยะมากมาย จะทำได้หรือไม่นะครับ เหมือนเดิมครับท่านประธานสรุปกลับไปเหมือนที่ซีแอล (CL) ว่าก็ยังมีความเสี่ยงอยู่นะครับถือว่ายังไม่ยุติ เพราะมันไม่มีหลักเกณฑ์อะไรบังคับชัดเจน แน่นอน ท่านอาจจะต้องไปถามเขาตรง ๆ เลยหรือออกไซด์ เลตเทอร์ (Side Letter) คุยกับ ทุกประเทศตรง ๆ เลยว่าถ้าฉันจะทำตามนี้ ๆ จะโอเค (Ok) หรือไม่ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ คือการบริการสาธารณสุขก็เกี่ยวกับ สภาวิชาชีพต่าง ๆ เราก็เชิญมาทุกวิชาชีพ อย่างส่วนตัวผมเป็นแพทย์ก็มีแพทยสภามา เราก็ได้พูดคุยกัน แต่ว่าทางแพทย์ไม่ค่อยมีปัญหามาก ผมยกตัวอย่างมา ๔ สภาวิชาชีพ ที่อาจจะมีปัญหาถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) นะครับท่านประธาน อันแรกคือ ทันตแพทยสภา ซึ่งท่านกังวลครับว่าอาจจะมีการเข้ามาของทันตกรรมเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น สภาเภสัชกรรม แล้วก็สภากายภาพบำบัดครับท่านประธาน ข้อสอบคือสภาวิชาชีพนี่คนที่จะเข้ามาจะต้อง สอบมีใบประกอบวิชาชีพนึกออกไหมท่านประธานครับ อย่างแพทย์ก็จะต้องมีใบประกอบ วิชาชีพแพทย์ เภสัชเขาก็ต้องมีใบประกอบวิชาชีพของเขา กายภาพบำบัดก็มีเหมือนกัน แต่ข้อสอบของเขายังเป็นภาษาไทยอยู่ครับท่านประธาน อย่างของผมนี่ของหมอนี่ เป็นภาษาอังกฤษแล้วถือว่าไม่มีการกีดกันแล้ว แต่ข้อสอบของเภสัชกับของกายภาพ เป็นภาษาไทยครับ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ต้องเปลี่ยนภาษาอังกฤษหมด นะครับก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีความพร้อมหรือไม่ ของสัตวแพทยสภาอันนี้น่ากังวลที่สุดเลยครับ ท่านประธาน คือเงื่อนไขในการสอบมันสอบเพื่อที่จะเอาใบ ใบอนุญาตเพื่อดูเป็นมาตรฐาน ถูกต้องไหมครับท่านประธาน เพื่อให้เขาเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยได้ เราไม่ได้กีดกันเขา แต่อยากที่จะให้เขามาสอบเพื่อมีมาตรฐาน แต่ข้อสอบเป็นภาษาไทยก็อาจจะเทา ๆ เราอาจจะอยากให้เขาพูดภาษาไทยได้ยังพอมีข้ออ้าง แต่ของสัตวแพทยสภาอ้างไม่ได้เลยครับ ไปกำหนดว่าผู้ที่จะมาสอบต้องเป็นคนไทยเท่านั้น จะต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้น อันนี้ขัดหลักแน่นอน ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นแล้วก็ยังมีประเด็นอีกมากมาย ที่เกี่ยวกับเรื่องของวิชาชีพต่าง ๆ ที่จะต้องไปปรับปรุงแก้ไขให้ได้ก่อน ซึ่งคงไม่สามารถ ใช้ระยะเวลาภายในหลักแค่ไม่กี่ปีนี้ได้ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน เราอยากที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ถูกต้องไหมครับในภูมิภาค แต่ว่าการเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ท่านหวัง หรือเปล่าว่าถ้าเข้าแล้วท่านจะกลายเป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ที่สุดยอดในระดับ ภูมิภาคได้ จะเป็นก็ได้ครับท่านประธานก็ต่อเมื่อมีคนไข้ใช่ไหมครับ เราสามารถมีศักยภาพ ที่จะรับคนไข้ต่างชาติเข้ามาได้เต็มไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นอันดับแรกเลยครับท่านต้องมี วีซ่า (Visa) ผู้ป่วยครับ แล้ววีซ่าผู้ป่วยจะต้องมีระยะเวลาที่มันเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น เขาอยากจะเข้ามาผ่าตัดอะไรสักอย่างหนึ่ง เปลี่ยนข้อเข่าหรือเข้ามารักษามะเร็ง ซึ่งมันต้อง ใช้ระยะเวลาค่อนข้างยาวนาน ถ้าท่านไม่ได้อำนวยความสะดวก ถึงแม้ฟาซิลิตี (Facility) ในประเทศจะดีแค่ไหน แต่ถ้าวิสัยทัศน์มันยังไปไม่ถึง ยังแก้ไม่ครบก็ไปไม่ได้นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ที่ต่างชาติเขาบินมาผ่าตัดที่เมืองไทย หรือมารักษาในเมืองไทยไม่ใช่แค่ว่าคุณหมอที่ประเทศไทยเก่งอย่างเดียว อันนั้นเป็น ปัจจัยที่ ๑ อีกปัจจัยหนึ่งคืออะไรครับ อีกปัจจัยหนึ่งคือว่าค่ารักษาเราถูกครับท่านประธาน แม้แต่ในระดับเอกชนเขาบินมานะครับ ในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนยักษ์ใหญ่ ถ้าเทียบกับที่ ประเทศเขาก็ยังถูกกว่า เขาบินมา มาพัก มาเสียค่านอนที่เมืองไทย เสียค่าเครื่องบินมา ก็ยังถูกกว่าประเทศเขาครับ แต่ถ้าเราเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วจีพีโอ (GPO) ล้ม แล้วตลาดยาเกิดความผันผวนมากขึ้น ราคายามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ซึ่งถ้าราคาต้นทุนต่าง ๆ มันสูงขึ้นการรักษาพยาบาลก็ต้องสูงขึ้นถูกต้องไหมครับ แล้วถ้าราคารักษาพยาบาลของเรา สูงขึ้นไปเท่ากับของเขา เขาไม่มีทางมาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการก้าวเข้าสู่เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) อาจจะไม่ได้เติบโตนัก อาจจะบวกนิดหน่อยหรืออาจจะลบก็ได้ ไม่ชัดเจนขึ้นอยู่กับว่าเราจะเตรียม ท่านจะเตรียมฐานในประเทศนี้อย่างไร

อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน สุดท้ายนี้ก็คือว่าการที่ท่านจะก้าวสู่ การเป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) พ.ร.บ. ควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวยังสงวน กิจการสถานพยาบาลให้เป็นของคนสัญชาติไทยเท่านั้น ไม่แตกต่างกับเรื่องช่างตัดผม ที่จะต้องเป็นคนไทยถูกต้องไหมครับ เรื่องนี้เหมือนกันครับ ท่านจะสังเกตได้นะครับว่า ในประเทศเราไม่มีสถานพยาบาลที่เป็นแบรนด์ (Brand) ต่างชาติ เป็นของคนไทยครับ เพราะฉะนั้นพอท่านเปิดแบบนี้ท่านก็อาจจะต้องแก้เรื่องนี้ พอท่านแก้เรื่องนี้ปุ๊บชาวต่างชาติ เข้ามา มาเปิดคลินิก มาเปิดสถานพยาบาลในเมืองไทยปุ๊บกลายเป็นบูม (Boom) แต่ไม่ใช่ ของคนไทยครับ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ประเด็นนี้ครับมีหลายท่านกังวลจริง ๆ นะครับ นักวิชาการหลายท่านก็กังวล คือข้อบทหลาย ๆ ข้อที่ถูกระงับไว้ว่าจะถูกนำกลับมาใช้หรือเปล่า ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ตอนแรกทางสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาถูกต้องไหมครับ แล้วประเทศเขาก็มีเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญา มีเรื่องของยาต้นแบบเยอะแยะมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น เขาก็จะเขียนอะไรที่เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมืองของเขา แต่พอเปลี่ยนประธานาธิบดี เป็นท่านโดนัลด์ ทรัมป์ จากท่านบารัก โอบามา เปลี่ยนมาเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ ปั๊บท่านก็ออก เพราะสไตล์ (Style) ของท่านไม่เหมือนกันนะครับ พอท่านออกปุ๊บสมาชิกที่เหลือ ภาคีที่เหลือก็มาร่วมกันแก้โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ เอาข้อบทนั้นออก ข้อบทนี้ออกที่ตัวเองไม่ได้ ประโยชน์หรือว่าอาจจะเสียประโยชน์ไป ทีนี้ก็มีข้อกังวลครับว่า จริง ๆ เราศึกษาก่อนที่ผล การเลือกตั้งจะออกนะครับ ผลการเลือกตั้งที่ท่านโจ ไบเดิน ได้ไม่กี่วันนี้เองนะครับ เราศึกษากันเราก็ดูแนวโน้มครับว่า เอ๊ะ ถ้าสมมุติว่าสมัยถัดไปท่านทรัมป์ไม่ได้ขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว ข้อบทเหล่านี้ที่ทางท่านโอบามาท่านวางเอาไว้จะถูกนำ กลับมาหรือเปล่า ปัจจุบันนี้อาจจะยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะว่าท่านโจ ไบเดิน ก็เป็น รองประธานาธิบดีในสมัยท่านประธานาธิบดีบารัก โอบามา ด้วยจะถูกนำกลับมาไหม เพราะว่าถ้านำกลับมาไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศไหน ๆ เลย ประเทศไทยก็ไม่ได้รับ ประโยชน์แน่นอน ยกตัวอย่างเช่นประเทศเราไม่มีบริษัทยาที่เป็นออริจิเนเตอร์ (Originator) ตรงนี้ครับทางอนุกรรมาธิการได้ศึกษาแล้วก็ออกมาเป็นข้อสรุปชัดเจนว่าข้อบทต่าง ๆ ที่ถูกระงับไว้ไม่น่าจะถูกนำกลับมาได้ ถ้าจะถูกนำกลับมาใช้จะต้องได้รับความยินยอม จากภาคี และการได้รับความยินยอมนั้นจะต้องเป็นแบบเอกฉันท์ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าทุกคน เขายินยอมหมดแล้วท่านเข้า สมมุติถ้าท่านเข้าจริง ๆ แล้วทุกคนยินยอมหมดประเทศไทย ยกมือคัดค้านอยู่สักคนหนึ่งก็ใช้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ท่านจะต้องยืนยันกับประชาชนแล้วก็ ผู้แทนราษฎรท่านก็ต้องยืนยันให้ชัดเจนว่าท่านจะต้องคัดค้านอย่างเต็มที่ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

สรุปครับ สไลด์ (Slide) สุดท้ายนะครับ การเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ก็อาจจะมีผลประโยชน์ในเรื่องของเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เดี๋ยวสุดท้าย คณะอนุกรรมาธิการการค้าการลงทุนคงจะได้รายงานต่อไปว่าจะมีประโยชน์เท่าไร จีดีพี (GDP) บวกมากมายมหาศาลถึง ๐.๑๒ เปอร์เซ็นต์ มันคิดเป็นเงินสักเท่าไรนะครับ แต่ว่าผลกระทบที่เกี่ยวกับทางสาธารณสุขมีความซับเจกทีฟ (Subjective) เยอะ ยังไม่มีใครศึกษาอย่างชัดเจนออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจนะครับว่า ถ้าเราเข้าไปแล้ว ในเรื่องอุตสาหกรรมยามันคอลแลปส์ (Collapse) ขึ้นมา จีพีโอ (GPO) คอลแลปส์ (Collapse) ขึ้นมา ราคายาต่าง ๆ ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ สูงขึ้น มีการแทรกแซง จากต่างชาติที่เข้ามาเปิดสถานพยาบาล หรือแม้แต่เรื่องทันตกรรมเชิงพาณิชย์อะไรต่าง ๆ เข้ามามันจะส่งผลกระทบกับรายได้ของประเทศไทย ของประชาชนคนไทยอย่างไร และความมั่นคงในระบบสาธารณสุขของเรา โรงพยาบาลของรัฐ ถ้าจีพีโอ (GPO) ล้มปุ๊บ ต้องซื้อยาแพงขึ้นแน่นอน งบประมาณท่านจะทำอย่างไรผลกระทบเท่าไร

ผมสรุปสุดท้ายครับท่านประธานคือซีพีทีพีพี (CPTPP) นี้นะครับ ไม่ใช่ข้อตกลงเพื่อประโยชน์ทางสาธารณสุข ขอบคุณครับท่านประธาน