อนันต์ ศรีพันธุ์ หารือประเด็นผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชจากการเข้าร่วม CPTPP และ UPOV 1991 โดยชี้ถึงความเสี่ยงต่อเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจากการเปิดตลาด การลดภาษีนำเข้า และการสูญเสียสิทธิ์ในการเก็บเกี่ยวพันธุ์พืช พร้อมเสนอให้รัฐเร่งพัฒนาศักยภาพการวิจัย ปรับปรุงกฎหมาย สนับสนุนการจดทะเบียนพันธุ์พืชรายย่อย และจัดตั้งกลไกเยียวยา รวมถึงกำหนดระยะเวลาปรับตัว 3-5 ปี ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมข้อตกลง เนื่องมองว่าประเทศยังไม่พร้อมทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และระบบทองค์ความรู้
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืช จากการพิจารณาศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชได้มีการเชิญหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสมาคมและกลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ตลอดจนชี้แจงแสดงความคิดเห็น เพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบด้านการเกษตร และพันธุ์พืชจากการเข้าร่วมความตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) และผลกระทบ จากการเข้าร่วมเป็นภาคภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์ใหม่ เนื่องจากข้อตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วม ความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมถึงอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) และได้มีการศึกษาข้อความตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) และอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) พร้อมทั้งได้พิจารณาประเด็นข้อสงสัยในการตีความของอนุสัญญา ยูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) และได้สอบถามไปยังสำนักงานเลขาธิการสหภาพของยูพอฟ (UPOV) ด้วย เพื่อขอความชัดเจนและนำมาใช้ประโยชน์ โดยการศึกษาพิจารณาได้ ๒ ประเด็น คือผลกระทบด้านการเกษตร และผลกระทบด้านพันธุ์พืชจากการเข้าร่วม เป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์ใหม่
ผลกระทบด้านเกษตร จากการพิจารณาความเห็นของหน่วยงานและ กลุ่มเกษตรกร พบว่าเกษตรกรมีผลกระทบด้านการเกษตรที่เกิดขึ้น หากประเทศไทยเข้าร่วม ความตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) คือประเทศไทยและประเทศสมาชิกของซีพีทีพีพี CPTPP) จะต้องเปิดเสรีทางการค้าแก่เกษตรกร ๙๕ ถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่มโอกาสการส่งออก สินค้าด้านการเกษตรบางชนิด แต่ส่งผลกระทบอย่างมาก และกว้างขวางต่อเกษตรกรรายย่อย และวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีผลกระทบดังนี้ ผลกระทบด้านบวก และด้านลบ
เอาผลด้านบวกก่อนก็คือ เราจะส่งข้าวและยางพารา แล้วก็กุ้งแช่แข็ง ได้มากขึ้น ข้าวก็จะส่งไปที่แคนนาดาประมาณมูลค่า ๓.๓ ล้านบาท ยางพาราก็จะได้มี ตลาดส่งออกมากขึ้น ส่วนกุ้งและผลิตภัณฑ์อาจจะขยายส่งกุ้งแปรรูปไปยังประเทศแคนาดา และอาจจะสามารถรักษากุ้งแช่แข็งในญี่ปุ่น
ส่วนผลกระทบด้านข้อกังวลก็คือ การลดภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ ๐ แก่สินค้าเกษตร จะทำให้มีผลกระทบต่อสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ข้าวโพดของไทย และมีการนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือวัตถุดิบทดแทนจากกลุ่มประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบ ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศไทย
อีกอันหนึ่งคือเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ จะมีการนำเข้าจากแคนาดาในราคา ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งแคนาดาราคาหมูเขาประมาณกิโลกรัมละ ๓๖ บาท นี่ราคาต้นทุนของเขา ส่วนประเทศไทยกิโลกรัมละ ๖๐-๗๐ บาท อันนี้เราก็สู้เขาไม่ได้จะมีผลกระทบ ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเป็นอย่างมากในประเทศ อันนี้ก็ถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน
ส่วนถั่วเหลืองก็จะมีผลกระทบการนำเข้าจากประเทศร่วมสนธิสัญญาด้วยกัน ก็คือประเทศแคนาดาจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเป็นอย่างมาก ของประเทศไทย
นอกจากนั้นหลายหน่วยงานได้เชิญมานั้นยังมีข้อกังวลในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องของพันธุ์ข้าวในเรื่องของการวิจัย ในเรื่องของต่าง ๆ นั้นเราสู้เขาไม่ได้ ในขณะนี้นะครับเรื่องพันธุ์พืช โดยเฉพาะจะยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น ถ้าเราเข้าร่วมตอนนี้ เราจะซื้อพันธุ์ข้าวมาจากต่างประเทศ ซึ่งเขามีลิขสิทธิ์อยู่แล้วนะครับ เราก็สามารถที่จะซื้อ มาได้ มาปลูกใน ๑๐๐ ไร่ เราสามารถเก็บพันธุ์ขยายไปถึง ๑๐๐ ไร่ได้ แต่ถ้าหากว่าเราจะ ขยายไปเป็น ๒๐๐ ไร่เราต้องเสียภาษี นั่นคือสิทธิประโยชน์ของภาคเกษตรจะเสีย ผลประโยชน์ตรงนี้ อย่างพันธุ์พืชอื่น ๆ ก็เช่นกันในกรณีที่เขามีลิขสิทธิ์ ส่วนไทยเรานั้น ลิขสิทธิ์ตรงนี้ยังไม่มี ยังไม่พร้อมก็สามารถที่จะทำให้เราเสียเปรียบได้
เพราะฉะนั้นความเห็นของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ประเทศไทยยังไม่พร้อม ที่จะเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงของซีพีทีพีพี (CPTPP) เนื่องจากรัฐบาลนั้นยังไม่มีความจริงใจ ในการจัดสรรงบประมาณ หรืออัตรากำลังบุคลากรให้สอดคล้องกับที่ระบุในแผนยุทธศาสตร์ แห่งชาติ ๒๐ ปี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ งบประมาณการวิจัยนั้นตั้งไว้ ๑,๔๔๗ ล้านบาท แต่ได้มาเพียง ๑๒๙ ล้านบาท ถือว่าไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ทั้งประเทศ จึงทำให้การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของประเทศนั้นยังล้าหลังอยู่นะครับ
อันที่ ๒ นั้น ประเทศไทยต้องรีบสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบเกษตรกร เพื่อประโยชน์และสิทธิประโยชน์ภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงกฎหมาย และเนื้อหาที่สอดคล้องกับอนุสัญญายูพอฟ (UPOV) และข้อสำคัญที่ถ้าหากเราจะเข้าร่วม เราต้องแก้ไขและปรับปรุง โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัย และพัฒนาพันธุ์พืชของประเทศอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณ ให้หน่วยงานของรัฐ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรและรองรับผลกระทบ
๒. รัฐบาลต้องกำหนดกฎหมายให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ ไว้ปลูกต่อเองได้ โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่มีความสำคัญด้านอาหาร เช่น ข้าว ข้าวโพด หรือพืชผัก ต่างชนิด
๓. รัฐบาลต้องสนับสนุนให้นักปรับปรุงพันธุ์พืชรายย่อยสามารถยื่น จดทะเบียนได้โดยสะดวก มีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ เช่น ลด หรือยกเว้นค่าธรรมเนียม ในการจดทะเบียนการคุ้มครอง หรือตรวจสอบ
๔. รัฐบาลต้องเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้สามารถดูแล ตรวจสอบ คุ้มครอง พันธุ์พืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๕. รัฐบาลต้องจัดตั้งศูนย์ร้องเรียนและกองทุนช่วยเหลือเยียวยา กรณีที่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ
๖. รัฐบาลต้องสร้างความรับรู้ ความเข้าใจกับประชาชนโดยที่ทุกภาคส่วน ต้องช่วยกัน
๗. ให้มีระยะเวลาในการปรับตัวอย่างน้อย ๓-๕ ปี เพื่อเตรียมความพร้อม ที่จะเข้ากับอนุสัญญายูพอฟ (UPOV)
อันนี้คือความคิดเห็นด้านเกษตรและพันธุ์พืช สิ่งสำคัญก็คือตอนนี้อนาคตของ ประเทศนั้นต้องเข้าในการทำสัญญาการค้าระหว่างประเทศ แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่พร้อม อย่างกรณีเหตุผลที่ผมอ้างไปอยู่ ๗ ประเด็น ขอบคุณครับ