วีระกร เปิดห่วง CPTPP เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบก่อนตัดสินใจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

วีระกร คำประกอบ หารือผลกระทบและโอกาสจากการเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่พร้อมของไทยในด้านการวิจัย งบประมาณ และระบบสาธารณสุข พร้อมเปรียบเทียบกับเวียดนามและกังวลต่อผลกระทบทั้งเกษตรกร นักวิจัย และสิทธิบัตรยา จึงเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน กระทั่งมีการจัดทำรายงานร่วมกับ 103 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเสนอต่อรัฐบาลพิจารณาต่อไป

นายวีระกร คำประกอบ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม นายวีระกร คำประกอบ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือซีพีทีพีพี (CPTPP)

สืบเนื่องจากรัฐบาลไทยมีความสนใจที่จะเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมประเด็นทางการค้าหลายด้านที่ส่งผลกระทบ ต่อภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาประธาน กกร. ก็ได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่า ถ้าหากประเทศไทยไม่เข้าร่วมความตกลงต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เรามี เอฟทีเอ (FTA) กับประเทศต่าง ๆ ในโลกนั้นน้อยมาก ประธาน กกร. ก็ยังบอกว่า กล่าวถึง ซีพีทีพีพี (CPTPP) โดยตรงเลยนะครับว่า ถ้าเราไม่เข้าก็อาจจะทำให้เสียโอกาสในเวทีการค้า โลกได้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

อยากกราบเรียน ท่านนะครับดูชาร์ต (Chart) ที่ขึ้นในขณะนี้จะเห็นว่าประเทศไทยมีเอฟทีเอ (FTA) กับเพียง ๑๘ ประเทศในโลก ซึ่งได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฮ่องกง ชิลี เปรู และอาเซียน (ASEAN) อีก ๙ ประเทศเท่านั้น แต่ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามมีเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศในโลก ซึ่งมากกว่าไทย ๓๕ ประเทศ โดยเฉพาะที่เราเห็นชัด ๆ ก็คือ อียู (EU) ๒๘ ประเทศ และซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งมากกว่า ที่เรามีอยู่ในขณะนี้เพิ่มอีก ๓ ประเทศ รวมแล้วเวียดนามจึงเป็นประเทศที่มีเอฟดีไอ (FDI) ที่ในปัจจุบันนี้ก็แซงข้ามประเทศไทยไปแล้ว เอฟดีไอ (FDI) หรือฟอรินจ์ ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ (Foreign Direct Investment) ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าในส่วนของ ภาคเอกชนก็พยายามที่อยากจะเห็นการทำเอฟทีเอ (FTA) ของประเทศไทยมีความก้าวหน้า และเพิ่มประเทศที่ทำเอฟทีเอ (FTA) ให้มากยิ่งขึ้น แต่ในบางส่วนเช่นในภาคประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ เลยนะครับ ก็มีความเป็นห่วงเป็นใย ในเรื่องของการใช้พันธุ์พืช ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าการเข้าสู่ซีพีทีพีพี (CPTPP) นั้นโดยอัตโนมัติเรา จะต้องไปเป็นสมาชิกของอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซึ่งมีความประสงค์ ในการดูแลนิวบรีเดอร์ (New Breeder) หรือดูแลในเรื่องของนักปรับปรุงพันธุ์รายใหม่ ๆ ซึ่งเมื่อมีสิ่งที่เป็นพันธุ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในโลกก็จะมีการปกป้องกัน สำหรับประเทศไทยเราจะ เห็นได้ว่าแม้กระทั่งงานวิจัยของกรมการข้าวงบประมาณที่ได้รับถดถอยลงมาทุกปี ๆ จะเห็น ได้ว่าในปี ๒๕๖๐ เรามีงบประมาณในการทำวิจัยในเรื่องของข้าวประมาณ ๒๓๔ ล้านบาท แต่ว่าในส่วนที่ผ่านมาในปีที่ผ่าน ๆ มาลดลง ๆ จนเหลือประมาณ ๑๒๙ ล้านบาท ในปีปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าในส่วนดังกล่าวนี้รัฐบาลไทยถึงแม้ว่าอยากที่จะเข้าไปยังซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่ก็ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยเลยในการที่จะเข้าสู่การเป็น สมาชิก ถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจดีว่าการที่จะต้องไปทำเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศต่าง ๆ นั้น อาจจะมีผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน นอกเหนือจากด้านเกษตรแล้ว แม้กระทั่งในจำนวน นักวิชาการหรือนักวิจัยของประเทศไทย ปัจจุบันทั้งกรมการข้าวมีอยู่ ๓๘ คน ในขณะที่ เวียดนามมีอยู่เป็นพันคน เราสู้เขาไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากว่าเราเข้าไปในวันนี้นะครับ ข้อกังวลต่าง ๆ ของเกษตรกรจึงมีเหตุผลว่าถ้าเราเข้าไปวันนี้เราพร้อมหรือยัง นอกเหนือ จากนั้นแล้วในส่วนของทางด้านยาแล้วก็การสาธารณสุข การใช้สิทธิบัตรยาหรือคอมพัลซอรี ไลเซนซิง (Compulsory Licensing) ซีแอล (CL) การเปิดตลาดบริการและการลงทุน การคุ้มครองด้านสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น การใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่าง นักลงทุนกับรัฐ การเปิดตลาดการซื้อ การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะต้องเปิดเสรีให้กับทุกประเทศ ที่เป็นสมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) อยู่นั้น การให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการซื้อขายสินค้า และบริการเชิงพาณิชย์ การให้สิทธิแรงงานต่างด้าวรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพเป็นต้น จึงได้มีการเสนอญัตติด่วน เพื่อพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลง ที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific) หรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ร่วมเสนอเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ทั้งหมด ๙ ญัตติ ด้วยกันต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อการประชุมชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญ ประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เมื่อวันพุธที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ เพื่อขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาศึกษาในเรื่อง ดังกล่าว และที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบการเข้าร่วม ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือซีพีทีพีพี (CPTPP) ขึ้น ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ โดยมีระยะเวลา การศึกษา ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน ถึงวันศุกร์ที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ อย่างไรก็ตามเนื่องจากข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) มีเป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน จึงจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบ ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ คณะกรรมาธิการจึงได้มีมติขยายระยะเวลาให้ดำเนินงาน ออกไปอีก ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ขยายออกไป ๖๐ วัน และครั้งที่ ๒ ขยายออกไปอีก ๓๐ วัน โดยสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๓ รวมระยะเวลาการศึกษาทั้งสิ้น ๑๒๐ วัน ซึ่งกรรมาธิการในคณะนี้มีจำนวน ๔๙ ท่าน มีผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ บุคลากรจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับซีพีทีพีพี (CPTPP) ทั้งข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบด้านต่าง ๆ การดำเนินงาน ของกรรมาธิการได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ โดยศึกษา ๓ ประเด็นด้วยกัน

๑. คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืช

๒. คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการแพทย์และสาธารณสุข

๓. คณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

คณะกรรมาธิการได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๑๐๓ หน่วยงานด้วยกันมาให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการ แบ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ ๕๓ หน่วยงาน หน่วยงานภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ อีก ๕๐ หน่วยงาน รวมถึงการศึกษาข้อบทของอนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ซึ่งการเป็นสมาชิกในซีพีทีพีพี (CPTPP) จำเป็นที่จะต้องเข้าสู่อนุสัญญายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) โดยเฉพาะประเด็นที่มีข้อสงสัยในการตีความ และได้สอบถามไปยังสำนักงาน เลขาธิการสหภาพยูพอฟ (UPOV) เพื่อขอความชัดเจน และนำมาใช้ประกอบการพิจารณา ศึกษา นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังได้ศึกษาเรื่องอื่น ๆ อีกหลายด้านด้วยกัน พร้อมได้ จัดทำรายงานผลกระทบ ผลการพิจารณาศึกษาจนสำเร็จเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณานำรายงานและข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้กระผมขออนุญาตให้ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตร และพันธุ์พืช คือท่านอนันต์ ศรีพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข คุณศุภชัย ใจสมุทร และประธานคณะอนุกรรมาธิการ ศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน คือคุณเกียรติ สิทธีอมร เป็นผู้ชี้แจง ในรายละเอียดเพิ่มเติมครับ