พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ชี้แจงความจำเป็นในการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบางมาตรา เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่พร้อม จึงต้องลดภาระภาคเอกชนชั่วคราว พร้อมย้ำว่ากระบวนการตั้งหน่วยงานและคัดสรรคณะกรรมการดำเนินไปตามขั้นตอน โดยมีคณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิอย่างโปร่งใส หลังมีข้อกังวลเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในกระบวนการ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แล้วก็ ต้องกราบขอบพระคุณนะครับท่านสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ในเรื่องของ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี่ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ตรงตามที่ท่านสมาชิกได้กรุณานำเรียนสภาไปนะครับ ปัจจุบันการใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลหรือว่าการใช้ข้อมูลทางดิจิทัล (Digital) หรือการลงทะเบียนต่าง ๆ นี่ แม้กระทั่งในหลาย ๆ เรื่องการซื้อขายออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเก็บ แล้วก็ดูแลในเรื่องข้อมูลของพี่น้องประชาชนแล้วก็ผู้บริโภค นั่นเป็นเรื่องจริงที่มีความสำคัญ แล้วประเทศไทย รัฐบาลไทย ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ตามที่ท่านสมาชิก ได้บอกมาว่าประเทศไทยเราได้มีการบัญญัติ แล้วก็ออกเป็น พ.ร.บ. เรื่องเกี่ยวกับ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ แล้วก็มีผลบังคับใช้เริ่มตั้งแต่วันที่ประกาศ พ.ร.บ. หรือว่ากฎหมายนั้นออกมาบังคับใช้ ผมกราบเรียนเพื่อเป็นข้อมูลในเบื้องต้นนะครับ ว่าในปีที่แล้วที่เมื่อสักครู่ได้มีการนำเรียนขึ้นมา โดยเฉพาะประมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ เรามีความจำเป็นในเบื้องต้นที่จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี แล้วก็ออกเป็น พ.ร.ฎ. เกี่ยวกับ ข้อมูลส่วนบุคคล ก็คือการบังคับใช้กฎหมายที่ได้พูดกันอยู่นี้ให้มีการเลื่อนการบังคับใช้ บางหมวดบางมาตราออกไปก่อน อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ที่ผมคิดว่าจะเป็นสาระสำคัญตรงนี้ การที่เลื่อนออกไปโดยการออก พ.ร.ฎ. ในการเลื่อนใช้กฎหมายฉบับนี้มีสาเหตุมาจาก สถานการณ์โควิด (COVID) ที่เกิดขึ้น เพราะเนื่องจากว่าการที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ออกมาใช้นี่ การบังคับใช้หรือว่าในกฎหมายฉบับนี้มีหมวด แล้วก็มี มาตราหลายมาตราที่มีการระบุในเรื่องของการลงโทษ การเข้าไปตรวจ การปฏิบัติ และการเตรียมตัวของภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งของรัฐบาล หมายถึงหน่วยงานของรัฐบาล
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ฉะนั้นจากสถานการณ์โควิด (COVID) ที่เกิดขึ้นเราก็ได้รับเรื่องร้องเรียน และขอความเห็นใจจากโดยเฉพาะนะครับ ภาคเอกชนเป็นจำนวนมากว่าถ้ามีการบังคับใช้ พ.ร.บ. นี้ในทุกมาตรานี่ โดยเฉพาะในเรื่องของบทลงโทษ ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน การเตรียมตัวทั้งอุปกรณ์ บุคลากรต่าง ๆ เพื่อให้มาดูแลในเรื่องของข้อมูลในทุกภาคส่วนนี่ เขาอาจจะทำได้ไม่ครบถ้วน เพราะด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยงบประมาณ ด้วยอะไร ของเขาที่เขาต้องต่อสู้กับสถานการณ์โควิด (COVID) ในปีที่แล้ว ฉะนั้นเมื่อรับฟังความคิดเห็น จากทุกภาคส่วนนี่ทางรัฐบาลก็เลยได้ออก พ.ร.ฎ. เพื่อเลื่อนผลบังคับใช้ หรือการบังคับใช้ กฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกไปบางหมวดบางมาตรา ผมกราบเรียนว่าเพื่อให้เป็นความสบายใจของท่านสมาชิกและทุกท่านนะครับ เหตุผลที่เรา เลื่อนออกไปบางมาตรา เราจะเลื่อนโดยเฉพาะนะครับ พวกบทลงโทษต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของ การเข้าไปตรวจค้น เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปแล้วก็ไปตรวจสอบเขาว่าเขาทำหรือยัง ทำเสร็จเมื่อไร ซึ่งถ้าไปทำอย่างนั้นทันทีในปีที่แล้วนี่ด้วยโควิด (COVID) และด้วย การเตรียมตัวของเขานี่แน่นอนเขาก็จะต้องเกิดปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่สิ่งที่เราไม่ได้เลื่อนไปก็คือเราไม่ได้เลื่อนเรื่องการตั้งสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกได้กังวล เราไม่ได้เลื่อนขั้นตอนในการสรรหา กระบวนการ ในการสรรหาประธานคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ ไม่ได้เลื่อน หรือแม้กระทั่ง กระทรวงเมื่อออก พ.ร.ฎ. ออกไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓ ปีที่แล้ว หลังจากที่ พ.ร.ฎ. ออก กระทรวงก็ได้ออกมาเป็นระเบียบของกระทรวงเอง เพื่อให้มีผลบังคับในหลายเรื่อง อย่างเช่นในเรื่องของการปกป้องคุ้มครองข้อมูลของประชาชน การดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้มี การตอบรับและป้องกันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้น จะกราบเรียนว่าในส่วนของความปลอดภัยก็ดี สิ่งที่พี่น้องประชาชนกังวล ความปลอดภัย ในเรื่องข้อมูลของประชาชนได้รับการดูแลจากระเบียบที่กระทรวงออกไป พ.ร.ฎ. ที่เลื่อน ออกไปเฉพาะผลบังคับใช้ในทางกฎหมายบางตัวเท่านั้น โดยเฉพาะในเรื่องของการบังคับใช้ แล้วก็ระบุโทษต่าง ๆ ที่อาจจะกระทบกับผู้ที่จะต้องดำเนินการก็คือพี่น้องประชาชนทุกคน ถ้าเข้าไปตรวจตามบริษัทต่าง ๆ แล้วเขายังไม่ครบ และยังทำไม่ได้ดี เขาก็อาจจะยังไม่ได้รับ บทลงโทษในครั้งนั้น นั่นคือสาระสำคัญแล้วก็เบื้องต้น
ทีนี้กลับมาถึงคำถามที่ท่านสมาชิกได้กังวลแล้วก็สอบถาม ผมขออนุญาต กราบเรียนว่าขั้นตอนเบื้องต้นในเรื่องที่ ๑ ที่ผมอยากจะทำความเข้าใจกับทุกท่านก่อน นะครับ ผมมีสไลด์ (Slide) ขออนุญาตท่านประธานสภาเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจกระจ่างในการ ทำงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เราเป็นเหมือนผู้ที่รับตาม พ.ร.บ. ในเรื่อง ของการเตรียมตัวเพื่อจะก่อตั้งแล้วก็คัดสรรคณะกรรมการ โดยที่เราไม่ได้มีอำนาจเข้าไป เกี่ยวข้องในการคัดสรรหรือสรรหาแม้แต่น้อยนะครับ ในสไลด์ (Slide) ที่ได้นำมาโชว์ให้กับ ท่านประธานสภา แล้วก็ท่านสมาชิกนะครับ จะเห็นว่าทางซ้ายที่มีอยู่ ๔ เรื่องนี่เป็นเรื่อง สำคัญมาก คณะกรรมการสรรหาที่จะต้องสรรหาบุคลากรที่มีความสำคัญในการกำกับดูแล จากนี้ต่อไป กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีหน้าที่แค่เป็นเหมือนพี่เลี้ยง เพื่อจะทำ ให้เกิดขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ บนสไลด์ (Slide) ที่นำมา กราบเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิก จะเห็นว่ากรรมการมีทั้งหมด ๘ ท่านครับ ท่านที่ ๑ มาจากทางรัฐบาล หรือท่านนายกรัฐมนตรีเสนอหรือส่งมา ๒ ท่าน ท่านประธาน รัฐสภาเสนอมา ๒ ท่าน ท่านตัวแทนจากผู้ตรวจการแผ่นดินอีก ๒ ท่าน อีก ๒ ท่านมาจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะฉะนั้นใน ๘ ท่านนี้จะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง ๔ ด้าน เป็นการเสนอมา เพราะฉะนั้นท่านอิสระแล้วก็จะเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกมาแล้ว จากทั้ง ๔ หน่วยงาน เพื่อมาเป็นกรรมการทั้ง ๘ ท่าน และผมกราบเรียนว่าหลังจากที่เรา ได้ดำเนินการในเรื่องนี้นะครับ ถึงแม้ว่าเราจะออก พ.ร.ฎ. เลื่อนกฎหมายไป ตามที่ผม กราบเรียน เรื่องนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่เฉยนะครับ ทั้ง ๔ ท่าน ทั้ง ๔ ด้านก็ได้เสนอบุคลากร ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ๘ คน เข้ามาทั้ง ๘ ท่าน แล้วก็มีการประชุมตั้งเกณฑ์ ตั้งกฎกติกาในการที่จะ ฟังวิสัยทัศน์ เปิดรับสมัคร แล้วก็ตั้งเกณฑ์ในการคัดสรรทั้งประธานแล้วก็ผู้ที่จะเข้ามา ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหมด ๑๐ ท่านตามที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณากราบเรียนเมื่อสักครู่ กระบวนการทั้งหมดก็ได้เดินหน้าต่อไปตาม พ.ร.บ. และกฎหมายทั้งสิ้น ผมขออนุญาต ได้ขึ้นสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ซึ่งเป็นสาระสำคัญเพื่อจะตอบคำถามของท่านสมาชิก แล้วก็สร้าง ความกระจ่างให้กับทุกท่าน ผมเลยได้ไปแบ่งตารางเวลามาให้กับท่านสมาชิกได้เห็นนะครับ ว่าตั้งแต่วันที่ ๔-๒๔ มีนาคม ในปีที่แล้ว คณะกรรมการทั้ง ๘ ท่านก็ได้ดำเนินการตามที่ผม ได้กราบเรียน ทุกท่านก็ไปออกเกณฑ์ ไปเปิดรับสมัครบุคลากรต่าง ๆ จนถึงวันที่ ๒๘ เมษายน ก็ทำตามกระบวนการไปเรื่อย ๆ จนได้มีการสอบถาม มีการเปิดสัมภาษณ์ จนคัดสรรผู้ที่คาดการณ์ว่าคณะกรรมการสรรหามีความพร้อมก็เสนอชื่อมา ๑๐ ท่าน ซึ่งเมื่อเสนอชื่อมาที่กระทรวง ๑๐ ท่าน ทางกระทรวงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ก็ได้รวบรวมรายชื่อทั้งหมด โดยที่ไม่ได้มีการปรับแก้เพราะไม่ได้เป็นอำนาจของพวกเราเลย นะครับ ถ้าพูดง่าย ๆ เราก็เป็นเหมือนคนกลาง เป็นเมสเซนเจอร์ (Messenger) เป็นคนส่ง เมื่อได้รับมา กรรมการสรรหาได้เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. ทุกอย่าง มีเกณฑ์ มีทุกอย่างเรียบร้อย ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหาทั้ง ๘ ท่าน เมื่อส่งมาวันที่ ๑๕ พฤษภาคม เราก็ส่งต่อ ให้กับทางคณะรัฐมนตรีเพื่อได้รับทราบว่ามีกระบวนการแบบนี้ตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ทุกประการ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ก็ได้มีการนำเข้าไปในคณะรัฐมนตรีในครั้งที่ ๑ หลังจากที่ มีการนำเข้าไปในส่วนของคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ผมกราบเรียนว่าสิ่งที่ ท่านอยากจะสอบถามและกังวลก็คือว่าเมื่อเข้าไปแล้ว เมื่อกลับออกมาก็ควรจะมี กระบวนการตรวจสอบแล้วก็เข้าไปสู่การประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา ก็คือให้ทั้ง ๑๐ ท่าน สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้ แต่ผมกราบเรียนครับ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปซึ่งจะเป็นหัวใจ อีกอันหนึ่งก็คือท่านจะเห็นว่าในตารางแรกเป็นสิ่งที่เราได้นำเข้า ครม. ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคมที่ผมได้กราบเรียนไป ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ได้แจ้งมาในช่วงหลังจาก วันที่เรา ก็คือหลังจากวันที่ ๒๐ พฤษภาคม บอกว่าได้มีการทำหนังสือร้องเรียนเข้ามาจาก หลายภาคส่วน ยกตัวอย่างเช่นในกรอบสีส้มก็จะมีผู้ที่ทำหนังสือร้องเรียนมาถึง ท่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่าอยากทราบเรื่องกระบวนการสรรหาว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ มีคนคัดค้านหรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็อาจจะมีคนที่ร้องเรียนเข้ามาว่ารู้สึกไม่ได้รับ ความเป็นธรรม ก็มีการตรวจสอบหลังจากวันที่ ๒๐ พฤษภาคมเป็นต้นมา วันที่ ๑๔ ถึงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ก็มีทางสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย สภาธนาคารไทย ก็ยื่นหนังสือ เข้ามาอีกเช่นกัน ก็ขอทบทวนเนื่องจากว่าทั้ง ๑๐ ท่านนี่ ก็ให้เหตุผลว่าให้ทั้ง ๑๐ ท่าน ที่ได้คัดสรรมาและได้รับทราบจาก ครม. มาว่ามีการนำเข้า ครม. แล้ว ไม่ได้มีภาคส่วนไหน ที่เป็นตัวแทนของภาคเอกชนเลย ก็เกรงว่าจะทำงานได้ลำบาก ก็อยากทราบเหตุผลว่า ทำไมถึงเป็นตัวแทนไม่ได้ครบถ้วนตามที่เอกชนเขากังวลว่าจะมีความโปร่งใสหรือว่าจะเข้าใจ ปัญหาของเขาหรือไม่ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้อย่างที่เมื่อสักครู่ได้เรียนว่ามีผลกระทบ กับผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เขาก็เกรงว่าจะกระทบแล้วก็ไม่เข้าใจ เขาถ้าไม่มีตัวแทนของเขาอยู่ ๑ ใน ๑๐ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าพอถึงขั้นตอนที่ ๓ ตามสไลด์ (Slide) ข้างบน ก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่เขาร้องเรียนเข้ามา เพราะฉะนั้น หลังจากที่ผ่าน ครม. มามีการร้องเรียนเข้ามา ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็ได้ทำหนังสือกลับมาที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขั้นตอนที่ ๔ ว่าเมื่อมีคน ร้องเรียนเข้ามาก็ได้แนบหนังสือที่ร้องเรียนทั้งหมดส่งมาให้ทางกระทรวงในฐานะ ที่เป็นคนกลาง เราก็รับมาว่าเนื่องจากบอกว่าให้มีการทบทวนแล้วก็ลองดูว่าเหตุผลอย่างไร ควรชี้แจง เพื่อความโปร่งใสแล้วก็จะได้ตอบกับผู้ที่ร้องเรียนได้ครบถ้วนตามกระบวนการ เพราะว่าเป็นสิทธินะครับ การที่มีกระบวนการสรรหาและมีการเสนอขึ้นมา เมื่อมีผู้ใด ที่เห็นคัดค้านหรือว่าทำจดหมายอย่างเป็นทางการเข้ามา สิ่งหนึ่งที่ต้องทำก็คือเขาต้อง กลับไปสู่ขั้นตอนของกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฉะนั้นจะเห็นว่าในตัวเลข หมายเลข ๔ ถึงเดือนกันยายนก็มีการกระบวนการรวบรวมเอกสารทั้งหมดที่ร้องเรียนมา มากมายส่งให้กับกระทรวง กระทรวงก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของ ทางกระทรวง กระทรวงก็รวบรวมทั้งหมดส่งให้กับคณะกรรมการสรรหาทั้ง ๘ ท่าน เพราะว่า ท่านเป็นคนที่ทราบดีที่สุดว่าขั้นตอนเป็นอย่างไรและเกิดเหตุปัญหาอย่างไรขึ้นมาบ้าง ก็ต้องตอบให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ทางเราก็จะได้นำเสนอกลับไปให้กับทางสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีซึ่งก็ได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามา ฉะนั้นจะเห็นว่าในหมายเลขที่ ๕ หมายเลขที่ ๖ ก็จะเป็นกระบวนการขั้นตอน เมื่อมาถึงหมายเลขที่ ๖ พอเราส่งไปแล้ว ก็มีการตอบมาในเบื้องต้นว่าคณะกรรมการสรรหาได้หมดหน้าที่แล้วก็หมดความจำเป็น ที่จะต้องมีคณะกรรมการสรรหาชุดนั้นแล้ว นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้ตอบกลับมา ฉะนั้น เมื่อตอบกลับมาว่าหมดหน้าที่สิ่งที่เราทำได้ก็คือเป็นขั้นตอนที่ ๖ ที่ ๗ ก็คือทางกระทรวง แล้วก็หน่วยงานก็ต้องส่งไปให้กับกฤษฎีกาได้ตีความก่อนว่า ยังไม่ทันได้ตอบเลย คณะกรรมการสรรหายังไม่ได้ตอบเลยว่าที่ร้องเรียนมานั้นต้องตอบเป็นข้อ ๆ ว่าแต่ละคน ที่เขาร้องเรียนมาเรื่องไม่โปร่งใส เรื่องเกณฑ์การคัดสรร เรื่องต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ตอบมา เบื้องต้นว่าหมดอำนาจหน้าที่คือหมดไปแล้ว คือยุบไปแล้ว เมื่อสรรหาเสร็จก็จบกันไปแล้ว มันก็คาอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่มันเป็นแบบนี้เราเดินต่อไม่ได้ครับ เพราะว่าเรา ก็ไม่มีคำตอบจากคณะกรรมการสรรหาผู้ที่รับทราบและเป็นคนดำเนินการ เราก็เลยได้นำ เรื่องนี้ส่งให้กับกฤษฎีกาตีความ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. ก็กรุณานำเรียนมาก็ทราบว่า ทางกระทรวงก็ต้องไปส่งให้กฤษฎีกาตีความ ถามว่าส่งให้กฤษฎีกาตีความเรื่องอะไร ก็ให้ตีความว่าคณะกรรมการสรรหาจนถึงปัจจุบันยังถือว่ายังมีอำนาจ แล้วก็ยังมีตัวตัน และมีความจำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบหรือตอบคำถามเรื่องนี้ ยังมีความจำเป็นหรือว่า มีสถานภาพอยู่จริงหรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ทางกฤษฎีกาได้ตอบมาเมื่อเดือนธันวาคม ปลายปีที่แล้วนี่ล่ะครับจนถึงมกราคมว่า คณะกรรมการสรรหายังมีสถานภาพ และมีความจำเป็นที่ยังอยู่จริง เมื่อได้รับตอบทราบกลับมาตอนนั้นในธันวาคมหรือมกราคม คือต้นปีนี้ เราก็ส่งรวบรวม กลับไปให้กับคณะกรรมการสรรหาได้เห็นอีกว่า ด้วยคำถามที่ถามมา ข้อร้องเรียนที่ถามมา รวมถึงกฤษฎีกาที่แนะนำมาว่าท่านยังมีสถานภาพความเป็นคณะกรรมการสรรหาอยู่ท่านก็ รับทราบไป แล้ววันนี้ก็เนื่องจากว่าท่านได้ข้อมูลมา ผมก็ได้ข้อมูลมาเพิ่มเช่นกันนะครับ วันนี้คณะกรรมการสรรหาเมื่อรับทราบเขาก็ประชุมกันว่าจะตอบคำถามข้อร้องเรียนต่าง ๆ พวกนี้อย่างไร เมื่อเขาตอบกลับมา ส่งกลับมากระทรวง กระทรวงก็จะส่งกลับไปให้กับ สำนักเลขาธิการ ครม. แล้วเมื่อถ้าทุกอย่างตอบครบถ้วนเสร็จก็ประกาศออกมาใน ราชกิจจานุเบกษาเพื่อได้ดำเนินการต่อไป หรือถ้าตอบมาว่ามีความเคลือบแคลง หรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ต้องชี้แจงมาว่าจะแก้ไขอย่างไร นั่นก็คือกระบวนการตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้ ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เพราะฉะนั้นกระบวนการทั้งหมด นี้โปร่งใส แล้วก็ทำเป็นขั้นเป็นตอนตามกฎหมายทั้งหมด แล้วสุดท้ายระหว่างนี้ที่ดำเนินการ ทั้งหมดท่านอาจจะถามว่าแล้วประชาชนจะปลอดภัยได้อย่างไร ผมก็กราบเรียนว่าสิ่งที่เรา ยกเว้นใน พ.ร.ฎ. ไม่ได้ยกเว้นการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าใครทำผิดกระทรวง ก็ออกระเบียบมาแล้ว กระทรวงก็สามารถที่จะดำเนินการแล้วก็ตรวจสอบติดตามเอาคนผิด ที่ปล่อยข้อมูลประชาชนออกไปมาลงโทษได้เช่นกัน จะยกเว้นเฉพาะบางมาตราก็คืออำนาจ ของรัฐในบางหน่วย ใน พ.ร.บ. ที่จะไปเอาผิดบทลงโทษ การปรับ การจับ หรือตัวเลข ในการที่จะไปทั้งจำทั้งปรับ ก็คือบทลงโทษนั้นเอาพักไว้ก่อน ๑ ปี ซึ่งจะมีผลถึงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ก็คืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ก็จะกลับมาใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้แบบครบวงจร แล้วก็เต็มรูปแบบ ก็กราบขอบพระคุณ ขออนุญาตตอบในเบื้องต้นเท่านี้ครับ ท่านประธาน ครับ ขอบพระคุณครับ