อาคม เติมพิทยาไพสิฐ หารือเกี่ยวกับการประเมินโครงการคนละครึ่งและโครงการเราชนะ โดยระบุว่าโครงการเหล่านี้ได้รับการประเมินและพบว่าประชาชนมีประโยชน์ แต่ยังมีปัญหาการรั่วไหลที่ต้องติดตาม และเรียกร้องการความระมัดระวังในการใช้บัตรประชาชน รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลจากภาครัฐ และขอให้แจ้งให้ธนาคารกรุงไทยทราบ เพื่อทบทวนสิทธิของตนเอง
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
คำถามในข้อ ๓ นั้นจริง ๆ แล้วก็มีการประเมิน ผมขออนุญาตเรียนว่า กรณีของโครงการคนละครึ่งนั้นก็มีการประเมิน ย้อนไปนิดหนึ่งนะครับว่าในทุกโครงการ ก็มีการประเมิน โครงการคนละครึ่งถ้ามองในแง่ของผู้รับประโยชน์ก็คือในขณะนั้น เราคิดถึงในเรื่องของว่าทำอย่างไรที่จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากได้รับประโยชน์จากในเม็ดเงิน ที่รัฐบาลกระจายลงไป ซึ่งก็มีทั้งส่วนในเรื่องของเยียวยาแล้วก็เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ทำให้เกิดความคึกคักในเรื่องของภาคเศรษฐกิจฐานรากทั้งประชาชนแล้วก็ร้านค้ารายย่อย ในโครงการเราชนะก็เช่นเดียวกันนะครับ โครงการเราชนะนั้นเราก็ขยายในเรื่องของการใช้ เงินก้อนนี้นั้นสำหรับในเรื่องของภาคบริการ ซึ่งเคยร้องว่าในโครงการคนละครึ่งนั้น ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เช่นในเรื่องของการขนส่งส่วนบุคคล แท็กซี่ ตุ๊ก ๆ วินมอร์เตอร์ไซค์ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการขนส่งสาธารณะก็ครอบคลุม ถ้ามอง ในแง่ประโยชน์ในเรื่องของการประเมินในเรื่องของผลต่อเศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่มีตัวเลขนะครับ ว่าในระดับความพึงพอใจนั้นมากน้อยเพียงไร แต่ถือว่าเท่าที่สัมผัสนั้นก็ถือว่า ประชาชนนั้นได้ประโยชน์ ประเด็นที่ตามมาก็คือว่าประเด็นรอยรั่วต่าง ๆ นั้นก็มีการติดตาม ผมขออนุญาตยกตัวอย่างของเรื่องของโครงการคนละครึ่ง ทำนองเดียวกับของเราชนะ เพราะฉะนั้นในการใช้เม็ดเงินก้อนนี้ที่เราใช้ผ่านในระบบมือถือ สมาร์ตโฟน (Smartphone) ที่พยายามลดในเรื่องของการใช้เงินสดตรงนี้ ก็จะพบว่ามีคนที่ เอาเปรียบหรือเรียกว่าเป็นคนโกงในโครงการต่าง ๆ ของรัฐตรงนี้
ในชั้นที่ ๑ ก็คือว่ามีระบบการติดตามและตรวจสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งธนาคารกรุงไทยก็จะมอนิเตอร์ (Monitor) ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็จะพบว่าในเรื่องของ การทำธุรกรรมในระหว่างผู้ใช้สิทธิในบัตร กับผู้ที่รับสิทธิในบัตร ก็คือผู้ซื้อและผู้ใช้บริการ ตรงนี้มันก็มีความผิดปกตินะครับ มีทรานแซกชัน (Transaction) หรือธุรกรรมที่เกิดขึ้น ซ้ำ ๆ กัน ถ้าในกรณีอย่างนี้ทางธนาคารกรุงไทยก็จะระงับสิทธิของประชาชนคนนั้นเลย แล้วในกรณีร้านค้าที่มีถุงเงินนั้นก็ระงับสิทธิในทันที อันนี้ก็ขอเรียนว่าในโครงการเราชนะ เราก็จะพบลักษณะอย่างนี้ ก็จะดำเนินการในขั้นที่ ๑ อย่างนี้
เมื่อเราตรวจสอบพบแล้วทางคณะทำงานของทางกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และทางธนาคารกรุงไทยก็จะรวบรวมข้อมูลตรงนี้ส่งให้ ทางตำรวจ ซึ่งทางตำรวจก็จะสามารถติดตามและดำเนินคดีกับทางผู้ที่เอาเปรียบ หรือผู้ที่โกง ในเงินก้อนนี้ที่เรามีวัตถุประสงค์เพื่อโอนให้กับประชาชนในการจับจ่ายใช้สอย
ในข้อที่ ๓ อันนี้เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีสิทธินะครับ ก็อยากจะเรียนว่าในโครงการนี้ รัฐบาลก็มีวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่ในการที่จะช่วยเหลือจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับสิทธิ ไปแล้วก็ขอความกรุณาว่าพี่น้องประชาชนนั้นก็ต้องรักษาสิทธิของตัวเอง ก็มีข่าวอยู่บ้างว่า เริ่มมีการกวาดบัตรประชาชน ซึ่งพี่น้องประชาชนบางท่านก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เอาบัตรประชาชนไปทำอะไร อยู่ ๆ ก็เอาเงินมาให้ ๑๐๐-๒๐๐ บาทเท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้ เรียนว่าก็ขอความกรุณาพี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารของภาครัฐในเรื่องของเว็บไซต์ (Website) หรือว่าเฟซบุ๊ก (Facebook) หรืออะไรต่าง ๆ ที่แพร่อยู่ในโซเชียลมีเดีย (Social media) ตรงนี้ก็ขอให้ใช้ความระมัดระวังแล้วก็ตรวจสอบกับทางภาครัฐนะครับ
ส่วนสุดท้าย ก็คือในเรื่องของถ้าหากโดนประชาชนผู้มีสิทธิลงทะเบียนได้ แล้วมีสิทธิแล้วถูกเอาสิทธิไปใช้ในทางที่มิชอบก็ขอความกรุณาให้แจ้งมาที่ทางธนาคารกรุงไทย ในทุกสาขาของกรุงไทยทั่วประเทศ แล้วก็ในส่วนที่ยังตกหล่นก็สามารถที่จะร้องเรียนได้ เพื่อขอทบทวนสิทธิของตัวเอง ทางกระทรวงการคลังก็จะร่วมกับทางกรุงไทยในเรื่องของ การตรวจสอบพวกนี้ แล้วเราก็จะดู ถ้าผ่านเกณฑ์ทั้งหลายนี้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง ทั้งหลายแล้วก็จะอนุญาตให้ในเรื่องของการใช้สิทธิ ก็ทำนองเดียวกับในช่วงที่เราดำเนิน โครงการในช่วงที่ ๑ ในปี ๒๕๖๓ ก็มีการร้องขอให้มีการทบทวนสิทธิ อันนี้ก็สามารถ ทำได้นะครับ แน่นอนที่สุดว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เราพยายามที่จะสร้างฐานข้อมูลขึ้นมา ซึ่งฐานข้อมูลตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในอนาคต ในเรื่องของการที่จะพัฒนาต่อไปในเรื่องของ อีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) หรือเนชันนัล อีเพย์เมนต์ (National e-Payment) ซึ่งสามารถที่จะถ่ายในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง ก็ขออนุญาตตอบคำถามครับ