อาคม เติมพิทยาไพสิฐ อธิบายเกณฑ์ 5 กลุ่มผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับสิทธิช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคมในช่วงโควิด-19 โดยระบุกลุ่มที่ไม่ได้สิทธิคือเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีรายได้สูง
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต่อคำถามของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติในเรื่องของโครงการเราชนะนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ในเรื่องของความแตกต่างนั้นแน่นอนที่สุดมีความแตกต่างระหว่างการเยียวยาในปี ๒๕๖๓ กับการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในรอบที่ ๒ นี้นะครับ ซึ่งในปี ๒๕๖๓ ประมาณเดือนเมษายนนั้นการระบาดนั้นก็เริ่มขึ้น ก็กระทบในเรื่องของหลากหลายสาขา อาชีพ แล้วก็ในเรื่องของธุรกิจ รวมทั้งในเรื่องของภาคประชาชน ซึ่งสิ่งที่ต้องการรัฐบาล ช่วยเหลือในลำดับแรกก็คือในเรื่องของการเยียวยาหรือจะเรียกว่าเป็นการบรรเทา ความเดือดร้อนในขณะนั้น เพราะว่าในปี ๒๕๖๓ นั้นมีการล็อกดาวน์ (Lockdown) ล็อกดาวน์ (Lockdown) ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผลกระทบก็มีอย่างทั่วถึง ในขณะนั้นก็คือ เพื่อบรรเทาในเรื่องของประชาชนหรือแรงงานที่ถูกเลิกจ้างผู้มีอาชีพอิสระนั้นก็ขายของไม่ได้ ประชาชนก็รายได้ไม่มี ก็เยียวยาไปในลักษณะ ๓ เดือน เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท ก็จ่ายเป็น เงินสดไป อันนี้ก็ทำในลักษณะคล้าย ๆ หลาย ๆ ประเทศ แต่ว่ารูปแบบในการให้ ความช่วยเหลือหรือเยียวยานั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้างในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับว่า ฐานข้อมูลของแต่ละประเทศนั้นมีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ทีนี้ในการเยียวยา ในครั้งที่ ๒ นี้เราก็ใช้หลักการที่แตกต่างกันตรงที่ว่าในรอบแรกนั้นเราใช้ลักษณะที่ว่า ครอบคลุมอาชีพอะไรบ้าง แต่ในคราวนี้เนื่องจากเรามีเวลาในการเช็ก (Check) ฐานข้อมูล ของเรานั้นเราก็ใช้หลักการ ๓-๔ ข้อ ในเรื่องของเกณฑ์ ๕ ข้อด้วยกัน
ในข้อที่ ๑ เป็นเรื่องของดูในเรื่องของผู้ที่ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับสิทธินะครับ อันนี้ก็เช่นเดียวกันกับช่วงของปี ๒๕๖๓ ในข้อที่ ๑ ก็ดูในเรื่องของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี บริบูรณ์ อันนี้ก็ถือว่ายังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง
ประการที่ ๒ ในเกณฑ์ข้อที่ ๒ ก็คือว่าผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวก็อยู่ภายใต้ความดูแลของ สำนักงานประกันสังคม ซึ่งภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้น สำนักงานประกันสังคมก็ได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผู้ประกันตน อย่างต่อเนื่อง เช่น ในเรื่องของการปรับลดวงเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม การให้สิทธิ ประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยแก่ผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ที่มีเงินสมทบ ๖ เดือนใน ๑๕ เดือน ซึ่งครอบคลุมถึงการไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากต้อง กักตัวหรือเฝ้าระวัง และการไม่ได้ทำงานเนื่องจากนายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการจากคำสั่ง ของรัฐบาล
ส่วนเกณฑ์ที่ ๓ คือผู้ที่ไม่เข้าข่ายในการรับสิทธิในนี้ก็คือเรื่องของเจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งก็รวมถึงข้าราชการทางฝ่ายการเมือง และผู้ที่ได้รับ บำนาญหรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการนะครับ
ในเกณฑ์ที่ ๔ ก็คือเป็นผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจาก เป็นกลุ่มที่ยังมีความสามารถด้านรายได้ที่จะช่วยประคับประคองในการดำรงชีพได้
ส่วนเกณฑ์ที่ ๕ ก็คือผู้ที่มีเงินฝากรวมกันทุกบัญชีไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีความสามารถที่จะประคับประคองในการดำรงชีวิตได้นะครับ หลักการตรงนี้ก็คือหลักการในเรื่องของว่ากลุ่มไหนที่มีรายได้ประจำอยู่แล้วไม่ได้รับ การกระทบในเรื่องของการจ่ายเงินเดือน
แล้วประการที่ ๒ ก็คือมีระบบการคุ้มครองทางสังคมอยู่แล้ว อันนี้เราก็จะ ถือว่าไม่เข้าข่าย ส่วนที่เหลือนั้นก็จะเข้าข่ายในเรื่องของการได้รับสิทธิ ซึ่งเราก็จะแบ่งกันเป็น ๕ กลุ่มด้วยกัน
กลุ่มที่ ๑ ก็เป็นกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแล้ว ก็ถือว่าเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ก็ได้รับผลกระทบนะครับ ซึ่งอันนี้เรามีฐานข้อมูลนะครับ ประการที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่มี การลงทะเบียนกับโครงการคนละครึ่ง แล้วก็โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ในกลุ่มนี้นั้น เราก็มีฐานข้อมูลเช่นเดียวกันนะครับ มีฐานข้อมูลซึ่งในฐานข้อมูลตรงนี้ก็ต้องไปกรองกัน อีกครั้งหนึ่ง ประเด็นในเรื่องของเงินได้พึงประเมินกับในเรื่องของบัญชีเงินฝาก เพื่อให้เหลือ เฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยที่ได้รับความกระทบกระเทือนนะครับ
กลุ่มที่ ๓ ก็คือกลุ่มที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มที่ ๑ กลุ่ม ๒ ก็สามารถ ลงทะเบียนในการขอรับสิทธิในครั้งนี้ได้ทั้งหมดนะครับ
ส่วนกลุ่มที่ ๔ นั้นก็สืบเนื่องจากเมื่อเราเริ่มโครงการนั้นก็จะมีประเด็น ในเรื่องของโทรศัพท์มือถือที่ไม่สามารถใช้สมาร์ตโฟน (Smartphone) ได้ อันนี้เมื่อวาน เราก็ทางกระทรวงการคลังก็ได้ให้ข่าวไปแล้วนะครับว่าเรื่องนี้นั้นเราก็จะขอว่าในกลุ่มนี้ ถ้าไม่มีสมาร์ตโฟน (Smartphone) นั้นก็ขอให้ลงทะเบียนวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ลงทะเบียน กับธนาคารกรุงไทยนะครับ ซึ่งก็จะมีระบบในเรื่องของการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกันนะครับ
ส่วนประการที่ ๕ ก็คือในกลุ่มประกันสังคม อันนี้ก็เป็นข้อที่ไม่มีสิทธิในเกณฑ์ ของเราในเกณฑ์ของโครงการนะครับ อย่างไรก็ตามในกลุ่มที่ประกันสังคมนั้นในมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ นั้นถือว่าเป็นการสมัครใจซึ่งก็ได้รับสิทธิ แต่ส่วนมาตรการในกลุ่มมาตรา ๓๓ นั้นก็จะมีบางส่วนที่มีบัตรสวัสดิการ ก็คือเป็นแรงงาน ในระบบแล้วก็มีบัตรสวัสดิการด้วย อันนี้ก็ยังมีอยู่ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ นะครับ ส่วนที่เหลือ นั้นเราก็เปิดให้แรงงานนั้นสามารถที่จะลงทะเบียน ซึ่งก็จะไปเป็นอีกโครงการหนึ่ง โครงการ เรารักกัน ซึ่งก็อยู่ในระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีนะครับ เพราะฉะนั้นความแตกต่าง ตรงนี้ก็คือว่าวิธีการเราใช้เนกาทีฟลิสต์ (Negative list) เพื่อกรองกลุ่มคนให้เหลือ คนที่มีรายได้น้อยจริง ๆ นะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีในการโอนเงินในแบบที่เรา ไม่จ่ายเงินสดนะครับ แต่เหตุผลในการที่ไม่จ่ายเงินสดนั้นก็คือในเรื่องของการลดการสัมผัส เงินสด อันที่ ๒ ก็คือลดในเรื่องของการเดินทางที่จะต้องไปถอนเงินสด
ประการที่ ๓ ก็คือหลักการในเรื่องของการบรรเทาความเดือดร้อนจริง ๆ ก็คือว่าให้ใช้จ่ายในประเภทสินค้าและบริการที่จำเป็น อันนี้ก็ขออนุญาตว่าเมื่อมีกระเป๋าตังค์ ของรัฐบาลแล้วนี่ในอีกส่วนหนึ่งตัวเองก็มีกระเป๋าตังค์ของตัวเองก็ต้องมีวิธีการว่าบริหาร การใช้จ่ายเงินระหว่างเงินส่วนตัวกับเงินที่รัฐบาลให้ไปในครั้งนี้ ซึ่งในการคิดคำนวณว่า ครั้งนี้เราให้ ๒ เดือน เดือนละ ๓,๕๐๐ บาท ก็รวมกัน ๗,๐๐๐ บาท แต่การใช้เงินก้อนนี้ ก็สามารถใช้ไปจนถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคมได้นะครับ อันนี้ก็เป็นการที่ให้ประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนนั้นได้มีการวางแผนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ขออนุญาต ตอบคำถามในข้อแรกครับ