ณัฏฐพล แจงบริหารการศึกษาซับซ้อน ผลักดันบูรณาการ 4 แท่ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ชี้แจงการบริหารงานกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่แยกส่วน โดยเน้นการวางแผนร่วมกันในระดับจังหวัดตามบริบทท้องถิ่น และยกตัวอย่างการพัฒนาการศึกษาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต พร้อมย้ำความสำคัญของการร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ มาตอบคำถามของท่าน ส.ส. ขจิตร ชัยนิคม เรื่องการบริหารจัดการ ของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเรียนท่านขจิตรอย่างนี้ครับ ในการทำงานของ กระทรวงศึกษาธิการแตกต่างจากกระทรวงอื่น ๆ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี ๒๕๕๕ มีการแยกหน่วยงานออกไปเป็น ๕ หน่วยงาน ซึ่งตอนนั้นถ้าเทียบกับผู้บริหารก็จะมีซี ๑๑ อยู่ ๕ คน ซึ่งแตกต่างจากระทรวงอื่น ๆ หลังจากนั้นมาการบริหารจัดการ ในกระทรวงศึกษาธิการก็มีความยากลำบากครับ เพราะว่าในแต่ละหน่วยงานก็มีอำนาจ เป็นของตัวเอง ผู้บริหารมีตำแหน่งที่เท่าเทียมกัน แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจแนวทาง หรือแนวความคิด แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้การบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ มีความยากลำบากในการที่จะพูดคุยกันถึงการพัฒนาการศึกษาในส่วนรวม เมื่อผมเข้ามา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมก็พยายามทำให้ทั้ง ๔ แท่งนะครับ ซึ่งทางอุดมศึกษาได้แยกออกไปเป็นกระทรวงใหม่ พยายามทำให้ ๔ แท่งมีความเข้าใจ ร่วมกันว่าเรามีความจำเป็นต้องพัฒนาการศึกษาในรูปแบบบูรณาการ สามารถพูดคุยกันได้ สามารถวางแผนได้ในแต่ละจังหวัดครับ ในแต่ละจังหวัดมีบริบทการศึกษาที่ไม่เหมือนกัน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาครัฐก็จะมีทั้งอาชีวะ สายสามัญ แล้วก็โรงเรียนเอกชนต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัย ผมก็พยายามทำให้ผู้บริหารของกระทรวงนี่ครับมีความเข้าใจว่าถ้าหาก เราจะขับเคลื่อนไปทางใดในแต่ละจังหวัดต้องมีความสอดคล้องกันในเรื่องของนโยบาย เพื่อตอบโจทย์ของจังหวัดนั้น ๆ ฉะนั้นการทำงานนี่ถึงแม้ว่าจะมี ๔ แท่งมีอำนาจที่แตกต่าง กันไปนี่ อย่างน้อยต้องมีการพูดคุยกันหรือทำความเข้าใจกัน ขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ ท่านประธานถ้าหากเราคิดว่าประเทศไทยของเรามีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาทางด้านอาชีวะ ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าเราอยากจะผลักดันเรื่องนี้ให้มีมากขึ้นกว่าเดิม เราต้องมีโอกาสที่จะ ทำให้นักเรียนสายสามัญหรือว่าที่อยู่ในสังกัดของ สพฐ. มีความเข้าใจหรือว่ามีความอยาก ที่จะมาสายอาชีวะ ในอดีตที่ผ่านมานี่โอกาสที่โรงเรียนอาชีวะจะเข้าไปแนะแนวหรือว่าจะมี โอกาสในการที่จะเพิ่มนักเรียน ต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่ง่ายครับ แต่วันนี้เมื่อนโยบายหลัก ชัดเจนว่าประเทศต้องการอะไร ทุกแท่ง ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสายสามัญ สายอาชีวะ หรือสายเอกชนนี่ก็มีการพูดคุยกันว่า ถ้าเราจะขับเคลื่อนจังหวัดต่าง ๆ เราอยากจะยกระดับ รายได้ของจังหวัดเราต้องทำผ่านการศึกษาครับ ฉะนั้นวันนี้เราก็มีการเริ่มวางแผน แล้วก็ วางแนวทางว่าถ้าหากเราจะทำการบูรณาการในแต่ละจังหวัดนะครับ เราควรจะทำกัน อย่างไร ถึงเป็นที่มาที่ไปของการวางแผนบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการทำความเข้าใจระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องเอาความคิด ความขัดแย้งที่แตกต่างมารวมพลังกัน ซึ่งแน่นอนครับ เมื่อมีการพูดคุย กันทั้งจังหวัด ไม่ว่าจะหน่วยงานอยู่ในสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนัก สพฐ. สำนักอาชีวะ สำนักเอกชน สำนัก กศน. ก็ต้องมาพูดคุยกันว่าในแต่ละจังหวัดนั้น ๆ ความต้องการหรือแนวโน้มจะเป็นอย่างไร ขออนุญาตยกตัวอย่างที่จังหวัดภูเก็ตนะครับ ถ้าหากจังหวัดภูเก็ตเรามีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้น ๆ ของโลกนี่การศึกษาทั้งหมดต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการที่จังหวัดภูเก็ตจะเป็น เมืองท่องเที่ยวลำดับต้น ๆ นี่คือการพูดคุยกันเท่านั้นครับ เมื่อมีการพูดคุยและเห็นด้วยว่า ระดับผู้บริหารมีความเข้าใจตรงกันนี่ ผมก็ยกตัวอย่างว่า ถ้าหากเราไปทำที่จังหวัดภูเก็ตนี่ เราจะทำกันอย่างไร ซึ่งแน่นอนก็คงมีคนถามในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจเดี๋ยวผมจะอธิบาย ในช่วงนั้นอีกทีหนึ่ง แต่เมื่อมีความเข้าใจแล้วนี่ ผมก็ตั้งคณะทำงานครับ จริง ๆ ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการผมตั้งใครก็ได้ครับ ผมตั้ง นาย ก นาย ข นาย ค ขึ้นมา แล้วแยกไปทำงานในแต่ละจังหวัดก็ได้ครับ แต่ผมเห็นความสำคัญของบุคลากรทางการศึกษา ผมเห็นความตั้งใจ ความมั่นใจที่เราจะสามารถรวมพลังเพื่อการศึกษาในแต่ละจังหวัดได้ครับ โดยที่การทำงานเบื้องต้นนี่ ทางสำนักงานเขตพื้นที่ได้ทำงานอย่างหนักในการที่จะวางแผน เบื้องต้นครับ แต่ทั้งหมดก็คือแผนครับ ไม่ใช่การรวบอำนาจหรือว่าการที่จะเอาอำนาจจาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมา เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าในจังหวัดหนึ่งถ้าหากว่าเราอยากจะพัฒนาเรื่อง การศึกษา เราควรจะพัฒนาในรูปแบบไหน โรงเรียนอาชีวะอาจจะต้องเพิ่มขึ้นไหม โรงเรียน คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นมัธยมหรือประถมนี่มีความจำเป็นที่จะต้องมีมากขึ้นไหม เพราะในอดีต ที่ผ่านมาเรามีโรงเรียนครับ แต่โรงเรียนคุณภาพอาจจะยังไม่ได้ตามเป้าหมายที่เราวางเอาไว้ ฉะนั้นคำสั่งนี้เป็นคำสั่งตั้งคณะทำงานติดตามงานที่ทาง สพฐ. ได้ทำมาอย่างหนักครับ แล้วก็ มานั่งพูดคุยกันว่า ถ้าหากว่าเราทำร่วมกันแล้วจะมีผลกระทบอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู ประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียนในจังหวัดนั้น ๆ โดยคำนึงถึงว่า เราต้องให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับนักเรียนครับ นี่คือที่มาที่ไป ของความคิดในการที่จะบูรณาการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในแต่ละจังหวัดครับ คำสั่งที่ ๑๑/๒๕๖๔ ออกตามมาตรา ๑๒ พ.ร.บ. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการกำหนดว่า กระทรวงศึกษาธิการมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในกระทรวงศึกษาธิการให้สอดคล้อง กับนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือที่ ครม. กำหนด หรืออนุมัติ โดยจะให้มี รัฐมนตรีช่วยว่าการเป็นผู้ช่วยสั่ง และปฏิบัติราชการก็ได้ครับ ฉะนั้นเป็นการทำงาน ความพยายามที่จะบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยรวมพลังของทุก ภาคส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ และวันนี้จากการที่หลาย ๆ ท่านลงไปร่วมทำงานกันครับ ไม่ว่าจะมาจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนัก สพฐ. สำนักงานอาชีวศึกษา ทุกคนมีกำลังใจครับที่เห็นแสงสว่างว่าเราจะสามารถขับเคลื่อนการศึกษาไปได้ในแนวทางที่ เป็นประโยชน์ต่อจังหวัด และที่สำคัญยกระดับรายได้ของพี่น้องประชาชน และให้ความรู้กับ นักเรียน เมื่อสักครู่ท่านพูดนิดหนึ่งครับ ท่านพูดว่าคำสั่งนี้มีแนวโน้มจะทำให้ศึกษาธิการ จังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่เป็นความจริงครับ คำสั่งนี้บูรณาการเพื่อให้ทำงานร่วมกัน ทำแผนออกมา เป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีเท่านั้นครับ พ.ร.บ. การศึกษา ใช่ครับ เรายัง ไม่มีบทสรุป แต่วันนี้อยู่ที่กฤษฎีกาแล้วครับ หวังว่าเราใช้เวลาในช่วงปิดสภาแล้วนำเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่เข้าสู่สภาได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยคำนึงถึงร่างที่ได้นำเสนอ โดยผู้แทนของคุณครูเอาเข้ามาพิจารณาด้วย ฉะนั้นกระบวนการการปฏิรูปการศึกษากำลัง ขับเคลื่อนครับ และมีความเป็นเอกภาพในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรครับ มีผู้ที่เห็นต่าง ขัดแย้งแน่นอน แต่วันนี้ผมคิดว่าความเห็นต่างนั้นอยู่ในบริบทที่สามารถบริหารจัดการได้ ถ้าทุกคนเห็นในการขับเคลื่อนครั้งนี้เพื่อประโยชน์ของจังหวัด เพื่อประโยชน์ของนักเรียน นักศึกษาในจังหวัดนั้น ๆ และที่สำคัญที่สุดครับ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ขอบคุณครับ