ภาสกร เงินเจริญกุล แสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายจราจรทางบก โดยเสนอให้ทบทวนข้อกำหนดความเร็วให้สอดคล้องกับสภาพจริงและปัจจัยความปลอดภัยที่หลากหลาย รวมถึงตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจของเจ้าพนักงานในการตรวจพิสูจน์บุคคลต้องสงสัย โดยเฉพาะกรณีผู้ประสบเหตุหมดสติ พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรอบคอบ อีกทั้งยังกังวลต่อการปรับอัตราโทษที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 4 เท่า ซึ่งอาจเป็นภาระเกินควรต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย จึงเสนอให้ทบทวนและเน้นการสร้างวินัยและความเข้าใจในกฎหมายมากกว่าการใช้โทษหนักเป็นเครื่องมือบังคับใช้
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ภาสกร เงินเจริญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับที่อนุญาตให้ผมได้แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คือผมคงแสดงความคิดเห็น ในไม่กี่ประเด็นครับ เพราะว่าเพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปรายไปมากแล้วนะครับ การปรับปรุง กฎหมายการจราจรผมว่ามันนานมาก อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แต่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอยากให้มองเรื่องของปัจจุบัน อนาคต และวิถีชีวิตที่เขาดำรง อยู่และเป็นจริง แต่ไม่ใช่การปรับปรุงกฎหมายตามสิ่งที่ท่านคิด ซึ่งบางครั้งในโลก แห่งความเป็นจริงอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ยกตัวอย่างเช่น ณ วันนี้ผมเห็นเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วนะครับ เรื่องการชิดซ้ายก็มี เรื่องความเร็ว บรรทุกน้ำหนักเกิน ก็แล้วแต่ แต่อยากจะไฮไลต์ (Highlight) เรื่องหนึ่งคือเรื่องของความเร็ว ๘๐-๙๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ซึ่งกฎหมาย ณ วันนี้ คือสมรรถนะรถ ณ วันนี้ทำอย่างไรก็ขับเกินครับ ด้วยถนน ถ้าเรามามองถึงเรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่หมายความว่าการขับรถเร็วหรือขับรถช้าจะทำให้ ไม่ปลอดภัยหรือปลอดภัย ความปลอดภัยในการขับรถ หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมันมี หลายปัจจัย ความเร็วเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้นะครับ ถนนก็มีส่วน ไฟสัญญาณ ป้ายสัญญาณต่าง ๆ พวกนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ทั้งนั้น อยากให้ลอง ไปทบทวนตรงนี้นิดหนึ่งว่าความเร็วพวกนี้มันปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้ไหม ในเมืองนอก จากที่ท่านมาให้ดูก็มีหลายประเทศครับ ๑๔๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็มี ๑๒๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมงก็มี เปิดโอเพน (Open) ก็มี ฉะนั้นมันควรจะต้องมีหลากหลายความเร็วในภาวะ ของถนนที่ไม่เหมือนกันนะครับ บางเส้นท่านก็ต้องเปิด ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ๑๔๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือบางท่านก็ต้องเปิด ณ วันนี้มีประชาชนเยอะแยะมากมาย วิ่งขวาด้วยความเร็ว ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงตลอดเลย คนอื่นก็แซงไม่ได้ เขาอาจจะคิดว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายก็ได้ เขาวิ่ง ๘๐-๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง คนอื่นจะแซงก็แซงไม่ได้ครับ รถก็ติดกันยาวไปหมด อันนี้เป็นปัจจัยหนึ่ง ฝากรบกวนพิจารณาด้วยนิดหนึ่ง
อีกอันหนึ่งคือมาตรา ๖ ผมเห็นว่าเจ้าพนักงานสามารถตรวจสอบ มีอำนาจ ที่จะสั่งให้แพทย์ทำการตรวจพิสูจน์บุคคลที่คิดว่าทำผิดตามมาตรา ๔๓ นะครับ อันนี้ต้องดู เหมือนกันในภาวะตรงนั้นว่าผู้ที่เกิดอุบัติเหตุแล้วเกิดหมดสติ ภาวะเขาควรจะได้รับการตรวจ หรือเปล่า เพราะเราห่วงถึงสุขภาพอนามัยของผู้ที่ถูกตรวจ ต้องฝากดูตรงนี้นิดหนึ่ง
อีกข้อหนึ่งที่อยากจะให้ดูครับ ก็คือหน้า ๗ มาตรา ๑๘ ให้ยกเลิกอัตราโทษ มาตรา ๑๔๗ มาตรา ๑๔๙ มาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๓ มาตรา ๑๕๕ และมาตรา ๑๕๘ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ คือผมมองว่าอัตราโทษไม่ได้หมายความว่า เราปรับแพงขึ้นแล้วคนจะทำตามนะครับ แล้วท่านปรับอัตราถ้าเฉลี่ยก็คือเพิ่มขึ้นประมาณ ๔ เท่าคือ ๔๐๐ เปอร์เซ็นต์ มาตรา ๑๕๗ จาก ๒๐๐ บาท ท่านก็ปรับเป็น ๕๐๐ บาท มาตรา ๑๔๙ จาก ๕๐๐ บาท ก็เป็น ๒,๐๐๐ บาท มาตรา ๑๕๑ จาก ๒๐๐-๕๐๐ บาท ก็เป็น ๕๐๐-๒,๐๐๐ บาท มาตรา ๑๕๓ จาก ๑,๐๐๐ บาท ก็เป็น ๔,๐๐๐ บาท มาตรา ๑๕๕ จาก ๑,๐๐๐ บาท ก็เป็น ๒,๐๐๐ บาท มาตรา ๑๕๘ ก็เป็นไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท จาก ๒,๐๐๐ บาทนะครับ อันนี้อยากจะชี้ให้เห็นแบบนี้ครับว่าการระบุอัตราโทษให้สูงขึ้นในบางอันก็อาจจะไม่เห็นด้วย เพราะว่าประชาชนทุกคนไม่ได้มีรายได้สูงหมด การปรับอัตราโทษที่สูงขึ้นก็เป็นภาระกับผู้ที่ ทำเหมือนกัน แต่ถึงเขาจะทำผิดนะครับ แต่เขาก็ต้องมีภาระที่จะใช้จ่ายในครอบครัว แล้วก็ เป็นตัวที่ทำให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหมือนกันตัวหนึ่ง ฉะนั้นอยากจะมองว่าลองดูนิดหนึ่งว่า อัตราโทษพวกนี้มันปรับได้ไหม ยกตัวอย่างเช่นถ้ามาตรา ๑๔๗ กับมาตรา ๑๕๓ เข้าใจว่า เกี่ยวกับแท็กซี่ แท็กซี่ ถ้าเป็นมาตรา ๑๕๓ บอกว่าแท็กซี่ เหมือนว่าจะต้องจดในสถานที่ ที่กำหนดให้ ในความเป็นจริงมันไม่มีแล้วมันยากมาก ณ วันนี้การประกอบรถสาธารณะมันก็ เปลี่ยนไป ไม่ได้มีแท็กซี่ อย่างเดียว มีแกร๊บ (Grab) มีอะไรกันเต็มไปหมดเลย รถจักรยานยนต์ ฉะนั้นก็ต้องมองในสภาพองค์รวมว่าการปรับอัตราโทษแบบนี้มันเข้ากับ เหตุการณ์ ณ ปัจจุบันแล้วมันสามารถทำได้ไหม ก็ฝากลองพิจารณาเรื่องอัตราโทษนิดหนึ่งว่า ขึ้น ๔ เท่านี่อย่างไร ซึ่งถ้ามองกลับไปอีกมุมหนึ่งสมมุติว่าอัตราขึ้น ๔ เท่า โดยปกติมันมี รางวัลนำจับ เท่ากับว่ารายได้ท่านก็เพิ่ม ๔ เท่าเช่นกัน ลองมองอีกมุมหนึ่งเหมือนกันว่า มันสามารถดูตัวเลขตรงไหนที่ให้มันได้ แล้วก็คนที่ไม่ยอมเสียค่าปรับ มันมีมาตราหนึ่งที่ว่า ส่งใบสั่งไปแล้วปรับ ๑,๐๐๐ บาท แต่ไม่มาจ่ายตามระยะเวลาจาก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งบางครั้งมันไม่ได้หมายความว่าเขาอาจจะไม่จ่ายแต่ที่อยู่ที่ท่านส่งไป เขาอาจจะไม่ถึงก็ได้ ก็มีหลายปัจจัย ก็ต้องฝากดูนิดหนึ่ง ทีนี้ผมก็เลยมองว่าการออกกฎหมาย บางครั้งยังมีความสำคัญน้อยกว่าการให้ความรู้แก่ประชาชนแล้วก็สร้างวินัยการจราจร พวกการให้ความรู้และการสร้างวินัย การเคารพสิทธิคนอื่น จะมาพร้อมกับการเคารพ กฎหมายมากกว่าการที่เราจะออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้แล้วให้คนปฏิบัติตาม ก็ขอแสดง ความคิดเห็นเท่านี้ ขอบพระคุณครับ