ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ หารือปัญหานโยบายภาษียาสูบที่ส่งผลให้บุหรี่ต่างชาติและบุหรี่เถื่อนครองตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่บุหรี่ไทยและเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างภาษีอย่างเหมาะสมและดำเนินมาตรการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน
โดยจากปี ๒๕๖๐ บุหรี่ต่างชาติครองตลาดเพียง ๒๐.๙๔ เปอร์เซ็นต์ จนถึงปี ๒๕๖๒ สามารถครองตลาดได้ ๔๑.๗๖ เปอร์เซ็นต์ มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นถึง ๙๙.๔๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนบุหรี่ไทย ของการยาสูบแห่งประเทศไทยจากที่ปี ๒๕๖๐ สามารถครองตลาดได้ถึง ๗๙.๐๖ เปอร์เซ็นต์ แต่ในปี ๒๕๖๒ เหลือส่วนแบ่งการตลาดเพียง ๕๘.๒๔ เปอร์เซ็นต์ เสียส่วนแบ่งการตลาดไป ๒๖.๓๓ เปอร์เซ็นต์จากที่เคยครองตลาดเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอดครับ และกำไร ของการยาสูบแห่งประเทศไทยหดหายไปอย่างน่าใจหายครับ จากที่เคยได้ ๙,๓๔๓.๓๓ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๐ เหลือเพียง ๘๔๓.๖๑ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๑ หรือลดลงถึง ๙๑ เปอร์เซ็นต์ และตกลงอย่างต่อเนื่องครับ เหลือเพียง ๕๑๓.๓๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๒ หรือลดลงคิดเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๖๐ ถ้าเป็นการทำธุรกิจแบบนี้ก็เรียกว่าการยาสูบแห่งประเทศไทย เจ๊งนั่นเองครับ ท่านประธานครับ ในขณะที่ยอดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบมีแนวโน้มลดลง แต่จำนวนผู้สูบบุหรี่ของประเทศไทยไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสัดส่วนที่ ๑๙-๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๑๑ ล้านคนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จากกราฟแสดงให้เห็นว่า จากการดำเนินนโยบายภาษีดังกล่าว แนวโน้มจำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่สอดคล้องกับปริมาณตลาด ที่ลดลง ทำให้คาดการณ์ได้ว่าผู้บริโภคหันไปซื้อบุหรี่ผิดกฎหมายจำนวนมากขึ้นครับ ดังนั้น เจตนารมณ์ที่คิดว่าจะดี แต่ไปใช้วิธีที่ผิด คือไม่คิดอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบ อย่างรอบด้าน จึงบังเกิดผลเป็นการลบล้างเจตนารมณ์ท่านประธานครับ เมื่อยอดขายบุหรี่ไทย หดหายไปเป็นจำนวนมาก ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงที่ถูกลืมก็คือเกษตรกรไทยชาวไร่ยาสูบครับ ถึงปัจจุบันนี้ชาวไร่ยาสูบได้ถูกลดโควตารับซื้อใบยาสูบลงประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มา ๓ ฤดูการผลิตแล้ว โครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในฤดูการผลิต ๒๕๖๑/๒๕๖๒ จำนวน ๑๓๓ ล้านบาท สำหรับเกษตรกร ๑๕,๐๐๐ ราย เป็นเพียง การประทังความเดือดร้อนชั่วคราวที่ไม่พอเพียงครับ แล้วการชดเชยให้ชาวไร่ยาสูบ อันน้อยนิดนี้หลายรายก็ยังไม่ได้รับครับ ถึงแม้ว่าจะได้มีการรวมกลุ่มของภาคีชาวไร่ยาสูบ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยรายได้ที่หายไปนาน ๓ ปี กลับไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา อย่างจริงจัง และยัดเยียดให้ชาวไร่หันมาปลูกพืชทดแทน ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด หรือมันสำปะหลังโดยเกษตรกรไม่ได้มีความรู้อย่างแท้จริงเกี่ยวกับเกษตรกรรมนั้นครับ แล้วไม่ตอบโจทย์ผลกำไรเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกยาสูบ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ต่อไป อนาคตของอุตสาหกรรมยาสูบไทยและชาวไร่ยาสูบจะเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงบอกแล้วว่าผลงานทางด้านสุขภาพก็ไม่เข้าเป้า บุหรี่ต่างชาติครองตลาดเพิ่มขึ้น บุหรี่เถื่อนก็เกลื่อนเมือง ภาษีที่เก็บได้ก็มีแนวโน้มลดลง แถมอนาคตของชาวไร่ยาสูบก็มา สุ่มเสี่ยง นี่คือผลกระทบของนโยบายภาษียาสูบที่ประเทศไทยใช้มาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๐ ครับ การปรับขึ้นภาษียาสูบในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นการปรับขึ้นในคราวเดียวที่สูงมาก บุหรี่ส่วนใหญ่ปรับขึ้นราคา เมื่อการปรับขึ้นราคาบุหรี่สูงเกินกว่าการเจริญเติบโตของรายได้ มากเกินไป จึงกดดันและสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปหาสินค้าทดแทนที่ถูกกว่า และสามารถหาได้โดยง่าย ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย อีกทั้งความเหลื่อมล้ำจาก การเก็บภาษี ๒ อัตรา ทำให้ผู้ผลิตหันมาแข่งขันกันในตลาดบุหรี่ระดับล่างเพิ่มขึ้น เพื่อให้อยู่ในฐานภาษีที่เก็บในอัตราที่ต่ำกว่า ท่านประธานครับ และกำหนดการใช้อัตราภาษี ตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ ๔๐ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ ที่จะมาถึงนี้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ ก็คาดการณ์ได้ว่าจะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบ ให้หนักเข้าไปอีกครับ ท่ามกลางความขัดแย้งและข้อเสนอของฝ่ายต่าง ๆ เราควรจะปรับ โครงสร้างภาษียาสูบอย่างไรให้เหมาะสมกับประเทศไทย นโยบายภาษียาสูบของไทย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนและสภาแห่งนี้ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปมี บทบาท และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติ จากที่ผมได้กล่าว มาทั้งหมด เห็นได้ชัดว่านโยบายภาษียาสูบของประเทศไทยนั้นไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับ ประสบการณ์ของต่างประเทศและแนวทางสากล หลักการที่ควรจะเป็นก็คือเราไม่ควรใช้ นโยบายภาษีแบบแข็งกร้าวเพื่อลดจำนวนผู้สูบบุหรี่โดยละเลยผลกระทบในด้านอื่น ๆ การขึ้นภาษียาสูบก็ควรจะต้องขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของกำลังซื้อ โดยมีสัดส่วน ที่เหมาะสมต่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ แต่ไม่ควรจะสร้างภาระภาษีที่สูงจนเกินไป ควรจะต้องมีแผนการระยะยาวที่ชัดเจนสำหรับการขึ้นภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เป็น ภาษีอัตราเดียวในที่สุด ขณะเดียวกันจะต้องมีมาตรการที่ได้ผลในการปราบปรามบุหรี่เถื่อน รวมทั้งจะต้องมีแนวทางการปลูกพืชทดแทนที่เป็นความหวังที่เป็นจริงได้สำหรับชาวไร่ยาสูบ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวและรัฐบาลก็ควรที่จะต้องสนับสนุนเรื่องนี้ อย่างเต็มที่ครับ ท่านประธานครับ เราต้องไม่ลืมว่าทุกภาคส่วนในสังคมไทยต่างมีความสำคัญ นโยบายที่มุ่งหวังให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นก็ไม่ควรจะต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยากของคนไทย มากมาย อย่างเช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ยาสูบครับ ขอบคุณครับ