ณธีภัสร์ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบภาษีบุหรี่ไฟฟ้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ หารือถึงผลกระทบของนโยบายจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ทั่วไปที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศ ชี้ว่าการจัดเก็บภาษีที่ไม่รัดกุมส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ เปิดช่องให้บุหรี่ต่างชาติและบุหรี่เถื่อนขยายตลาด จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

นางสาวณธีภัสรแ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมได้ขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต บุหรี่ซิกาแรต่ต่อเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและอุตสาหกรรมยาสูบของประเทศไทย

สืบเนื่องมาจากเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและอุตสาหกรรมยาสูบของประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศไทยใช้นโยบายการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบ เพื่อควบคุมอัตราการสูบบุหรี่ และมีเปูาหมายในการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลง ในช่วง ต้นปี ๒๕๖๐ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลบังคับใช้ ในวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ และกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัด อัตราภาษีสรรพาสามิต ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสําหรับ ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต่ โดยเก็บจากทั้งตามปริมาณและตามมูลค่าภาษีตามปริมาณนั้น เก็บในอัตรา ๑ บาท ๒๐ สตางค์แต่อมวล ส่วนภาษีที่เก็บตามมูลค่า แบ่งออกเป็น ๒ อัตรา คือ บุหรี่ซิกาแรตที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกินซองละ ๖๐ บาท เก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๒๐ ของมูลค่า และบุหรี่ซิกาแรต่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเกินซองละ ๖๐ บาท เก็บในอัตรา ร้อยละ ๔๐ ของมูลค่า เป็นเงื่อนไขให้บุหรี่ต่างประเทศบางยี่ห่อใช้กลยุทธแทางการตลาด เข้าแข่งขันทางด้านราคา โดยลดราคาขายปลีกและนำลงมาไม่เกินซองละ ๖๐ บาท ส่งผลให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกับบุหรี่ในประเทศไทย การยาสูบแห่งประเทศไทย มีเสียส่วนแบ่งของตลาดบุหรี่ภายในประเทศไปเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นได้จากกำไร้สุทธิ ในปี ๒๕๖๐ มี ๙,๓๔๓.๓๓ ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง ๘๔๓.๑ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๑ และ ๕๑๓.๓๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๒ ยอดขายที่ลดลงอย่างมากและรวดเร็ว ทำให้การยาสูบ แห่งประเทศไทยปรับลดโควตารับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรในฤดูการผลิต ปี ๒๕๖๑/๒๕๖๒ และปี ๒๕๖๒/๒๕๖๓ ลงร้อยละ ๔๓ จากโควตาการรับซื้อใบยาสูบ ของปีก่อนทำให้ชาวไร่ยาสูบประสบความเดือดร้อนอย่างหนักจากการขาดรายได้ที่เคยมี อีกทั้งอุตสาหกรรมยาสูบของไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน แต่จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มี ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับปัญหาดังกล่าว ดังนั้นวันนี้ผมจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบจาก การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรต่ต่อเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและอุตสาหกรรมยาสูบ ของประเทศไทย ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ส่วนเหตุผล ผมจะได้ชี้แจงต่อไปครับ

ท่านประธานครับ เหตุที่ผมต้องขอให้เสนอญัตติเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการ ศึกษาเรื่องนี้นั้น เป็นเพราะว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายภาษีที่ไม่รัดกุม ส่งผลให้ประเทศนั้น สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก และกระทบถึงชาวไร่ชาวสูบที่กำลังจะอดตายเพราะนโยบาย ที่ไม่รัดกุมและไม่ใส่ใจของรัฐบาลครับ ท่านประธานครับ ตั้งแต่พระราชบัญญัติภาษี สรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ และกฎกระทรวงฉบับต่าง ๆ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงต่อตลาดบุหรี่ ในประเทศไทย ส่งผลกระทบทางลบอย่างชัดเจน ในขณะที่ผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวัง กลับไม่เกิดขึ้นจริง ท่านประธานครับ ด้วยเจตนารมณ์เริ่มแรกของกรมสรรพสามิตในการปฏิรูป โครงสร้างภาษีใหม่ให้มีความทันสมัย โปร่งใส เป็นสากล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุหรี่ มีราคาสูงขึ้น และทำให้สามารถลดการบริโภคยาสูบของประชาชนในประเทศ และคาดว่า จะสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้สูงขึ้น จึงมีวิธีการเก็บภาษีแบบใหม่ โดยกำหนดให้เก็บ จากทั้งตามปริมาณและมูลค่า โดยตามปริมาณ เก็บมวนละ ๑ บาท ๒๐ สตางค์ แต่ปัญหา มาอยู่ที่การเก็บภาษีตามมูลค่าครับท่านประธาน เพราะไปเก็บเป็น ๒ อัตรา แทนที่จะเก็บ เป็นอัตราเดียวตามหลักสากลตั้งแต่แรก ท่านประธานครับ การเก็บภาษีตามมูลค่า เป็น ๒ อัตรานั้น ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ กำหนดให้เก็บตามมูลค่าร้อยละ ๒๐ สำหรับบุหรี่ ที่มีราคาขายปลีก ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกินซองละ ๖๐ บาท และเก็บภาษีร้อยละ ๔๐ สำหรับบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเกินซองละ ๖๐ บาท ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภาษี ทำให้บุหรี่แพงขึ้นอย่างก้าวกระโดด กดดันให้ผู้บริโภคหันไปหาสินค้าทดแทนที่มีราคาต่ำกว่า เช่น ยาเส้น หรือบุหรี่เถื่อน และเงื่อนไขที่ทำให้บุหรี่กลุ่มตลาดระดับล่างมีภาระภาษี ที่น้อยกว่า ประกอบกับความไม่รัดกุมของข้อกฎหมาย จึงทำให้บุหรี่ต่างชาติใช้วิธีการกำหนด ราคาเพื่อแข่งขันในตลาดอย่างรุนแรง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของกลุ่มบุหรี่ ตลาดล่าง ซึ่งเดิมทีเคยเป็นของการยาสูบแห่งประเทศไทย ด้วยการประกาศลดราคาขายปลีก แนะนำ จากเดิมที่สูงกว่า ๖๐ บาท ลงมาที่ราคา ๖๐ บาท ตัวอย่าง เช่น มีบุหรี่ต่างชาติ ตราหนึ่งปรับลดราคาขายปลีกเหลือซองละ ๖๐ บาท จากเดิมที่เคยขายอยู่ ๙๘ บาท เพื่อให้ จ่ายภาษีในอัตราร้อยละ ๒๐ ทำให้จากการที่เคยเสียภาษีอยู่ซองละ ๕๕ บาท ๕๑ สตางค์ เหลือจ่ายภาษีเพียง ๓๕ บาท ๒๑ สตางค์ ทำให้เราเก็บภาษีจากบุหรี่ต่างชาติตรานี้ลดลงถึง ซองละ ๒๐ บาท ๓๐ สตางค์ หรือเก็บภาษีได้ลดลงถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ การดำเนินนโยบายที่ไม่รัดกุมนี้ทำให้เกิดการเลื่อนไหล ทั้งจากฝั่งผู้ผลิตและฝั่งผู้บริโภคครับ เป็นการเลื่อนไหลที่เกิดจากกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนดเอง แต่ไปเข้าทางของถูก ของเถื่อน และของต่างชาติครับ กล่าวคือมีการลักลอบขายและบริโภคบุหรี่เถื่อนมากขึ้น และบุหรี่ต่างชาติ ช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดไปเป็นจำนวนมาก