ญาณธิชา บัวเผื่อน หารือปัญหาช้างป่าในจันทบุรี โดยชี้แจงสาเหตุการเกิดปัญหาและเสนอให้รัฐเร่งเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานอาสาผลักดันช้าง และยืนยันว่าการแก้ปัญหาด้วยรั้วกั้นหรือคูน้ำไม่ได้ผลอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องงบประมาณสนับสนุนและระเบียบท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาช้าง พร้อมทั้งเชิญชวน พลเอก ประวิตร ให้ร่วมลงพื้นที่สังเกตการณ์โดยไม่มีผู้ติดตาม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๓ พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะ ในเขตของดิฉันมี ๔ อำเภอ ก็คืออำเภอโป่งน้ำร้อน อำเภอสอยดาว อำเภอมะขาม และอำเภอขลุง ๔ อำเภอนี้เป็นอำเภอที่มีปัญหาเรื่องช้างป่าครบทั้ง ๔ อำเภอ เลยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่าปัญหาช้างป่า หมายความว่าคนเข้าไปบุกรุกป่าหรือเปล่า เข้าไปแย่งที่อยู่อาศัยของช้างหรือเปล่านะคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าจริง ๆ แล้วในพื้นที่จริง ๆ ปัญหาเรื่องช้างป่าคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ติดกับ เขตป่า ๓๐-๔๐ ปีที่แล้วเขาบอกว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องช้างป่าค่ะท่านประธาน ช้างป่านี่เพิ่งจะ มามีปัญหาเมื่อประมาณ ๕-๖ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัญหามาก ๆ คิดว่ามันมีมาจากหลายสาเหตุค่ะ ท่านประธาน คือพื้นที่อยู่อาศัยของช้างอาจจะถูกทำลาย อาหารในป่าอาจจะไม่ได้สมบูรณ์ ไม่มีแหล่งน้ำ เกิดปัญหาความแห้งแล้ง ช้างป่าอาจจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว คือดิฉันคิดว่าเราควรที่จะมีการนับจำนวนช้างป่าอย่างจริง ๆ จัง ๆ นะคะว่าในพื้นที่จริง ๆ แล้ว มีช้างป่าอยู่ประมาณเท่าไร ปัญหาช้างป่าก็สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตที่มีปัญหาช้างป่าอยู่เป็นประจำ เราก็ได้ยินข่าวมากมายว่า มีช้างเหยียบคนตาย ทำลายพืชสวนไร่นา แล้วก็ทรัพย์สินของชาวบ้าน ชาวบ้านที่อยู่ในเขต พื้นที่ที่มีปัญหาช้างป่า มีความวิตกหวาดกลัวมากนะคะท่านประธาน ดิฉันได้ลงไปหาข้อมูล ปัญหานี้หลายครั้ง ได้พบ ได้พูดคุยกับชาวบ้าน ท่านประธานคะ ถ้าเกิดว่าเราให้ความใส่ใจ แล้วก็มองเข้าไปถึงลึก ๆ ของจิตใจของชาวบ้านจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้มีความรังเกียจช้างป่า เลยนะคะ มิหนำซ้ำก็มีความผูกพันกับช้างป่าด้วย แต่ปัญหาที่เขาเจอมันน่าเห็นใจมากค่ะ ชาวบ้านเล่าไปน้ำตาคลอไปนะคะ เพราะว่าพืชผลไร่นาของเขาถูกทีร้าย คำพูดที่บอกว่า คนกับช้างต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ ดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วคงอยู่ด้วยกันได้ค่ะ แต่ไม่ใช่คนกับช้าง อยู่ร่วมกันนะคะ มันต้องมีขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจน ดิฉันอยากจะให้คิดค่ะว่าถ้าสมมุติเราบอกว่า คนกับช้างต้องอยู่ร่วมกันได้ ดิฉันอยากจะลองชวนให้ลองไปอยู่ร่วมกันในพื้นที่ที่มีปัญหา เรื่องช้างป่า ดิฉันมั่นใจค่ะว่าทุกคนไม่ได้อยากจะอยู่แบบนั้น ดิฉันเป็น ส.ส. คนหนึ่ง ที่เข้าไปร่วมกับจิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่าอยู่บ่อยครั้งนะคะ ดิฉันเข้าใจว่ามันมีความเสี่ยง มันมีความน่ากลัวค่ะท่านประธาน มีอยู่ครั้งหนึ่งนะคะที่ดิฉันกลับจากสภาไปถึงจันทบุรี ประมาณ ๕ ทุ่ม แล้วก็ได้ข่าวว่ามีช้างหลุดเข้ามาอยู่ในตัวเมือง ซึ่งดิฉันก็เข้าไปสังเกตการณ์ ปรากฏว่าท่านประธานคะ วันนั้นดิฉันต้องวิ่งหนีช้างค่ะท่านประธาน ขึ้นไปอพาร์ตเมนต์ (Apartment) ชั้น ๒ คือพูดง่าย ๆ เลยนะคะ บอกว่าใส่ตีนหมาวิ่งหนีช้างเลยก็ได้ค่ะ มันน่ากลัวมาก แล้วแบบคือมันตัวใหญ่มาก คืออาสาผลักดันช้างก็บอก ส.ส. วิ่ง ๆ ดิฉันก็วิ่งค่ะ ท่านประธาน แล้วก็ตีสามช้างก็ยังอยู่ในเมืองค่ะ ก็ปรากฏว่าต้องขึ้นรถเพราะว่าต้องผลักดัน ให้เขากลับเข้าป่าใช่ไหมคะ ก็ขึ้นรถไปกับอาสาผลักดันช้าง แล้วก็ปรากฏว่าช้างก็เข้าไปอยู่ในนั้น มันจะมีพื้นที่ว่างประมาณ ๑๐๐ ตารางวา เขาก็เข้าไปอยู่ในนั้น แล้วก็ไม่เห็นตัวนะคะ แต่โผล่มาอีกทีหนึ่งคือแบบใกล้รถแล้วอะไรอย่างนี้ค่ะ คือดิฉันยืนยันว่าช้างกับคนไม่สามารถ อยู่ด้วยกันได้นะคะ มันน่ากลัวมาก การแก้ปัญหาในปัจจุบันไม่ได้ตอบโจทย์นะคะ ท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นการขุดคูกันช้าง หรือว่ารั้วกั้นช้าง มันกันได้แค่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง แล้วทางอาสาผลักดันช้างก็บอกดิฉันว่าทำได้แป๊บเดียวมันก็พังแล้ว แล้วก็ช้างนี่ ฉลาดมาก เขาสามารถที่จะล้มไม้ เอาไม้เป็นสะพานเดินข้ามผ่านไม้มาเลย แล้วก็ขึ้นมา อย่างนี้ค่ะ แล้วก็ในบางที่ที่แบบหน่วยงานของรัฐไปทำรั้วไฟฟ้ากันช้างไว้อย่างนี้ค่ะ เขาก็เอา ดินโคลนพ่นตัวเองแล้วก็เดินลุยออกมา ก็เลยคิดว่าการทำคูกันช้างหรือรั้วกั้นช้าง ถ้าทำแล้ว มันพังอย่างนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาเลย มิหนำซ้ำเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วยนะคะ มันเป็นการแก้ไขเชิงจิตวิทยาเท่านั้นว่าดีกว่าที่ไม่ทำอะไรให้กับชาวบ้านเลย เพราะว่าถ้าไม่ทำ อะไรเลยก็จะโดนด่าใช่ไหมคะ ดิฉันอยากจะเสนออย่างนี้ค่ะ ไม่แน่ใจว่าชุดอาสาผลักดันช้างเป็นคนของใคร อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานไหน ใช่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชไหม คือมันไม่มีงบซัปพอร์ต (Support) พวกเขาเลยสักอย่างเดียวนะคะ ค่าน้ำมัน ค่าโน่น ค่านี่ ค่าอาหาร ค่าน้ำดื่ม เขาต้องออกกันเอง ดิฉันจึงคิดว่าวิธีการแก้ไขปัญหาที่มันสมควรทำ อย่างเร่งด่วนที่สุดเลยก็คือ ๑. เราต้องพูดถึงเรื่องการเยียวยาก่อน ดิฉันก็ได้ไปคุยกับ หน่วยงานของรัฐหลาย ๆ ที่ เขาก็เสนอว่าจริง ๆ แล้วมันควรแยกภัยจากช้างออกมาจาก ภัยอื่น ๆ หรือว่าภัยจากอุทกภัย วาตภัย หรือไฟไหม้ แล้วก็กำหนดค่าชดเชย ค่าเยียวยาใหม่ ไม่ใช่ใช้รวมกับภัยอื่น ๆ เหมือนเดิมที่มันจะได้เงินเยียวยา ๑,๖๙๐ บาทต่อไร่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องตั้ง งบสนับสนุนให้กับอาสาผลักดันช้าง แล้วก็ต้องทำให้กฎ ระเบียบของท้องถิ่นนะคะท่าน ประธานสามารถที่จะจ่ายเงินเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับเรื่องช้างนี้ได้ด้วยนะคะ
ท้ายที่สุดค่ะท่านประธาน ดิฉันอยากจะขอเชิญชวนไปยังท่าน พลเอก ประวิตร ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ในฐานะประธานมูลนิธิป่ารอยต่อ ให้ร่วมลงสังเกตการณ์ ร่วมลงพื้นที่กับดิฉันด้วยก็ได้นะคะ แต่ว่าต้องมาแบบไม่มีผู้ติดตามจะได้รู้ปัญหาจริง ๆ ของพี่น้องประชาชนค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ