กนก วงษ์ตระหง่าน วิพากษ์ร่างแผนปฏิรูปประเทศที่ยังยึดมั่นฐานคิดเดิมซึ่งให้ข้าราชการประจำเป็นแกนนำ จนเกิดปัญหาการครอบงำนโยบาย การขาดความไว้วางใจระหว่างนักการเมืองกับข้าราชการ และการไม่แก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเรียกร้องให้ปรับแผนให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้นช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมความเสมอภาค และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม โดยให้ สภาพัฒน์ นำข้อเสนอไปพิจารณาเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและรักษาเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปราย (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน เบื้องต้นที่สุดครับท่านประธาน แผนปฏิรูปประเทศนี้มันเริ่มต้น จากการที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีอคติต่อนักการเมืองด้วยการมีฐานคิดว่า นักการเมืองทุจริตครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับปราบทุจริตก็เพราะว่าฐานคิดอันนี้ละครับท่านประธาน และ (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ใหม่นี้ผมต้องเรียนว่าดีขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงยึดติด กับฐานคิดเดิม นั่นก็คือการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพ ข้าราชการประจำที่ดีมีนะครับ แต่ภาพโดยรวมนี่ ผมขออนุญาตที่จะกล่าวว่าถ้าข้าราชการประจำแก้ปัญหาประเทศได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาของประชาชนคนยากคนจน วันนี้ประเทศไทยก็ไม่มีความเหลื่อมล้ำแล้วนะครับ วันนี้ประเทศไทยก็ไม่มีความขัดแย้งแตกแยกอย่างเช่นวันนี้แล้ว แล้ววันนี้ประเทศไทย ก็คงไม่มีประชาชนที่ยากจนแบบนี้อีกแล้วนะครับ เพราะข้าราชการประจำได้ทำหน้าที่ บริหารประเทศติดต่อกันมายาวนานตั้งแต่เรามีประเทศไทยมาเลยนะครับท่านประธาน นั่นก็หมายความว่าความจริงนี้น่าจะทำให้เราตั้งคำถามได้ว่าฐานคิดดังกล่าวนั้นถูกต้อง จริงหรือไม่ ผมเห็นใจและผมเข้าใจสภาพัฒน์นะครับว่ามีข้อจำกัดมากมาย ข้อจำกัด ในเรื่องของอำนาจการสั่งการ ข้อจำกัดในเรื่องของกำลังคน ข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ เป็นต้น สภาพัฒน์พยายามจะปรับปรุงแผนปฏิรูปอย่างไรก็ตาม เมื่อสักครู่ผมได้อภิปราย ไปแล้วว่าพอไปถึงการปฏิบัติมันเป็นเรื่องของกระทรวง ทบวง กรมหมดเลยครับ เป็นเรื่องของกฎระเบียบทั้งหมดเลยซึ่งสภาพัฒน์ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ตรงนี้ เป็นความเห็นใจครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตที่จะสะท้อนภาพที่หายไป ผมขออนุญาตย้ำนะครับ ภาพที่หายไปในแผนปฏิรูปฉบับนี้นั่นก็คือวงจรการครอบงำรัฐมนตรี โดยข้าราชการประจำครับ หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามันคือกับดักรัฐมนตรีในกระทรวงครับ ท่านประธาน เริ่มต้นจากการที่รัฐมนตรีคนใหม่เดินเข้าไปในกระทรวงก็จะมีการนำเสนอ นโยบายที่สะท้อนปัญหาของประชาชนซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก รัฐมนตรีทุกกระทรวงเข้าไปนี่ สิ่งแรกที่ท่านพูดเป็นเรื่องที่ถูกต้องหมดเลยครับ แต่หลังจากนั้นพบว่าข้าราชการในกระทรวง ก็รับนโยบายนั้นมา แล้วก็นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง แล้วก็นำเสนอนโยบายอีกด้านหนึ่ง แล้วก็ชี้ข้อจำกัดต่าง ๆ ของนโยบายที่รัฐมนตรีเสนอ ถึงสถานการณ์ตอนนี้รัฐมนตรี ก็ไม่มีข้อมูลพอ ไม่มีความรู้พอที่จะตอบโต้ โต้แย้ง หรือจะยืนยันสิ่งที่รัฐมนตรีคิด เสียงรัฐมนตรีก็จะค่อย ๆ เจือจางไป
อันที่ ๓ ท่านประธานครับ หลังจากนั้นข้าราชการก็จะปฏิบัตินโยบาย ที่รัฐมนตรีบอกนี่เท่าที่จำเป็นเท่านั้นละครับ แล้วรัฐมนตรีก็ไม่ได้สนใจที่จะไปติดตาม การปฏิบัตินโยบายลงไปในรายละเอียด ก็ปล่อยให้ระบบราชการเดินหน้าไปตามนั้นครับ ท่านประธาน
สิ่งที่ผลตามมาขั้นที่ ๔ ก็คือข้าราชการประจำสุดท้ายก็ครอบงำรัฐมนตรี ได้สำเร็จด้วยการชักพารัฐมนตรีให้ไปทำงานพิธีการ เปิดงาน ปิดงาน กล่าวสัมมนา แล้วก็ ทำงานประจำเซ็นแฟ้ม จนสุดท้ายนโยบายรัฐมนตรีหายไปหมดเลยครับท่านประธาน และหลังจากนั้นรัฐมนตรีก็จะถูกถามอะไรอีกมากมาย
ขั้นตอนที่ ๕ ของวงจรนี้ก็คือข้าราชการประจำก็จะทำงานตามระบบราชการ ปกติ แล้วรัฐมนตรีก็จะถูกอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าไม่มีผลงาน และสุดท้ายก็ถูกปรับเปลี่ยน ไปครับ แล้วหลังจากนั้นก็ไปนับ ๑ ใหม่ เป็นรัฐมนตรีใหม่ แล้วก็เข้าวงจรนี้ ๕ ขั้นตอน เหมือนเดิมทุกประการครับท่านประธาน วงจรและกับดักนี้คือคำตอบที่บอกกับเราว่า ทำไมปัญหาของประชาชนจึงไม่ได้รับการแก้ไขครับ แท้ที่จริงแล้วกลุ่มคนที่บริหารประเทศนี้ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่ระบบการเมือง แต่เป็นข้าราชการ ประจำ และระบบราชการที่เรามีอยู่ต่างหากครับท่านประธาน นั่นก็หมายความว่า แผนปฏิรูปประเทศเรายังไม่ได้นำโจทย์ข้อนี้เข้ามาอยู่ในสมการของการคิดนะครับ และด้วยเหตุผลอันนี้เองผมก็เกรงมากว่าแผนปฏิรูปประเทศที่สภาพัฒน์พยายามทำ ด้วยความตั้งใจนั้นก็จะเข้าไปในวงจรกับดักนี้เช่นเดียวกันครับ ก็คือข้าราชการเขาก็ไม่ฟัง สภาพัฒน์อย่างที่ได้อภิปรายไปแล้ว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนะครับว่าถ้าฝ่ายการเมือง หรือรัฐมนตรีไม่รู้จริงในปัญหา ไม่มีวิธีการแก้ไขปัญหาของประชาชนในกระทรวงที่ตัวเอง รับผิดชอบ รัฐมนตรีนั้นก็จะตกลงไปในกับดักของข้าราชการประจำในช่วงระยะเวลา ประมาณ ๓-๖ เดือนเท่านั้นเองครับท่านประธาน เร็วมากครับ เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า รัฐมนตรีที่พูดถึงปัญหาของประชาชนพูดถูกอยู่ ๓-๖ เดือนเท่านั้นละครับ แล้วหลังจากนั้น รัฐมนตรีก็ไม่พูดปัญหาประชาชนอีกแล้วนะครับ ก็จะทำตามเหมือนกับที่ข้าราชการประจำบอก
ผมขออนุญาตลงไปสู่รายละเอียดครับท่านประธานว่าฐานคิดของการกำหนด ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำ และนักการเมืองเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ประเด็นระหว่างข้าราชการประจำกับนักการเมืองครับ ข้าราชการประจำมองนักการเมือง อย่างนี้ครับท่านประธาน ตรงไปตรงมาครับ นักการเมืองมีผลประโยชน์ส่วนตัว ทุจริต นักการเมืองไม่มีความรู้ นักการเมืองต้องการแต่คะแนนเสียงเท่านั้น นี่คือภาพที่ข้าราชการ ประจำมองครับ ในทางกลับกันนักการเมืองก็มองข้าราชการประจำอย่างนี้ครับ ตรงไปตรงมาครับ ข้าราชการประจำไม่เข้าใจปัญหาของประชาชน มองไม่เห็นหัว ของประชาชน ข้าราชการประจำมีผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วก็ทุจริตเหมือนกันครับ และข้าราชการประจำก็ต้องการแต่ความเจริญก้าวหน้าของตัวเองเท่านั้นเรื่องอื่นเป็นรองครับ ท่านประธาน นั่นก็หมายความว่าประเด็นความเห็นที่ต่างกันระหว่างข้าราชการประจำ กับนักการเมืองก็คือ ข้าราชการมีปัญหาเรื่องความเข้าใจต่อปัญหาของประชาชน แล้วนักการเมืองก็ถูกกล่าวหาว่าไม่มีความรู้ ในขณะเดียวกันข้าราชการประจำก็ถูกมองว่า ต้องการความก้าวหน้า ต้องการตำแหน่ง แล้วนักการเมืองก็ถูกกล่าวหาว่าต้องการ คะแนนเสียงครับท่านประธาน จุดอ่อนระหว่างข้าราชการประจำกับนักการเมืองนี้ มี ๒ เรื่องครับท่านประธานที่ร่วมกันก็คือคำว่า ผลประโยชน์ส่วนตัวกับทุจริตครับท่านประธาน ตรงนี้แผนปฏิรูปประเทศยังไม่มีวิธีการที่จะจัดการอันนี้ได้ ด้วยเหตุผลอันนี้เองทั้งข้าราชการประจำ และนักการเมืองล้วนแต่เป็นจุดอ่อนของระบบการเมืองการปกครอง และเป็นจุดอ่อนของ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่เรากำลังใช้อยู่ในวันนี้ ผมขออนุญาต สรุปครับท่านประธานว่า แผนปฏิรูปประเทศที่เราปรับปรุงนี้ที่กล่าวถึงการปฏิรูประบบบริหาร ราชการแผ่นดินยังไม่ได้จัดการแก้ไขปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำ กับนักการเมืองครับ ถ้าเราปล่อยให้ปัญหานี้ทิ้งไว้นานสุดท้ายความขัดแย้งและ ความแตกแยกระหว่างข้าราชการประจำกับนักการเมืองจะรุนแรงมากขึ้น และในที่สุด ประเทศชาติและประชาธิปไตยของเราก็จะเสียหายอย่างแน่นอนครับท่านประธาน ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างนะครับ ที่เพิ่งเกิดมาเมื่อไม่กี่วันนี้ในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ขอให้รัฐบาล ซึ่งก็มีนักการเมืองอยู่ในนั้นร่วมอยู่ด้วยมาให้ความสำคัญกับการจัดความสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการประจำกับนักการเมืองให้มีความสมดุลเพื่อที่จะได้ขับเคลื่อนประเทศ และตอบโจทย์ของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนยากคนจน เพราะข้าราชการประจำ และนักการเมืองเป็นคู่แฝดที่แยกออกจากกันไม่ได้จริง ๆ ครับท่านประธาน
และประเด็นสุดท้ายผมขออนุญาตเสนอให้แผนปฏิรูปประเทศที่จะนำไปสู่ การปฏิบัติแผนขอให้ยึดประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจนให้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ขอให้ยึดเสมอเป็นหลักพื้นฐานว่าความสำเร็จของแผนปฏิรูปประเทศนั้นคือประชาชนของเรา หลุดพ้นจากความยากจน เด็กนักเรียนของเราหลุดพ้นจากความไม่รู้ และคนในสังคมของเรา หลุดพ้นจากความขัดแย้งแตกแยกและกลับไปสู่ความสมานฉันท์ และการอยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุขครับท่านประธาน ผมขออนุญาตฝากภาพที่หายไปนี้ให้กับสภาพัฒน์ เพื่อที่จะนำไปประกอบ แล้วก็ปรับการปฏิบัติต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อช่วยให้การเมือง และข้าราชการประจำสามารถที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล และเป็นประโยชน์กับน้องประชาชน และประเทศชาติของเราครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ