โกวิทย์ พวงงาม อภิปรายรับทราบความคืบหน้าแผนปฏิรูปประเทศ พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางและความหมายของการปฏิรูปเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตถึงความสับสนในรายงานที่ปะปนระหว่างเป้าหมาย สถานการณ์ และงานประจำ จึงเสนอให้ใช้กรอบการวิเคราะห์เชิงลึกตามแนวคิดทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เพื่อให้การปฏิรูปตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขออภิปราย รับทราบรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ๒๕๖๓ เรียนท่านประธานว่าทุกครั้งที่ผมได้รับ รายงานก็เห็นความก้าวหน้าอยู่ว่าเป็นไปได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการให้เครื่องหมาย ความสำเร็จเป็นสัญลักษณ์วงกลม แล้วก็มีการระบายสีให้เป็นขาวบ้าง ขาวนี่ถือว่าสำเร็จ แล้วก็ถ้าเจือจางลงมาหน่อยก็สำเร็จลดหลั่นกันไป อันนั้นก็เป็นตัวสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึง การดำเนินงาน ซึ่งคราวนี้ก็ได้ทำให้เราเห็นบ้างนะครับเกือบทุกด้าน แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะพูดในหลักการสักนิดหนึ่ง เพื่อให้ทางท่านประธานผ่านไปยังผู้รับผิดชอบว่าทุกครั้ง ที่ผมอ่าน ผมก็จะตั้งคำถามเรื่องการปฏิรูปประเทศว่าอะไรคือการปฏิรูปประเทศ ผมคิดว่า การปฏิรูปประเทศก็คือการที่รัฐบาลต้องทำ และต้องประกาศว่าสิ่งที่จะทำนั้น จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เกิดขึ้นโดยวิธีการใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ด้านการเมืองนี่ต้องการ ให้เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไปในเชิงที่ดีงาม และพัฒนาไปสู่การเมืองที่พึงประสงค์ ด้านบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องดูว่าระบบราชการมีความคาดหวังอย่างไร ด้านการกระจาย อำนาจ ด้านเศรษฐกิจจะลดความเหลื่อมล้ำ ความยากจนอย่างไร นั่นคือความเข้าใจที่ผมมี และคิดว่าทำเสร็จก็จะทำให้ประเทศของเรา ประชาชนของเราได้รับประโยชน์ แล้วก็มี คุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่เย็นเป็นสุขได้ อันนั้นคือประการที่ ๑
ทีนี้เมื่อเราตั้งความคาดหวังอย่างนี้เราก็มาอ่านรายงาน ผมเข้าใจว่า ในรายงานก็จะเดินเรื่องเป็นแบบว่าแต่ละด้านก็จะวางเป้าหมาย แล้วก็ไปดูตามด้วย สถานการณ์ สถานการณ์เสร็จแล้วก็ไปดูเรื่องกฎหมาย อันนั้นคือการเดินเรื่องในเล่ม ที่รายงานมา ซึ่งส่วนหนึ่งก็ถือว่าใช้ได้ แต่ผมคิดว่าเวลาวางแบบนี้ ผมก็ค่อนข้างจะสับสน ระหว่างเป้าหมายกับสถานการณ์ ผมไม่แน่ใจว่าสถานการณ์มันเหมือนกับบอกเราว่า มันเป็นอย่างไร เช่น สถานการณ์ทางการเมืองอาจจะบอกว่าการเมืองยังมีความขัดแย้ง ยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย อย่างนี้เราเรียกว่าปัญหาหรือสถานการณ์หรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ผม อ่านแล้วก็พบเจอในทุกด้านที่เขียนไป นั่นก็คือเป็นฟอร์ม (Form) ที่ได้นำเสนอ เพราะฉะนั้น ก็จะไปสู่ประเด็นที่จะปฏิรูปในตาราง เรื่องที่ปฏิรูป ประเด็นที่จะปฏิรูป แล้วก็นำไปสู่ ความรับผิดชอบ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเห็นว่าความรับผิดชอบก็จะไปตกอยู่ที่หน่วยงานราชการ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นำเสนอมานี่มันเป็นรายงานของส่วนราชการ หรือว่ารายงาน การปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลต้องดูแลและรับผิดชอบ เราจึงเห็นว่าหน่วยรับผิดชอบเป็น หน่วยราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ต้องรับผิดชอบ รวมทั้งองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง เช่น กกต. เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แน่ใจว่ามันใช่ มันคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ อย่างไร ผมก็ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของประเทศจีน ผมเห็นประเทศจีนเวลาเขาจะปฏิรูปประเทศ เขาก็เดินเรื่องคล้าย ๆ เรา แต่เขาเริ่มจากทุกข์ ทุกข์ก็คือสถานการณ์ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็คืออริยสัจ ๔ ที่ต้องทำ เพราะฉะนั้นประเทศมันเป็นอย่างไรด้านการเมือง มีทุกข์เรื่องอะไร มีปัญหาเรื่องอะไร บริหารราชการแผ่นดินมีปัญหาอย่างไรก็ไปวิเคราะห์ปัญหานั้น ๆ แล้วก็ไปหาแนวทาง แก้ปัญหา เพราะฉะนั้นมันจะต่างกันตรงที่ว่าในรายงานนี่มันนำทุกเรื่องเข้ามา มันเป็นรายงาน เช่น ผมยกตัวอย่างสัก ๒-๓ เรื่องให้ประธานได้เห็นชัด ๆ ด้านการเมืองเปิดมาหน้าแรกเลย ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องแบบนี้ผมคิดว่ามันสอนกันตั้งแต่โรงเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาก็สอน ตอนผม เรียนมัธยมศึกษาก็เรียนอย่างนี้ อยู่มหาวิทยาลัยเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาก็พูดเรื่องนี้ นี่มันเป็นงานประจำที่หน่วยประจำเขาทำมันไม่เกี่ยวกับงานปฏิรูปนะผมคิดว่า เพราะฉะนั้น ผมก็จะงง ๆ หลายเรื่องที่เป็นอยู่แบบนี้ อย่างเรื่องประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยนี่มันเป็น เรื่องของงานที่ กกต. จะต้องไปดูแล เป็นเรื่องที่หน่วยให้การศึกษาประชาชนเกี่ยวกับเลือกตั้ง จะต้องดำเนินการ อันนี้มันเป็นงานประจำในความคิดของผม เพราะฉะนั้นผมจะชี้ให้เห็นว่า ด้านการเมืองท่านต้องตีให้แตกว่าเรื่องใหญ่ที่ต้องปฏิรูปคืออะไร ไม่ต้องเอาทุกเรื่องละครับ เพราะฉะนั้นเรื่องใหญ่ เช่น ขออนุญาต ๑ นาทีท่านประธาน ยกตัวอย่างเช่น การเมือง ยังแบ่งกลุ่ม ยังฝักใฝ่ อันนี้ผมเห็นด้วยนี่คือปัญหา และวิเคราะห์ว่าที่มันมีการแบ่งกลุ่ม ฝักใฝ่ มันมีต้นเหตุมาจากอะไร แล้วแก้อย่างไร ผมว่าไปอย่างนี้น่าจะเป็นอย่างนี้นะครับ อีกนิดเดียว ก็คือเรื่องของบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งผมอภิปรายมาหลายครั้งว่าผมมาดูเรื่องการกระจาย อำนาจก็พอมีอยู่ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าผมไปอ่านแล้วมันลงไปด้วยเรื่องการประเมินแอลพีเอ (LPA) ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แอลพีเอ (LPA) ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นี่มันเป็นการที่เขาไปประเมินเรื่องของโลคัล เพอร์ฟอร์มานซ์ แอสเซสเมนต์ (Local Performance Assessment) ก็คือการประเมินท้องถิ่นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้มันเป็นงานปกติของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ทำอยู่ แต่การกระจายอำนาจที่ต้องพูดกันท่านต้องพูดว่า ปัญหาประเทศในส่วนที่การกระจายอำนาจ มีทุกข์เรื่องอะไร มีทุกข์เรื่องว่ายังไม่กระจายอำนาจไปสู่ ซึ่งผมเห็นการเขียนที่น่าสนใจก็คือว่า ในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรสู่ท้องถิ่นยังไม่เป็นธรรมอย่างนี้ผมเห็นด้วย แต่จะทำอย่างไร ไม่เป็นธรรมในเรื่องงบประมาณต่อท้องถิ่น หรือไม่เป็นธรรมในเรื่องที่จะต้องกระจาย ด้านกฎหมายต่าง ๆ ให้ท้องถิ่นมีศักยภาพ ถ้าไปอย่างนี้จะได้รู้ว่าทุกข์ของท้องถิ่นแล้วไปทำ ให้ส่วนราชการลดอำนาจภาครัฐลง อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธาน เป็นเบื้องต้นว่าในรายงานแม้ว่าจะเห็นภาพของความก้าวหน้า แต่เป็นภาพที่ภาคราชการ ทำในงานประจำของเขา หรือว่าเขาจะพัฒนางานของเขาให้รวดเร็ว อย่างเช่นการทำเรื่อง วัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) รวดเร็วแล้วก็ให้ประชาชนพอใจในการบริการ อันนี้ ราชการต้องทำนะครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากว่าใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเสนอว่า ต้องหยิบงานที่เป็นการปฏิรูปในเรื่องใหญ่ ๆ ในแต่ละด้าน แล้วแก้ปัญหาประเทศให้ได้ว่าประเทศ เรามีทุกข์ตรงไหน วิเคราะห์ความเป็นทุกข์แล้วก็นำเสนอในสิ่งที่จะต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผม เสนอไว้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ