พิสิฐ ชี้เศรษฐกิจถดถอย หนี้รัฐพุ่ง หวั่นแตะเพดาน 60% ของจีดีพี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

พิสิฐ ลี้อาธรรม ชี้ปัญหาความเสี่ยงด้านการคลังจากภาวะขาดดุลที่สูงขึ้นและหนี้ภาครัฐที่เพิ่มต่อเนื่อง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จากรายได้ภาครัฐที่ลดลงขณะการใช้จ่ายพุ่ง จนสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีใกล้แตะเพดาน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางและบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือวิกฤตในปีงบประมาณ 2565

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตฉายสไลด์ (Slide) ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณ กรมบัญชีกลางนะครับที่ได้จัดทำข้อมูลนี้มานำเสนออย่างค่อนข้างที่จะสมบูรณ์แล้วก็ทันเวลา ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เรื่องที่ผมเคยกล่าวแล้วในการรับทราบรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในเรื่องของหนี้รัฐบาลก็ดี หรือในเรื่องของกองทุนหมุนเวียนนะครับ วันนี้เรามาพูดถึง เรื่องของฐานะการคลังภาพรวมนะครับ

ประเด็นหลักก็คือปี ๒๕๖๓ นี่เป็นปีที่เราจะต้องระมัดระวังแล้วก็ให้ความสำคัญ เป็นอย่างมากนะครับ จะเห็นได้ว่าในเรื่องของรายได้ซึ่งเป็นเส้นที่ ๒ นี่ตกต่ำต่ำกว่าปีที่แล้ว แนวโน้มลดลง ซึ่งก็แน่นอนล่ะครับก็คงจะเป็นปัญหาที่มาจากเรื่องของเศรษฐกิจโลก เรื่องของภัยพิบัติโควิด (COVID) ก็ตาม แต่ว่าที่น่าห่วงที่สุดก็คือเรื่องของการขาดดุลที่เพิ่ม สูงขึ้น สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ การขาดดุลเราเคยประมาณไว้ว่าจะขาดดุลไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนที่เรารับงบประมาณมาพิจารณาเมื่อตอนเดือนกุมภาพันธ์ แล้วก็ ได้มีการอนุมัติโดยสภาแห่งนี้นะครับ ให้มีการขาดดุลประมาณ ๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ แต่ปรากฏว่าตัวเลขจริงการขาดดุลนี่มันเกินกว่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง แล้วก็ท่านจะเห็นได้ว่าการขาดดุลของรัฐบาลนั้นในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็มีจำนวนเพิ่ม มากขึ้นทุกที จำนวนที่เป็นตัวเงิน สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นฐานะหนี้รัฐบาล ก็กระโดดขึ้นมาจากประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต้น ๆ มาเป็น ๔๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๆ จะแตะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และจริง ๆ ตัวเลขเมื่อตอนเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี่ก็เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วนะครับ อันนี้คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของฐานะการคลังของรัฐบาลไทยนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ

ทีนี้ปัญหาหนึ่งที่เราเจออีกข้างหนึ่งก็คือเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ จีดีพี (GDP) ปีนี้กลับตกต่ำ ในขณะที่รายได้ก็ตก รายจ่ายก็เพิ่มสูงขึ้นเพราะมีงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมแต่จีดีพี (GDP) ตกนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผลที่ตามมาก็คือฐานะการคลังปีนี้ ขาดดุลเป็นประวัติการณ์แล้วก็เป็นการขาดดุลต่อจีดีพี (GDP) ที่เพิ่มสูงขึ้น แล้วหนี้ก็เพิ่ม สูงขึ้น ปีนี้นะครับ ปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านไป เรากู้เงินทั้งหมดเกือบ ๆ ประทานโทษ มากกว่า ๑ ล้านล้านบาท เป็นการกู้จากกรมบัญชีกลาง ขอโทษ เป็นการกู้จากสำนักหนี้ที่ใช้ในการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังกู้เพื่อ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทอีกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบ็ดเสร็จรวมกันกว่า ๑ ล้านล้านบาท ถือเป็นการกู้ที่สูงมาก โชคดี ที่เผอิญระบบการเงินเรานี่มีสภาพคล่องล้น เพราะฉะนั้นการกู้หนี้อาจจะไม่ได้มีปัญหานัก แต่ถ้าอยู่ในภาวะที่สภาพคล่องตึงตัวก็จะเกิดปัญหากับเศรษฐกิจอย่างแน่นอน สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นปี ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นปีนี้ก็จะเป็นภาวะที่ล่อแหลมมากขึ้น เพราะเรายังมี วงเงินจากพระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท เหลืออีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีนี้ที่ต้องกู้ ปีที่แล้วผมยังคาดว่าจะมีการใช้เงิน ๑ ล้านล้านบาทไปเกือบหมด แต่ปรากฏท่านใช้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นปีนี้เงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะมาทะลักออกจากคลัง เข้าระบบเป็นการกู้เพิ่มหนี้อีก ขณะเดียวกันปี ๒๕๖๔ ที่เราได้อนุมัติไปเมื่อตอน เดือนกันยายนมีการให้ขาดดุลอีกประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบ็ดเสร็จปีนี้ปี ๒๕๖๔ เราจะมีการก่อหนี้เพิ่มอีกประมาณ ๑.๖ ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) ผลคืออะไรครับ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ก็จะกระโดดจาก ๔๙ เปอร์เซ็นต์ มาแตะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ว่าจีดีพี (GDP) ปีนี้จะเป็นอย่างไร สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ท่านก็จะเห็นได้ว่าดุลการคลังที่เราเคยขาดดุลปีละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๒ ปีนี้ โดยเฉพาะในปี ๒๕๖๔ จะมีการขาดดุลเพิ่มสูงขึ้นมากตามเส้นสีแดงที่ผม ได้วาดขึ้นไป อันเนื่องมาจากพระราชกำหนดที่ยังมีเงินเหลืออยู่เนื่องจากการขาดดุลที่ตั้งสูง แล้วก็รายได้ตกต่ำ ผมคิดว่ารายได้ปีนี้สรรพากรจะเก็บรายได้ภาษีอากรเงินได้ต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจจะไม่มีกำลังในการจ่ายภาษี เพราะว่าเป็นการใช้ฐานของปี ๒๕๖๓ ในขณะที่ปี ๒๕๖๓ ที่เขาจ่ายภาษีเป็นฐานของปี ๒๕๖๒ ที่ยังไม่มีวิกฤติโควิด (COVID) ขนาดไม่มีวิกฤติโควิด (COVID) ยังจ่ายต่ำไปกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นปีนี้ จะเป็นปีที่การขาดดุลเงินสดจะสูงมาก สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ขณะเดียวกันก็ขึ้นอยู่กับว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะออกมาหน้าตาแบบไหน เอ (A) บี (B) หรือซี (C) เอ (A) ก็คือยังคงลื่นไถล ต่อไปติดลบ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ต่อไป หรือทรงตัวคือบี (B) หรือถ้าฟื้นตัวก็คือซี (C) ซึ่งในกรณี ทั้ง ๓ นี่ครับ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ก็จะมีผลอย่างมากต่อสัดส่วนของหนี้ต่อ จีดีพี (GDP) ตามที่ผมได้กล่าวตอนต้น สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นหนี้ที่มีอยู่ ประมาณ ๖.๙ ล้านล้านบาทเมื่อปีก่อนหน้า มาสิ้นปีนี้เป็น ๗.๘ ล้านล้านบาท ต่อไปมันก็จะ เพิ่มขึ้นอีก เราก็จะทะลุเกิน ๑๐ ล้านล้านบาทในปีต่อ ๆ ไปในปี ๒๕๖๕ สไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ท่านจะเห็นนะครับ จะเป็นเอ (A) หรือบี (B) หรือซี (C) มันแตะ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ โอเค (OK) ครับ ถ้าเกิดเราประเมินว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วกันนะครับอยู่ที่ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเหลือช่องว่างอีกเพียง ๔-๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง สไลด์ (Slide) ต่อไป ประเด็นก็คือในกรณีอย่างนี้เราจะดูแลเรื่อง ของสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (GDP) อย่างไรในเมื่ออาจจะทะลุติดเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นจุดที่ รัฐบาลท่านจะต้องดูนะครับว่าเพราะว่ามันเป็นกฎหมาย สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ สิ่งที่ผม อยากจะขอให้ท่านได้พิจารณาก็คือว่าอีกไม่กี่เดือนนี้รัฐบาลคงจะต้องมีการนำเสนอ งบประมาณแผ่นดินประจำปี ๒๕๖๕ ให้สภา ปกติก็จะเป็นเดือนพฤษภาคม ท่านมีเวลาอยู่ ไม่กี่เดือนต้องไปดำเนินการว่าจะดูแลฐานะการคลังอย่างไร ผมขอให้ท่านจัดทำแผนการคลัง ระยะปานกลางซึ่งอยู่ในกฎหมายนะครับ เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดู สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ อย่างไรก็ตามปี ๒๕๖๕ หากท่านขาดดุลอีกสัก ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรเสีย ต่อให้เป็นซีนาริโอ (Scenario) ที่ว่าเศรษฐกิจปีนี้ฟื้นตัว หนี้ต่อจีดีพี (GDP) จะต้องทะลุ ๖๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะฉะนั้นในการนำเสนอของท่านจะต้องดูแลเรื่องนี้ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผมยอมรับ นะครับว่าในสถานการณ์วิกฤติอย่างตอนนี้เราจะมาพูดเรื่องของการตัดรายจ่ายเพิ่มรายได้ นี่คงไม่ได้ เงินที่เรามีอยู่ต้องใช้อย่างระมัดระวังนะครับ ผมอยากเห็นรัฐบาลได้ใช้เงินกับ ผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ไม่ใช่เอาเงินไปโปรย ไปแจกนะครับ เพราะตอนนี้เรามีเงินจำกัด ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับผู้ใหญ่บางท่านที่ไปให้ข่าวว่าเรามีเงินเหลือเยอะ จริง ๆ ตอนนี้ เงินมันขัดสนทุกที แล้วเรื่องของฐานะการคลังเป็นเรื่องใหญ่ หลายประเทศในโลก ล้มลุกคลุกคลานเพราะว่าไม่สามารถดูแลฐานะการคลังได้ แม้กระทั่งประเทศที่เคยร่ำรวย แล้วก็ตาม ในยุโรปนะครับ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอให้ รัฐบาลท่านได้พิจารณาในการที่จะจัดทำงบประมาณปี ๒๕๖๕ ต่อไป ก็คือขอให้มีการจัดทำ แผนการคลังระยะปานกลางนะครับ ซึ่งอันนี้อยู่ในมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังที่ออกไปในปี ๒๕๖๑ ออกในสมัยของรัฐบาลท่านประยุทธ์ นะครับ ท่านได้เป็นผู้นำเสนอ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ท่านเป็นผู้ลงนามในเรื่องของ การมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในเมื่อเราจะมีปัญหา ข้อนี้นะครับ เรามีกฎหมายอย่างนี้อยู่นะครับก็อยากจะนำเสนอให้ท่านได้ดูแลให้เรา ไม่ต้องประสบวิกฤตการคลังในอนาคตนะครับ ขอให้รัฐบาลมีความน่าเชื่อถือในการบริหาร การคลังให้เป็นที่ยอมรับ เพราะว่าตัวเลขต่าง ๆ ที่ท่านกำหนดไว้ ณ เวลานี้มันจะเป็นบ่วง รัดคอของรัฐบาลและของประเทศต่อไป เพราะว่าผู้วิเคราะห์ หรือผู้ลงทุนก็จะต้องดูตัวเลข เหล่านี้ แล้วก็จะมีผลกระทบต่อการลงทุนต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ