วีระกร คำประกอบ หารือร่าง พ.ร.บ. การเข้าชื่อถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น โดยสนับสนุนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 254 แต่เสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนในการพิจารณากรณีทอดทิ้งหน้าที่หรือก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง เพื่อป้องกันการตีความกว้างเกินควรและการใช้กฎหมายในทางที่ผิด รวมถึงคัดค้านการเปิดเผยรายชื่อผู้ร้องเรียนและขั้นตอนการถอดถอนโดยไม่ต้องสอบสวน เพื่อคุ้มครองสิทธิและป้องกันการกลั่นแกล้ง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนอื่น ต้องขอชื่นชมทางรัฐบาลที่ได้เสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมานะครับ ร่างพระราชบัญญัติ การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ต้องเรียนว่า ที่เห็นด้วยนี่ไม่ใช่เพราะว่าท่านทำเพียงเพื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ ซึ่งบัญญัติว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติ หรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ก็จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๔ แต่อย่างไรก็ตามครับ ในรายละเอียดนี้ได้เขียนไว้ค่อนข้างดีทีเดียว แม้ว่าจะมีบางมาตรา ซึ่งเดี๋ยวผมก็จะขออนุญาตท่านประธานเพื่อวิเคราะห์และขอปรับปรุงบ้างเป็นบางส่วน เรียนกับท่านว่าในส่วนของการถอดถอนหรือการสอบสวนเพื่อถอดถอนก็ตามตามมาตรา ๖ ก็มีเหตุผลที่เขียนไว้ค่อนข้างจะดี แต่ก็ต้องฝากทางกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมากรุณาพิจารณา ในรายละเอียดด้วยนะครับ เพราะว่าที่เขียนไว้ในมาตรา ๗ ในเรื่องของการที่จะถอดถอนนี่ เขียนไว้ค่อนข้างกว้าง ๆ นะครับ ผู้ใดจงใจทอดทิ้งและละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่ และอำนาจอันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง คำว่า อย่างร้ายแรง นี่มันเป็น ดุลยพินิจนะครับ การที่จะถอดถอนใครโดยใช้ดุลยพินิจมันก็ไม่ค่อยจะชอบเท่าไรนะครับ อยากให้มันต้องมีการรัดกุมนะครับ แค่ไหนมันจะร้ายแรง แค่ไหนมันไม่ร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น นายก อบต. ไม่เก็บขยะ ๗ วันนี่ร้ายแรงไหม หรือต้องเป็นเดือนถึงจะร้ายแรงอะไร อย่างนี้นะครับ จงใจละเว้นไม่เก็บขยะนี่กี่วันมันถึงจะร้ายแรง ขอให้เขียนไว้ด้วยนะครับ เพราะว่าไม่เช่นนั้นมันไม่รู้แค่ไหนร้ายแรงครับท่านรัฐมนตรีครับ
ข้อ ๒ มีความประพฤติในทางจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียหรือก่อความไม่สงบ เรียบร้อยแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่านก็จะเห็นว่าข้อนี้มันสามารถตีความได้มากมาย ก่ายกองครับ เรื่องที่จะทำความเสื่อมเสีย แค่ไหนเสื่อมเสีย แค่ไหนก่อความไม่สงบเรียบร้อย แก่ อบต. แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเขียนไว้นะครับ ถ้าไม่เขียนไว้การที่จะไปถอดถอนใคร เพียงเพราะมีผู้เข้าชื่อให้ถอดถอนนั้นเห็นจะไม่ค่อยถูกต้อง มันต้องมีรายละเอียดนะครับ
๓. พฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตหรือกระทำการอันเป็นการขัดแย้ง แห่งผลประโยชน์ ซึ่งก็คือเป็นพวกผลประโยชน์ทับซ้อน นายกหรือสมาชิกมีบริษัทรับเหมา ก่อสร้างอันนี้ผิดแค่ไหน ถ้าเป็นน้องเขยล่ะ ถ้าเป็นน้องเมียล่ะได้ไหม มันละเอียดนะครับ เรื่องพวกนี้ ท่านต้องเขียนไว้ชัดเจน เพราะนี่หมายถึงเราให้อำนาจกับนายอำเภอในการที่จะ ถอดถอนนายก อบต. เราให้อำนาจกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการถอดถอนนายกเทศบาล เราให้อำนาจกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการถอดถอนนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ประทานโทษกรุงเทพมหานครนะครับ นี่เราให้ อำนาจท่านผู้ว่าราชการจังหวัดถอดถอนนายก อบจ. อย่างนี้เป็นต้น แล้วเขียนกว้าง ๆ อย่างนี้ครับ ท่านอย่าลืมนะว่าในข้อ ๗ ตามมาตรา ๖ มันมี ๒ ส่วนนะครับ ท่านประธานครับ แล้วก็ท่านผู้ฟังทางบ้าน การที่จะเอาสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ดีหรือจะเอาผู้บริหารท้องถิ่นก็ดี ออกจากตำแหน่งทำได้ ๒ กรณี ในมาตรา ๖ นี้เขียนไว้เลยว่า ข้อ ๑ เข้าชื่อเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ถอดถอนได้เลยนะครับ โดยมีผู้ใช้สิทธิผู้ลงชื่อเกิน กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็ยังเขียนคำว่า ทั้งหมด มาอีกนะท่านรัฐมนตรีครับ คือถ้าเขียนแค่ว่ามีสิทธิเข้าชื่อกันกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อันนี้ผมเข้าใจ แต่มันมี ทั้งหมด ใส่มาด้วยนี่มันแปลว่าอะไร กึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ท่านหมายถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดหรือผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้าจะคิดว่าเอาแค่ผู้มาใช้สิทธิ เลือกตั้ง เช่นมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑,๐๐๐ คน มาใช้สิทธิ ๗๐๐ คน ๓๕๐ คนถือเป็นกึ่งหนึ่ง ใช่ไหม เอาแค่กึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หรือผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด มันใส่คำว่า ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยว่า แล้วถ้าหากว่าผมเลือกตั้ง แพ้สัก ๑ คะแนนอย่างนี้นะครับ แล้วผมไปหาอีก ๒ คะแนนเพื่อที่จะมาเข้าชื่อถอดถอน คนที่มันชนะผมนี่ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากนะครับ สุภาษิตจีนบอกว่า เงินก็จ้างผีโม่แป้งได้นะครับ ตายไปแล้วยังจ้างให้ลุกขึ้นมาโม่แป้งก็ยังได้นะครับ เพราะฉะนั้นจะไปบอกว่ามีมาตรา ๒๒ แล้วรับเงินเพื่อการถอดถอนชื่อ หรือรับเงินเพื่อถอดถอนใคร จำคุก ๕ ปี ปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมว่าที่เลือกตั้ง ๆ กันทุกวันนี้ซื้อเสียงเยอะเลยครับท่านประธาน ไม่ใช่ทั้งหมดนะ แต่เยอะ เลยครับ ไม่เห็นมีหน้าไหนไปจับเลยครับ เพราะฉะนั้นจะไปอ้างว่ามีมาตรา ๒๒ คุมอยู่แล้ว แล้วท่านประธานลองนึกดูสิครับ ถ้ามันชนะกันแบบหวุดหวิดล่ะครับท่านประธาน แล้วผมก็ หารายชื่อเพิ่มอีกสัก ๕ คน ๑๐ คน ซึ่งมันหาได้อยู่แล้วละครับ เอาไปเข้าชื่อร้องเรียนกับ กลุ่มที่สนับสนุนผม เพื่อที่จะไปถอดถอนหมอคนนี้ ซึ่งมันชนะผมแค่ ๕ เสียง โดยอ้างว่า อ้ายนี่ซื้อเสียงตอนเลือกตั้ง ทำผิดกฎหมายซื้อเสียงเลือกตั้ง เอ๊ะ มันง่ายอย่างนั้นเชียว หรือถอดถอน เพราะฉะนั้นจะเป็นเรื่องนี้ก็ดีหรือจะเป็นเรื่องที่ ขอประทานโทษต้องเอ่ยนาม คุณหมอชลน่านพูดถึงก็ดีว่า การถอดถอนนี่หากเปิดเผย ลงชื่อกันอย่างเปิดเผยเลยมันก็จะ ทำให้คนในตำบลนั้น หรือคนในเขตเลือกตั้งนั้นมันก็มองหน้ากันไม่ค่อยติดนะครับท่าน แล้วมันก็จะเป็นอันตรายต่อผู้ลงชื่อถอดถอนด้วย ผมยังมองเห็นว่าในมาตรา ๖ นี่ (๑) น่าจะตัดทิ้งไปนะ คือการถอดถอนโดยตรงโดยที่ไม่ต้องสอบสวนเลยนี่มันค่อนข้างจะอันตราย เหลือเกินท่านประธานครับ จาก ๒ เหตุผลที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ๑. ก็คือการถอดถอนแบบชนิดที่เรียกว่าคะแนนหวุดหวิดหามาได้ ไม่มีปัญหา ๒. ถอดถอน เปิดเผยรายชื่อผู้ขอถอดถอน มันอันตรายต่อกับผู้ลงชื่อก็ดีนะครับ และจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ผมว่าวิธีการถอดถอนนี่น่าจะเอาออกนะ ผมมองเห็นว่าในข้อ ๒ มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว มาตรา ๖ (๒) คือการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่ก็ยังติดใจอีกนะ ถึงแม้ว่าจะเข้าชื่อถอดถอน เช่น อบต. หนึ่ง ส่วนใหญ่มันก็จะเป็น อบต. ๑ ใน ๑๐ ไม่เกินแสนคนนี่ ๑ ใน ๑๐ อันนี้มันยังพอฟัง ๑ ใน ๑๐ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นนะครับ เช่น อบต. หนึ่งมีผู้มีสิทธิ สัก ๒,๐๐๐ คน ก็ ๒๐๐ คนสามารถเข้าชื่อได้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับอันนี้ก็เป็น เรื่องที่ฝากกรรมาธิการจะต้องไปพิจารณาด้วยเหมือนกันก็คือ เมื่อท่านเข้าชื่อเสร็จแล้ว ในมาตรา ๑๔ เขียนไว้ว่า ให้ผู้กำกับดูแลที่ได้รับหนังสือแสดงเจตนาและเอกสาร ตามมาตรา ๑๓ แล้ว ให้ประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เมื่อท่านประกาศแล้วว่า มิสเตอร์ (Mister) ก นาย ก นี่ทำชั่วอย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อกล่าวหา เป็นการประกาศ อย่างเปิดเผยเป็นการทั่วไป คนที่ถูกประกาศทำจริง ไม่จริง ก็ไม่รู้ บางทีก็ไม่ได้ทำหรอก แต่เสียหายไปเรียบร้อยแล้วครับ ก็ในเมื่อจะลงชื่อ เข้าชื่อ ให้สอบสวน มันก็ควรจะต้อง เป็นการลับได้ ทำไมจะต้องเอาไปเปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ รับทราบ จริง ไม่จริง ก็ยังไม่รู้ ดังที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดกันไว้อยู่เสมอ เราพูดกันอยู่เสมอว่าผู้ที่ยังไม่ตัดสิน จนถึงที่สุดให้ถือว่าเป็นผู้ที่ยังไม่มีความผิดนะครับท่านประธาน ยังเป็นผู้ที่สุจริตอยู่ เพราะฉะนั้นการที่อยู่ ๆ ไปประกาศชื่อ ผมขอ ๑๐ นาที ผมลงชื่อไว้ ๑๐ นาทีครับ การที่จะประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามมาตรา ๑๔ ผมเห็นว่าไม่น่าจะเหมาะสม