จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการถอดถอนสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่น พร้อมเสนอข้อสังเกตเกี่ยวกับกลไกการตัดสินใจที่ควรให้ประชาชนมีบทบาทมากกว่าคณะกรรมการข้าราชการ เพื่อรักษาเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย และเรียกร้องให้กำหนดบทบัญญัติชัดเจนในกฎหมายเพื่อป้องกันการแทรกแซงการบริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงที่มีรัฐประหาร ไม่ให้อำนาจบริหารลิดรอนบทบาทของท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งอีกต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ขออภิปรายในเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิก แล้วก็ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอ เกี่ยวกับการเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็น การแก้ไขมาจากร่าง พ.ร.บ. เมื่อปี ๒๕๔๒ ซึ่งก็มีการแก้ไขในรายมาตรา แต่ผมมีบางประเด็น ที่จำเป็นจะต้องบอกผ่านท่านประธานสภาไปยังทางรัฐบาล รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่จะไปเป็น กรรมาธิการในการที่จะมาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยส่วนตัวแล้วผมเองเห็นชอบ ต่อร่างพระราชบัญญัติ ถึงแม้ว่าจะมีบางประเด็นซึ่งผมมองว่าเป็นประเด็นซึ่งต้องแก้ไข และเป็นประเด็นใหญ่ด้วยนะครับ
ประเด็นแรกเลย สาเหตุที่ผมเห็นชอบเพราะว่าอะไร การเข้าชื่อถอดถอน โดยประชาชนเข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง ซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกหรือมาเป็นนายกองค์การ บริหารส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นเรื่องชอบด้วยเหตุและผลครับ เพราะว่าประชาชนเป็นคน เลือกเขาเข้ามา การที่เขากระทำความผิดใด ๆ หรือว่าละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ แล้ว ประชาชนมาร่วมลงชื่อกันในจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องมากพอสมควร เช่นอย่างนี้นะครับ เพื่อลงมติ เพื่อที่จะให้เขาต้องออกจากตำแหน่ง เป็นเรื่องชอบด้วยเหตุด้วยผลทั้งปวงครับ เพราะว่าบางครั้งความผิดที่กระทำ ๔ ปี รอครบวาระมันนานเกินไป มันรอไม่ไหว อันนี้ เป็นสิ่งซึ่งโดยหลักการประชาธิปไตยทำได้ แต่อย่างไรก็ตามผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ปัญหา ที่เกิดขึ้นมันอยู่ในมาตรา ๑๖ ถึงมาตรา ๑๙ ซึ่งผมอ่านดูแล้วผมต้องเรียนต่อท่านประธาน ผ่านไปยังทางคณะรัฐมนตรีที่มาชี้แจง รวมถึงเพื่อนสมาชิกว่าโดยหลักการเราบอกเลยว่า ให้พี่น้องประชาชนเข้าชื่อกันเพื่อถอดถอน แต่สุดท้ายเมื่อเข้าชื่อเสร็จแล้ว กระบวนการ ตามที่กำหนดไว้ในมาตราต้น ๆ ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว สุดท้ายอำนาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชน อำนาจกลับถูกโยนไปให้คณะกรรมการสอบสวน ถามว่าคณะกรรมการสอบสวนคือผู้ใด สุดท้ายก็เป็นคณะของข้าราชการ จะเป็นนายอำเภอก็ตาม จะเป็นระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ตาม หรือสุดท้ายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นี่คือสิ่งที่หลุดไปจากกรอบของ แนวคิดที่ถูกต้อง เพราะว่าเรากำลังจะเอาอำนาจของประชาชนโยนให้กับบุคลากร อย่างเช่น ฝ่ายราชการประจำ ซึ่งเขาไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนเช่นกับสมาชิกท้องถิ่นหรือว่า ผู้บริหารท้องถิ่นใด ๆ เลย ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมยังมองว่าจะเป็นการโยงอำนาจ ไม่ถูกต้องหรือไม่ ทำให้กระบวนการใน พ.ร.บ. ฉบับนี้อาจจะผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ควรเป็น นะครับ ผมเรียนเลยครับ เราเห็นมามากแล้วในเรื่องของการกระทำความผิด มีการตั้ง กรรมการสอบ ฝ่ายราชการเองนี่ละ ตั้งกรรมการสอบกันเอง ไม่ว่าจะเป็นในกระทรวงใด ๆ ก็ตาม สุดท้ายมีเรื่องของการเกี๊ยะเซียะ มีเรื่องของการรู้จักมักคุ้นกัน มีเรื่องของการช่วยเหลือกัน แล้วก็มีเรื่องของการจ่ายใต้โต๊ะกัน สุดท้ายเรื่องบางเรื่องซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงก็ถูกปัดเป่า หายไป บางเรื่องซึ่งไม่เป็นเรื่องก็ถูกดำเนินคดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่อยากเห็นมันเกิดขึ้น ถ้าเกิดว่ากระบวนการถอดถอนมีขึ้นจริงนี่นะครับ ๑. ต้องยึดโยงกับประชาชน ดูอย่างเช่น องค์กรอิสระ องค์กรอิสระเราจะถอดถอนนี่นะครับ กระบวนการสุดท้ายมันไปจบที่ สมาชิกวุฒิสภา โอเค (OK) วุฒิสภาในสมัยนี้อาจจะไม่สามารถชี้ชัดว่าเป็นตัวแทนประชาชน ได้เหมือนในอดีตที่มีการเลือกตั้ง แต่ถ้าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แล้วสิทธิ ในการถอดถอนองค์กรอิสระ อันนี้ชอบด้วยเหตุด้วยผล อันนี้เช่นเดียวกันครับ เราจะถอดถอน สมาชิกหรือว่าผู้บริหารท้องถิ่น นอกจากประชาชนเข้าชื่อแล้ว ควรจะมีกลไกที่มอบอำนาจ ให้กับประชาชนหรืออย่างน้อยตัวแทนของประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าการจะถอดถอนนั้น มันจะสมบูรณ์ได้ต้องผ่านกลไกซึ่งมาจากประชาชนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ตรงนี้ต้องฝาก เป็นประเด็นไปยังเพื่อนกรรมาธิการเพื่อที่จะไปหาหนทางที่มีความเหมาะสมขึ้นนะครับ
ประเด็นสุดท้ายที่จะบอกท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนที่จะไปเป็นกรรมาธิการ ในอดีตที่ผ่านมาในช่วงไม่กี่ปี ช่วงที่มีการปฏิวัติเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบเผด็จการ คสช. ออกคำสั่งฝ่ายบริหารจำนวนมากครับ เพื่อที่จะให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกท้องถิ่น หลายแห่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผลอยู่เป็น ๕ ปี ๖ ปีก็มี สุดท้ายเป็นปลัดเป็นผู้รักษาการแทน เหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับท้องถิ่นให้กับกระบวนการประชาธิปไตย ความเสียหาย ที่เกิดขึ้น ท้องถิ่นหลายแห่งในช่วง ๕-๖ ปีที่ผ่านมาไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะว่ามีเพียงแค่ ฝ่ายประจำเป็นผู้บริหาร เป็นผู้ดำเนินการ ไม่มีตัวแทนของประชาชนที่แท้จริง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่อยากเห็นให้เกิดอีกนะครับ เพราะฉะนั้นควรจะมีบทบัญญัติที่ชัดเจนอยู่ใน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผมอยากจะเห็นเพิ่มเติมขึ้น นั่นก็คือการกำหนดให้ชัดว่าอำนาจ ของฝ่ายบริหาร จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม จะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารก็ตามไม่สามารถใช้อำนาจในฝ่ายบริหารเข้ามาแทรกแซงกลไก การบริหารของท้องถิ่นได้ด้วยวิธีการใด ๆ และที่สำคัญที่สุดที่มาของผู้บริหารหรือสมาชิก ท้องถิ่นนั้นมาจากประชาชน เราไม่อยากเห็นการใช้อำนาจนอกรูปแบบเข้ามาแทรกแซง แล้วก็มาปลดเขาเข้า ปลดเขาออก ตั้งคนของตัวเองเป็น ตั้งคนที่ไม่มีที่มาจากประชาชน เป็นผู้บริหารแทน เราไม่อยากเห็นอีกต่อไปแล้วครับ เพราะว่าความเสียหายที่มันเกิดขึ้น มันเรียกคืนไม่ได้ ก็เป็นประเด็นสั้น ๆ ที่อยากจะฝากผ่านท่านประธานสภาไว้ครับ