กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. การเข้าชื่อถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น โดยตั้งข้อสังเกตว่าการให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภออาจขัดหลักกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 250 วรรคห้า และกังวลว่าการสอบสวนซ้ำซ้อนตามมาตรา 6 และมาตรา 254 อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงเสนอให้สภาท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน พร้อมเรียกร้องให้มีบทลงโทษกรณีกล่าวเท็จหรือร้องเรียนโดยเจตนาเพื่อป้องกันการละเมิดอำนาจหลังการเลือกตั้งท้องถิ่น
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ขออนุญาตเสนอความเห็นและอภิปรายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย หลายข้อหลายประเด็น ทั้งเห็นด้วย ทั้งไม่เห็นด้วย ผมขออนุญาตอภิปรายเป็นส่วนหนึ่ง ของการแสดงความเห็นเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีที่มาชี้แจง และคณะกรรมาธิการที่จะมี การตั้งขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าผมดูร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว หลักการสำคัญที่ผมเข้าใจ ก็คือว่าเราต้องยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หมวด ๑๔ ตั้งแต่มาตรา ๒๔๙ ถึงมาตรา ๒๕๔ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น และตามมาตรา ๒๕๔ จึงเป็นที่มาของการเสนอกฎหมายมายังสภาแห่งนี้ แต่ที่เป็นห่วง อยากเสนอความเห็นมีหลายประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน โดยหลักการการปกครอง ท้องถิ่นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เรามีอยู่ ในมาตรา ๒๕๐ วรรคห้า นั่นคือหลักการ การปกครองท้องถิ่นที่เราต้องยึดถือ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า ในมาตรา ๒๕๐ วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ก็คือว่าต้องให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอิสระ ในการบริหาร ก่อนหน้านี้เพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายด้วยความเป็นห่วงว่ากฎหมายฉบับนี้ จะมีขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ วรรคห้า หรือไม่ อย่างไร ด้วยเหตุผลที่ว่าคำนิยาม ที่ได้บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๔ ที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายก็คือ คำว่า ผู้กำกับดูแล เพื่อนสมาชิกท่านศาสตราจารย์ได้อภิปรายก่อนหน้าผมเมื่อสักครู่นี้นะครับ ได้อภิปรายชัดเจนว่าการปกครองท้องถิ่นมีผู้ว่าราชการจังหวัด มีนายอำเภอกำกับดูแล มี ป.ป.ช. มี สตง. กำกับดูแลในเรื่องของการทุจริตอยู่ก่อนแล้ว การที่คำนิยามมาตรา ๔ ได้ให้อำนาจเกี่ยวกับการถอดถอนกลับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ อย่างนี้ จะเรียกว่าการกระจายอำนาจหรือไม่ อย่างไร ท่านรัฐมนตรีชี้แจงสิครับว่าทำไมต้องกลับไป ให้ทางนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนกำกับดูแลในเรื่องของการถอดถอน ที่ยึดโยงกับประชาชน ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นหลาย ๆ ท่านได้รับการเลือกตั้ง มาจากประชาชนเขาก็มีสิทธิถอดถอน ฉะนั้นการถอดถอนกระบวนการสอบสวนทั้งหมด น่าจะอยู่ที่สภาท้องถิ่น ส่วนเรื่องการทุจริต การกำกับนโยบาย นั่นคือผู้กำกับดูแลทำหน้าที่ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสอบสวน ถอดถอนสมาชิกและผู้บริหารท้องถิ่น เพราะว่า ดูในหลาย ๆ มาตรากฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องของการให้อำนาจให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ให้กับนายอำเภอแทบทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่มาตรา ๑๐ อำนาจหน้าที่กระบวนการสอบสวนของผู้ว่าราชการจังหวัด และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือว่า มีประกาศการตั้งคณะกรรมการสอบสวนของกระทรวงมหาดไทย ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดก็คือว่าเป็นประกาศของกระทรวงมหาดไทยเป็นกฎกระทรวงหลังจากนี้ จะประกาศมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นหมายความว่าระบบราชการยังหวงอำนาจในเรื่องของ การปกครองท้องถิ่น ไม่เป็นไปตามหลักการของการกระจายอำนาจ ผมอยากให้กรรมาธิการ ที่จะมีการตั้งขึ้นพิจารณาทบทวนของคำว่า ผู้กำกับดูแล แล้วก็กระบวนการสอบสวนทั้งหมด น่าจะให้สภาท้องถิ่นเป็นคนทำการสอบสวน
ท่านประธานครับ มีอยู่มาตราหนึ่งที่ผมสงสัย อยากเรียนถามให้ท่านรัฐมนตรี ชี้แจงก็คือว่าในมาตรา ๖ ในมาตรา ๒๕๔ ของรัฐธรรมนูญระบุชัดเจน ได้บัญญัติไว้ชัดเจน ก็คือว่า กฎหมายฉบับนี้เสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และฉบับนี้ ก็คือว่า หลักการสำคัญเป็นเรื่องของการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น แต่ในมาตรา ๖ (๒) เป็นเรื่องของวิธีการการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น ผมเข้าใจว่ากระบวนการถอดถอนมันก็มีกระบวนสอบสวนอยู่แล้ว ทำไมยังต้องไปบัญญัติ ใน (๒) ในเรื่องของการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวนอีก เพราะเวลามีการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน ก็ต้องมีกระบวนการสอบสวนโดยคณะกรรมการมันจะไม่เป็นการซ้ำซ้อนหรือครับท่าน
ประเด็นต่อมาที่อยากฝากคณะกรรมการวิสามัญก็คือว่า หลาย ๆ ท่าน เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายถึงความเป็นห่วงว่ากระบวนการถอดถอนนี้มันจะเป็นเครื่องมือ ของผู้มีอำนาจหรือไม่ อย่างไร ท่านคงนึกภาพออกในท้องถิ่นเวลาแพ้การเลือกตั้งสามารถ ที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการที่จะถอดถอนคนที่ชนะ ดังนั้นผมก็เลยดูมาตรา บทกำหนดโทษ จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้ง ในนี้บทกำหนดโทษ ไม่มีเลยในเรื่องของการกลั่นแกล้งเพื่อให้ต้องโทษ หรือเพื่อให้ต้องถูกถอดถอนการเป็นสมาชิก มีแต่เรื่องของการให้ การรับว่าจะให้ หรือผลประโยชน์อื่นใดในการลงชื่อ แต่ในเรื่องของ การกลั่นแกล้งเอาความเท็จมากล่าว เอาเรื่องเท็จมาเป็นเครื่องมือในการถอดถอน ไม่มีบทกำหนดโทษ เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นในเรื่องของ อบจ. แม้แต่กฎหมายท้องถิ่น ลักษณะปกครองท้องถิ่น การเลือกตั้งท้องถิ่น ล่าสุดปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังมีการระบุบัญญัติ ไว้ชัดเจนในเรื่องของการกลั่นแกล้ง การร้องเรียน ใบเหลือง ใบแดง หลังจากการเลือกตั้ง อันนี้ก็เหมือนกัน ผมเกรงว่าเมื่อมีการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วจะใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือ ในการทำลายคู่ต่อสู้ แล้วก็กลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมือง อยากให้มีการกำหนดบทบัญญัติ ในเรื่องของเจตนาการกล่าวเท็จด้วย มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นกฎหมายที่หวังดีแต่เกิดผลร้าย ต่อสังคม ต่อท้องถิ่นในชุมชน ขอขอบคุณครับ