โกวิทย์ ตั้งข้อสังเกต พ.ร.บ.ถอดถอนท้องถิ่น ห่วงซ้ำซ้อน-กระทบประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

โกวิทย์ พวงงาม อภิปรายรับหลักการร่าง พ.ร.บ. การเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของมาตรา 13 ถึง 17 ที่ให้ผู้กำกับดูแลมีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวนและสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจขัดเจตนารมณ์การเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนตรวจสอบโดยตรง และอาจเกิดความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่ จึงเสนอให้กรรมาธิการพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นการรวมหรือแยกคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่แตกต่างกัน ระหว่างสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหาร เพื่อให้การมีส่วนร่วมและการถอดถอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของความโปร่งใสในการบริหารราชการท้องถิ่น

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขออภิปรายเพื่อรับหลักการ ในร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าในเรื่องนี้เคยมีการเสนอชื่อกฎหมายนี้อยู่แล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ ลักษณะในทำนองเดียวกันนะครับ ในปีนั้นผมคิดว่ามีความต่าง ผมจึงอยากให้ ความเห็นไว้เพื่อที่จะให้กรรมาธิการที่จะตั้งไปพิจารณาในวาระที่ ๒ ได้ไปพิจารณา สัก ๓-๔ ประเด็น

ในประเด็นที่ ๑ ผมเข้าใจว่าชื่อของพระราชบัญญัติในปี ๒๕๔๒ ชื่อว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น แต่ฉบับใหม่ปีที่กำลังพูดกันนี่ชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอน อันนี้ ก็เป็นความต่างที่เกิดขึ้น อยากจะชี้แจงท่านประธานว่าตอนปี ๒๕๔๒ ผมพยายามประมวลว่า ผมเห็นด้วยกับการถอดถอน เพราะว่าจะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องระมัดระวังในการทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าย้อนไปดูนี่มีการเข้าชื่อ ถอดถอนหลังจากปี ๒๕๔๒ ๑๖ แห่ง ลงคะแนนถอดถอนได้ ๔ แห่ง ไม่สามารถถอดถอนได้ ๑๒ แห่ง เพราะอะไรครับ เพราะจำนวนเสียงถอดถอนนี่ผมอยากชี้แจงว่าท่านประธานครับ การเข้าชื่อถอดถอนในปี ๒๕๔๒ ใช้เสียง ๓ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พอไปลงคะแนน ถอดถอนต้องเกินกึ่งหนึ่ง อันนี้เป็นการยาก ผมเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยว่าให้ต่อเนื่องว่าประชาชนเมื่อเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นแล้ว มีสิทธิที่จะเรียกคืนหรือรีคอล (Recall) ถอดถอนได้ อันนี้ตามหลักสากล แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ผมเรียนท่านประธานว่าจำนวนเสียงถอดถอน และการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนในปี ๒๕๖๐ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาลและคุณชินวรณ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ร่างมานี่ลดจำนวนผู้เข้าชื่อลงจะเป็น ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ผมไม่ติดใจ เพราะว่า เป็นการเปิดโอกาส แต่ผมมาติดใจตรงที่มาตรา ๑๓ ผมอยากให้กรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ลองพิจารณา คือเป็นการพลิกการถอดถอนใหม่ก็ว่าได้ เพราะปี ๒๕๔๒ ประชาชนไปลง คะแนนเสียงถอดถอนตามจำนวนที่กำหนดไว้ แต่บังเอิญตอนนั้นการถอดถอนยาก เพราะว่า การไปลงเพื่อถอดถอนต้องใช้เสียงมากเกินกึ่งหนึ่ง อันนั้นเป็นประเด็นทำให้ประชาชน ไม่สามารถถอดถอนได้มาก แต่ประเด็นไม่อยู่ที่ว่าถอดถอนมากหรือน้อย ผมอยากเรียน ท่านประธานว่าที่ผมพูดว่ามันเป็นการเปลี่ยน เพราะว่าการเข้าชื่อต่อนี้ไปในมาตรา ๑๓ ที่ร่าง ก็คือว่าให้ทำหนังสือยื่นต่อผู้กำกับดูแล ผมเรียนว่าท้องถิ่นมีผู้กำกับดูแลก็คือผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งกำกับดูแลตามกฎหมายการจัดตั้งอยู่แล้ว กฎหมายการจัดตั้งก็เขียนคล้าย ๆ กันถ้าจงใจทอดทิ้ง ละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคล้าย ๆ มาตรา ๗ ในร่างนี่ครับ หรือว่ามี พฤติกรรมส่อทุจริต มีพฤติกรรมในทางที่เสื่อมเสียเป็นต้น ผู้กำกับก็สามารถทำได้ ร่างฉบับ ที่กำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้มันเหมือนกับว่าไปให้กับผู้กำกับที่จะไปตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในมาตรา ๑๔ เพราะฉะนั้นก็อยากจะถามและอยากเป็นข้อสังเกตว่ามันจะไปเป็นการซ้ำซ้อน กับผู้กำกับที่ต้องกำกับท้องถิ่นอยู่หรือไม่ อย่างไร แล้วก็ตั้งขึ้นมาอีก ผมเรียนว่าท้องถิ่น มีผู้กำกับมากในปัจจุบันในการทำงาน ซึ่งเขาต้องระมัดระวังอยู่แล้ว เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สตง. ป.ป.ท. ป.ป.ช. นั่นคือผู้กำกับที่ต้องกำกับท้องถิ่นโดยตรงอยู่แล้วตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในมาตรา ๑๖ เมื่อมีการตั้งกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๑๔ ในมาตรา ๑๖ ก็ให้มีการชี้แจงข้อกล่าวหากัน แล้วในมาตรา ๑๗ ในเมื่อคณะกรรมการสอบสวนพิจารณา อย่างไร ถ้ามีการจงใจทอดทิ้ง หรือมีพฤติกรรมทุจริตอย่างไร มีการกระทำอันเป็นการขัดกัน กับผลประโยชน์ขององค์กรท้องถิ่นผู้กำกับสามารถสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ก็คือการทิ้งอำนาจ ผมว่ามันเป็นการเลยเจตนารมณ์ของประชาชนไปหรือไม่ เพราะว่าเจตนารมณ์นี้ก็เป็น เจตนารมณ์ที่มอบให้กับประชาชนที่จะตรวจสอบคนที่เขาเลือกไปว่าทำงานแล้วเกิดประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนมากน้อยเพียงใด หรือทำแล้วเป็นไปในทางที่ทุจริตเป็นต้น เขาก็มีสิทธิเรียกคืน นี่คือเจตนารมณ์ แต่การทิ้งน้ำหนักไปที่ผู้กำกับและคณะกรรมการสอบสวน ผมอยากให้ กรรมาธิการพิจารณาให้รอบคอบว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะให้กลับมาเป็นเจตนารมณ์ของประชาชน อย่างแท้จริง มิฉะนั้นมันจะไปซ้ำซ้อนกับผู้กำกับ ซึ่งเป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เขากำกับท้องถิ่นอยู่โดยตรงแล้ว นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตไว้แล้วก็ให้กรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นไปไปพิจารณาให้รอบคอบ

ประเด็นสุดท้ายเรื่องของการเข้าชื่อ ผมคิดว่ายังมีความต่างอยากให้พิจารณา ก็คือว่า ถ้าสมาชิกสภาท้องถิ่นใช้เขตเลือกตั้ง ผมยกตัวอย่าง อบจ. เขตเลือกตั้งของ สจ. จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่ถ้านายก อบจ. มันเป็นเขตจังหวัดทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นเรื่อง คะแนนเสียงผู้มีสิทธิผมอยากให้พิจารณาดี ๆ ว่าจะรวมกันไหมระหว่างสมาชิก หรือต้องแยกกัน กับนายก นั่นคือประเด็นที่จะต้องให้กรรมาธิการที่จะตั้งไปพิจารณาในส่วนนี้ด้วย เพราะมีความต่างกัน ระหว่างเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาท้องถิ่น กับเขตเลือกตั้งของนายก ซึ่งเป็นเขต ถ้า อบจ. ก็ทั้งจังหวัด ถ้าเทศบาลก็เป็นเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนคร และเทศบาลตำบล ถ้าเป็น อบต. ก็เป็นเขตตำบลทั้งตำบล นี่คือส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัตินี้เพราะเป็นความก้าวหน้าอันหนึ่งที่ให้พี่น้องประชาชน ได้ดำเนินการตรวจสอบนักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นของตนเอง แล้วก็สามารถไป ดำเนินการเพื่อจะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นได้ปฏิบัติงาน ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้ อย่างเต็มที่ ผมเข้าใจว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมรับหลักการด้วย ในนามของพรรคพลังท้องถิ่นไท ขอบคุณท่านประธานครับ