กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เสนอญัติร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักฐานที่ชัดเจนและกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม เพื่อตรวจสอบและลงโทษสมาชิกสภาและผู้บริหารท้องถิ่นที่มีความผิดหรือไม่เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ญัตติร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญ เพราะว่าเป็นการให้อำนาจกับประชาชนเพื่อจะตรวจสอบ แล้วก็จะลงโทษคนที่อาสามารับใช้แต่ว่าไม่เป็นไปตามสิ่งที่ทำ ก็คืออาจจะมีปัญหาเรื่องของ การทุจริต การจงใจทอดทิ้ง ละเลย ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจอันให้เกิดความเสียหาย กับราชการอย่างร้ายแรง มีความประพฤติในทางที่นำมาถึงความเสื่อมเสีย หรือก่อ ความไม่สงบเรียบร้อยแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือมีพฤติกรรมส่อไปทางทุจริต หรือการกระทำอันขัดกับผลประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ก็ถือว่า เป็นความก้าวหน้าอันหนึ่ง แต่ประเด็นก็คือว่าการพิจารณาในการที่จะลงโทษเขา ในการที่จะ ตัดสินเขาจะต้องมีกระบวนการที่จะต้องรักษาความยุติธรรมในนั้นด้วย ซึ่งผมขออภิปราย ในมาตรา ๖ คือการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก แล้วก็ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นก็ทำได้ ๒ วิธี ก็คือ
๑. การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นโดยตรง อันนี้บทบัญญัติ ในมาตรา ๗ นะครับ ก็ว่าถ้าถอดถอนนี่ก็ต้องกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ
๒. คือการเข้าชื่อขอให้มีการสอบสวน แล้วผ่านกระบวนการสอบสวนไปสู่ ผู้กำกับดูแลนะครับ ซึ่งก็จะเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้กำกับดูแลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอันนี้จะต้องมีคนลงชื่อ ๕,๐๐๐ คน หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ ประเด็นสำคัญก็คือว่า ๑. การถอดถอนโดยตรงก็คือเรื่องของ การที่ลงชื่อเหมือนเลือกตั้งนี่ล่ะครับก็คือลงชื่อเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ปกติการที่เราได้รับ เลือกตั้งขึ้นมานี่นะครับก็ยากที่ใครจะมามีคะแนนถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่การถอดถอนที่อาศัย คนถึงครึ่งหนึ่งของท้องถิ่นนั้น ผมก็ถือว่าเป็นเสียงที่ดังพอสมควร แต่ก็ต้องระมัดระวัง ในการที่จะต้องกังวลว่ามีการใช้เรื่องของเสียงส่วนใหญ่ มีการซื้อเสียง มีการอะไรที่จะทำให้ เป็นการกลั่นแกล้งของผู้ที่ได้รับการตรวจสอบหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวังนะครับ ส่วนการสอบสวน ก็จะมีมาตรา ๗ ก็แปลว่ากึ่งหนึ่งหรือการสอบสวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ แล้วก็ในมาตรา ๑๕ การตั้งคณะกรรมการสอบสวนในการสอบสวนนี่นะครับ ในท้ายของ มาตรานี้การตั้งคณะกรรมการสอบสวน และการสอบสวนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งอันนี้มีความสำคัญนะครับ เพราะว่าการที่เรา จะใช้การสอบสวนโดยการใช้ดุลยพินิจอย่างเดียวเชื่อว่าอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า อาจจะไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ถูกสอบสวนนะครับ แล้วการใช้ดุลยพินิจอย่างเดียวผมกังวลว่า จะเป็นการกลั่นแกล้ง จะทำให้เขาโดนกลั่นแกล้งทางการเมือง แล้วก็ต้องนำเรียน ด้วยความเคารพนะครับว่าในกฎหมายทั่วไปนี่เราจะต้องให้โอกาสกับผู้ที่ต้องสงสัย ถ้าเขา แค่สงสัยเราไม่ควรจะต้องลงโทษเขาแต่ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งจะพิจารณาว่าจะลงโทษ แล้วก็จะทำให้เข้าได้พ้นสิทธิจากการเป็นสมาชิกสภาหรือเป็นผู้บริหารสภาท้องถิ่นแห่งนั้น นี่มีความสำคัญนะครับ สรุปก็คือว่าการพิจารณาลงโทษไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาหรือผู้บริหาร ส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาได้รับฉันทานุมัติ ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่า เป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรี แต่ถ้าเขามีสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่เหมาะสม ควรจะมีกระบวนการ ที่เป็นธรรม แล้วก็ไม่ยึดเอากระแส เอาสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่อิงกับหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนมี กระบวนการไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. หรือกระบวนการทางวินัยที่มีในปกติอยู่แล้ว แต่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ การจะลงโทษใคร โดยเฉพาะในมาตรา ๑๕ ในการสอบสวน กฎกระทรวงที่จะตั้งขึ้นมา ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าในกฎกระทรวงฉบับนี้ควรจะต้องให้ ความรอบคอบ แล้วก็ต้องให้มีหลักฐานที่ชัดเจน จะลงโทษเขาจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อจะไม่ให้คนดีหรือคนที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองได้รับโทษเหล่านั้น แต่ถ้าใครมีสิ่งที่ โดนข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต การเอื้อผลประโยชน์ การขัดกันทางผลประโยชน์ หรือมีความผิดในการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับราชการ เราก็ต้องลงโทษตามข้อบัญญัติของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ก็นำเรียนด้วยความเคารพว่า อยากให้มีการพิจารณาลงโทษด้วยความรอบคอบ มีหลักฐานที่ชัดเจน เป็นหลักฐานที่สำคัญ ในการบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕ ในกฎกระทรวงที่จะออกมาในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ