สุพิศาล ภักดีนฤนาถ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยชี้ว่ารัฐบาลมีการฉีกหลักการของกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของประชาชน ซึ่งขัดกับมาตรา 77 วรรคสาม และไม่มีนิยามศัพท์เกี่ยวกับการสอบสวน สุพิศาล จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและความจำเป็นในการรวมกฎหมายทั้งสองฉบับเข้าด้วยกัน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. …. ท่านประธานครับ ร่างนี้ที่จริงไม่ควรจะเข้า โดยหลักการแล้วท่านประธานครับ มาตรา ๒๕๔ แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เขียนไว้ ประมาณ ๓ บรรทัด ๒๒ คำ เขียนว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ๓ บรรทัด ประมาณ ๒๒ คำ มีประธานคือผู้มีสิทธิ มีกริยาคือเข้าชื่อกับถอดถอน มีกรรมคือสมาชิก และผู้บริหารเท่านั้นเองครับท่าน ฉีกเป็น ๒ พระราชบัญญัติผมไม่ทราบว่าเอาหลักการ ร่างกฎหมายนี้มาอธิบายหน่อยสิครับว่ารัฐบาลเอาหลักการอะไรมา แค่เวิร์ดดิง (Wording) ผ่านกัน แล้วก็ใช้คำว่า หรือ นะครับ ไม่ได้ใช้คำว่า และ หรือ ต้องมีอย่างอื่น ประเด็นหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๕๐ วรรคห้า วรรคห้าตอนท้าย ผมไม่อ่านเลย ตอนบนเป็นเรื่องของการให้ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหาร แต่สุดท้าย วรรคสุดท้ายเขียนว่า การป้องกันส่วนท้องถิ่นแต่รูปแบบ ป้องกันการก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นด้วย ในประโยคนี้ว่ารัฐเองในตัวบทที่เขียนร่างประกอบด้วย การรวมศูนย์อำนาจหมดครับ ผมไปที่มาตรา ๔ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะมาตรา ๔ นี้ ใช้คำว่า ผู้กำกับดูแลครับ ท่านประธานครับรู้ไหมว่านิยามของผู้กำกับดูแลนี้คือรัฐทั้งหมด นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรีใช้อำนาจครับ ขัดมาตรา ๗๗ วรรคสาม การร่างกฎหมายที่จะใช้ดุลยพินิจควรจะมีความจำกัด และควรจะเป็นรูปแบบของ คณะกรรมการ นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วย ควรจะอยู่ในพระราชบัญญัติฉบับแรก ที่นำเสนอ ท่านครับท่านดูไปเลยครับ ในพระราชบัญญัตินี้จะมีนิยามศัพท์ที่หายไปอีกครับ ท่านประธาน นอกจากคณะกรรมการสอบสวนที่ใช้ยังไม่มีนิยามศัพท์ว่าคณะกรรมการ สอบสวน สอบสวนในเรื่องนี้มีใคร มีโครงสร้างอย่างไร มีองค์ประกอบที่จะมาจากไหน ใครเป็นคนเลือก แล้วมีอำนาจในการสอบสวนประเด็นอะไรบ้าง มีระยะเวลาเท่าไร ไม่ได้เขียนไว้ครับ แต่อาจจะอยู่ในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ท่านรัฐมนตรีกำหนด นี่ละครับ เสนอกฎหมายกี่ครั้ง ๆ ครับท่านประธานไม่เคยเอาเข้าเลยครับหลักเกณฑ์ วิธีการที่แนบ ตามกฎหมายนี่ครับไม่เคยเอามาให้ดูเลยครับ แนบมาสิครับ ร่างมาก็ได้ สภาจะได้ดูว่า หลักเกณฑ์ วิธีการนั้นคืออะไรบ้าง นี่คือการออกกฎหมายของรัฐบาล
และประเด็นสำคัญคือมีคำนิยามอีกคำหนึ่งครับท่านประธาน ผู้แทน ผู้เข้าชื่อ เมื่อสักครู่ผู้กำกับดูแลครับ ท่านครับมีอยู่ใน ๑๒ มาตรา ใช้อำนาจของผู้ดูแล แต่ทีนี้ผู้แทนผู้เข้าชื่อมีอยู่ใน ๑ มาตรา มาตรา ๖ ก็ไม่มีนิยามครับ ฉะนั้นผู้แทนผู้เข้าชื่อนี่ ผมให้นิยามเลยครับ บุคคลหรือคณะบุคคลที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ และมีอำนาจตามที่ผู้มีสิทธิเข้าชื่อมีอำนาจตาม พ.ร.บ. นี้ในมาตรา ๕ ต้องมีผู้แทน เพราะกฎหมายเขียนไว้ตามนั้นครับท่านประธาน นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมกำลังจะบอกว่า รัฐรวมศูนย์ใช้อำนาจรวมไปที่ผู้กำกับดูแลครับ พิจารณาเอง เมื่อมีผู้เข้าถอดถอน คนเดียวครับท่านประธาน แล้วใช้อำนาจอย่างนี้ได้อย่างไรครับ รูปแบบควรจะเป็นคณะกรรมการ จะออกมาเป็นรูปแบบไหนนิยามศัพท์มาครับ นั่นคือสิ่งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดในมาตรา ๗๗ วรรคสามครับท่านประธาน
ถัดไปครับ สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือเรื่องของการที่ผู้ถูกกล่าวหา ถูกกล่าวหาแล้ว แล้วปรากฏว่าไม่เป็นความผิด อันนี้สิ่งหนึ่งที่รัฐเองไม่เคยโอบอุ้มผู้ที่เข้าชื่อครับ เพราะฉะนั้น ต้องเขียนให้ปรากฏครับว่าผู้ที่ถูกกล่าวหามิสามารถฟ้องร้องกับผู้ที่เข้าชื่อได้ เพราะมันเป็น เอาง่าย ๆ เป็นเอกสิทธิ์ของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ครับท่านประธาน เพื่อให้เข้าชื่อถอดถอน นี่คือประเด็นหนึ่ง คือการคุ้มครองตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน นี่คือหัวใจ สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่จะทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ มีเสียงโวลุม (Volume) เหมือนกันครับ ที่ผมบอกนะครับว่าจำนวนเป็นไปตามที่นำเสนอได้ แต่อย่าทำให้กฎหมาย ฉบับนี้แปลกแยกมาจากฉบับที่ ๑ นี่เลยครับ เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแยกออกเป็น ๒ กฎหมายครับ ต้องเป็นฉบับเดียวแล้วรวมเข้าไปด้วยกัน เพราะมันใช้คำว่า หรือ ครับ มีกริยา ๒ กริยา ท่านกลับไปดูในมาตรา ๒๕๔ มีประธาน ๑ ประธาน มีกริยา ๒ กริยา เท่านั้น และมีกรรมเป็น ๑ เดียว ขอบคุณท่านประธานครับ