อภิชาติ ศิริสุนทร หารือปัญหาการรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลางที่ส่งผลให้ท้องถิ่นขาดอิสระในการตัดสินใจและพัฒนาตนเอง พร้อมเรียกร้องการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารกิจการของตนเองได้ตามศักยภาพในด้านต่าง ๆ เช่น คมนาคม การศึกษา และวัฒนธรรมประเพณี โดยคัดค้านการตั้งกระทรวงท้องถิ่น เห็นว่าจะทำให้ท้องถิ่นสูญเสียความเป็นอิสระและส่งผลให้เกิดระบบอุปถัมภ์ซ้ำรอยเดิม จึงเสนอให้ท้องถิ่นขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งแทน
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายเรื่องของพี่น้องชาวท้องถิ่น เรื่องของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งก็ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในสภาแห่งนี้ที่เห็นความสำคัญของการปกครองท้องถิ่น เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็น หลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในการพัฒนาพี่น้องประชาชนในระดับท้องถิ่นให้เจริญ ก้าวไกลทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ท่านประธานครับ เรื่องท้องถิ่นที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้เสนอญัตติมานั้นนะครับ ผมก็เห็นด้วยกับในหลาย ๆ ญัตติ โดยเฉพาะญัตติ ของเพื่อนสมาชิก ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ที่พยายามที่จะนำเสนอเรื่องแนวทางการบริหารจัดการตัวเองอย่างเป็นอิสระของท้องถิ่น นะครับ และญัตติของ ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ ส.ส. วรภพ วิริยะโรจน์ ซึ่งพยายามที่จะนำเสนอเรื่องความเป็นอิสระของท้องถิ่น ทำไมต้องพูดเรื่องความเป็นอิสระของ ท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาท้องถิ่นไม่เป็นอิสระหรืออย่างไร ท่านประธานครับ แน่นอนครับ ที่ผ่านมาบ้านเรา เมืองเราบริหารงานโดยใช้ระบบรัฐราชการรวมศูนย์ อำนาจทั้งหลาย รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง รวมศูนย์ไว้ที่กระทรวง ทบวง กรม และกระจายตัวแทนไปในระดับ จังหวัด การปกครองส่วนภูมิภาคลงไปในระดับอำเภอ ซึ่งนั่นเขาเรียกว่าการปกครองจาก ส่วนกลางหรือการรวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ที่ส่วนกลาง ท่านประธานครับ เมื่อมี การกระจายอำนาจ หรือเมื่อมี อบต. พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับการแบ่งปันงบประมาณ ได้รับการแบ่งปันการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ในสมัยก่อนนี่ผมอยู่ในท้องถิ่น ผมเป็นคน ชนบทนะครับ พี่น้องประชาชนบอกว่าตั้งแต่มี อบต. มีเทศบาลรู้สึกว่าจะมีถนนหนทาง มีถนนคอนกรีต แต่ก่อนที่ไม่มี อบต. หรือไม่มีเทศบาล ผู้ใหญ่บ้านก็บอกผมว่ากว่าจะได้ ถนนลูกรังแต่ละเส้นก็ต้องขออ้อนวอนขอกับระบบกลไกรัฐราชการส่วนกลางกว่าจะได้ ดังนั้น พอมีท้องถิ่นมันเกิดพัฒนาการ มันเกิดเป็นองค์กรของท้องถิ่นที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาของ ท้องถิ่น ดังนั้นเราถึงต้องมาพูดเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ทำไมถึงต้องพูดเรื่องนี้ครับ เพราะว่าที่ผ่านมา ณ ปัจจุบันถึงจะมีท้องถิ่นก็จริงแต่อำนาจถูกจำกัดไว้ที่ส่วนกลาง จำนวนมากอยู่ ดังนั้นส่วนกลางพยายามขยับอำนาจก็จริง โดยหลักการที่ว่าท้องถิ่น ยังไม่พร้อม วาทกรรมนี้ละครับที่ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะเติบโตไปทันกับระบบเศรษฐกิจ ที่มันเติบโตและก้าวไปไกล ท้องถิ่นเขาไม่สามารถพูดถึงระบบคมนาคมที่ทันสมัยเหมือนกับ กรุงเทพมหานครได้ เพราะว่าอำนาจมันกระจุกตัวอยู่ที่นี่ อำนาจมันกระจุกตัวอยู่ที่กระทรวง คมนาคม เขาจะคิดเรื่องระบบขนส่งของเขาเขาต้องมาขออนุญาตต่อกระทรวงคมนาคมครับ เขาไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่นเดียวกันครับระบบการศึกษาของท้องถิ่นแทนที่เขาจะพัฒนา ศักยภาพของเขาผ่านระบบวัฒนธรรม ผ่านระบบองค์ความรู้ของท้องถิ่นที่มีอยู่ในรูปของ จัดระบบการศึกษาของท้องถิ่นก็ถูกจำกัดอยู่ที่กระทรวงในส่วนกลาง เขาแทบที่จะไม่มีอำนาจ เช่นเดียวกันครับระบบวัฒนธรรม ประเพณีที่เขาดีงามในท้องถิ่นแทนที่เขาจะพัฒนาให้มัน เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดตกกันมา และเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามในการพัฒนาระบบการอยู่ ร่วมกันของท้องถิ่นก็ถูกจำกัด ถูกตีความ เช่น ถ้าจะจัดประเพณีสงกรานต์ก็ถูกตีความว่าไม่ใช่ เป็นประเพณีท้องถิ่น เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่จะไปเคารพกราบไหว้บุพการีของตัวเอง ซึ่งมันไม่ใช่หรอกครับ เรื่องวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นแต่ละพื้นที่มันมีความหลากหลาย ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเขาจะเรียกวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างไรครับ ทีนี้ท้องถิ่นจะจัดงาน วัฒนธรรมต่าง ๆ นานา ท่านเชื่อไหมครับท่านประธานต้องขออนุญาต ต้องให้ตีความก่อนว่า เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ดังนั้นผมคิดว่าอำนาจเหล่านี้มันถูกจำกัดไว้ที่รัฐส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะเป็นอิสระในการที่ตัดสินใจได้โดยแท้จริง อันนี้ผมพูดถึง อำนาจหน้าที่นะครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ความเห็นในเรื่องของการตั้ง กระทรวงท้องถิ่นสักเล็กน้อย ที่ผ่านมาท้องถิ่นเติบโตจากโครงสร้างแบบเดิมดังที่ผมกล่าวไว้ เติบโตจากโครงสร้างรวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลาง ไม่มีอำนาจอิสระแท้จริงอย่างเต็มที่ ยังถูกควบคุม กำกับโดยหนังสือสั่งการ ยังถูกควบคุม กำกับจากท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภออยู่ ไม่มีความอิสระอย่างแท้จริง นั่นผมเข้าใจว่าเป็นลักษณะของการเติบโต ภายใต้โครงสร้างแบบเดิม ซึ่งมันส่งผลทำให้ระบบนี้กลายเป็นระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นผมถึงมีความเห็นว่าการศึกษาการตั้ง กระทรวงท้องถิ่นขึ้นมานี้ผมถึงไม่เห็นด้วย มันก็เท่ากับเป็นการตั้งรัฐส่วนกลาง เป็นเอาระบบ ราชการไปควบไปคุมระบบท้องถิ่น ไม่แตกต่างจากเดิมหรอกครับ เดี๋ยวก็เกิดระบบเส้นระบบ สายเหมือนหลาย ๆ ท่านว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา เดี๋ยวก็เกิดระบบเส้นระบบสายอย่างที่ หลายท่านว่า ดังนั้นผมคิดว่าไม่เห็นด้วยในการตั้งกระทรวงท้องถิ่น มันเป็นการไปกดทับ อำนาจของท้องถิ่น ถ้าท้องถิ่นจะเติบโตต้องไม่มีกลไกเหล่านี้ไปกดทับนะครับ ดังนั้นผมเห็นว่า ท้องถิ่นควรขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีละครับ โดยหลักการท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีที่มาจากพี่น้องประชาชน แต่ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพี่น้องประชาชน นะครับ ไม่ใช่มาจากการรัฐประหาร ท้องถิ่นควรขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี สุดท้ายครับ ท่านประธาน ขออีกนิดเดียวครับ ถ้าตราบใดที่เรายังคิดที่จะตั้งองค์กรที่เป็นระบบราชการ มาครอบมาคุมระบบท้องถิ่น ผมเชื่อได้ว่าไม่ใช่การกระจายอำนาจที่แท้จริง ผมเชื่อได้ว่าจะ นำไปสู่การเมืองที่เป็นเรื่องของชนชั้นเท่านั้น ขอบคุณครับท่านประธาน