ปดิพัทธ์ ตั้งคำถามร่างกฎหมายสัตวบาล ห่วงทับซ้อน-กระทบเกษตรกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๗ มกราคม ๒๕๖๔

ปดิพัทธ์ สันติภาดา หารือร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสัตวบาล โดยตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือในนิยามของวิชาชีพที่อาจเกิดทับซ้อนกับบทบาทของสัตวแพทย์ โดยเฉพาะในกิจกรรมร่วมอย่างการทำหมันสัตว์ พร้อมเสนอให้ทบทวนเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติงานและกำหนดบทบาทร่วมอย่างเหมาะสมภายใต้กรอบความปลอดภัยอาหาร การจัดการเชื้อดื้อยา และสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงกังวลต่อการไม่รวมสัตว์น้ำในร่างกฎหมาย ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และความจำเป็นในการทบทวนบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับผู้ที่ยังไม่สามารถจดทะเบียนได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ผ่านการขึ้นทะเบียนเพียงหนึ่งในสามของทั้งหมด

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมเองก็เคยสำเร็จการศึกษาในคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย แต่ผมเองก็ไม่ได้แพรกทิซ (Practice) หรือว่าไม่ได้ประกอบอาชีพนี้ แต่ทีนี้ ผมก็เห็นถึงความจำเป็นนะครับ แล้วก็เห็นปัญหาที่ทางสัตวบาลได้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ต้องเรียนด้วยความจริงใจว่าเราแสดงความยินดีนะครับที่วงการสัตวบาลจะได้ขยับ มาตรฐาน แล้วก็มีการจัดโครงสร้างองค์กรที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพของตัวเอง ท่านประธานครับ สิ่งที่มีความจำเป็นเป็นอย่างมาก แล้วเราเห็นด้วยนะครับว่าคุณภาพ และพัฒนาของการผลิตวงการปศุสัตว์แล้วก็สัตว์เลี้ยงของประเทศไทยนั้นจำเป็นที่จะต้อง สร้างความเชื่อมั่น แล้วก็เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลกด้วย แล้วสิ่งที่จำเป็นที่จะต้อง คำนึงอีกอย่างหนึ่งก็คือบทเรียนจากโควิด (COVID) นะครับ โรคอุบัติใหม่ในโลกนี้เป็นโรค ที่มาจากสัตว์สู่คนหรือเรียกว่าซูโนซิส (Zoonosis) ถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเรา รีบวางโครงสร้างการผลิตสัตว์ในประเทศนี้ได้อย่างประสิทธิภาพนะครับ จะทำให้เรามี ความพร้อมในการแข่งขันในระยะยาว แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อเกษตรแล้วก็ผู้ประกอบการ ทุกคน แต่สิ่งที่ผมอยากจะให้ทางผู้ชี้แจงหรือว่าทางท่านรัฐมนตรีได้มีโอกาสอธิบายก็คือ สิ่งที่เป็นคำถามขึ้นมาก็คือว่าในอาชีพต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทยมีหลายอาชีพที่จะมี การจัดสรรองค์กรเช่นนี้ ทีนี้เราใช้หลักเกณฑ์อะไรในการที่จะจัดสรรให้อาชีพต่าง ๆ นั้น มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง หรือกลายเป็น พ.ร.บ. ที่เป็นลักษณะของวิชาชีพแบบนี้นะครับ อันนี้ถ้าเราสามารถให้ความเข้าใจต่อสภาและพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ ทุกท่านก็จะสามารถ สนับสนุนกฎหมายนี้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือในคำนิยามที่มีการเขียนไว้ในมาตรา ๓ นี่นะครับ บอกว่าวิชาชีพ การสัตวบาล เป็นวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตสัตว์เลี้ยง การปรับปรุงและบำรุงพันธุ์สัตว์เลี้ยง การจัดการอาหารสัตว์เลี้ยง การจัดการสุขาภิบาลต่อสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการจัดการผลิตผล และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลี้ยงนะครับ และแน่นอนสัตว์เลี้ยงในความหมายของมาตรา ๓ นั้น ได้บอกว่าเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อการบริโภคใช้งาน แล้วก็เพื่อความพึงพอใจของมนุษย์ด้วย เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างกว้างนะครับ แล้วก็เรียกว่าครอบคลุมตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของวงจรในการผลิตสัตว์ แล้วก็ในการประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์ แต่ความหมายนี้มันก็ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน เหมือนที่สมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว นะครับว่าแล้วถ้าเราเขียนเจาะจงไปว่ามีเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพสัตวบาลทำพื้นที่เหล่านี้ ได้นะครับ ก็จะเกิด ๒ พื้นที่ที่มีความสับสนขึ้นมา ก็คือว่าทางสัตวแพทย์เองก็จำเป็นที่จะต้อง ร่วมไม้ร่วมมือกันในเรื่องของกิจกรรมบางอย่าง ผมยกตัวอย่างนะครับ เช่น ในเรื่องของ การทำหมัน ทางสัตวบาลก็อาจจะเกี่ยวข้องกับการที่จัดการในเรื่องของตัวสัตว์โดยตรง เพื่อควบคุมการกำเนิดใช่ไหมครับ แต่สำหรับสัตวแพทย์ก็อาจจะต้องทำหมัน แบบเดียวกัน กิจกรรมแบบเดียวกันเป๊ะเลยนะครับ แต่เป็นการแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากระบบ สืบพันธุ์ เป็นต้น ทีนี้ถ้าเราเขียนแบบเจาะจงเกินไปนะครับว่าใครทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ในภาคปฏิบัติก็อาจจะมีปัญหาได้นะครับ

ประการต่อมานะครับ ก็คือเรื่องของการที่เขียนนิยามบอกว่าการจัดการ ผลิตผลและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ อันนี้ผมเข้าใจนะครับว่าเป็นเรื่องของฟู้ดเซฟตี (Food safety) ที่จะทำให้คุณภาพของสัตว์นั้นดีขึ้นนะครับ ทีนี้ในฟู้ดเซฟตี (Food safety) เอง มันก็ค่อนข้างกว้างนะครับว่าเราจะคุยกันแค่เรื่องของความสะอาด ความปลอดภัย สวัสดิภาพในการฆ่าสัตว์ การชำแหละสัตว์ที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็คิดถึงแอนิมัลเวลแฟร์ (Animal welfare) แต่ฟู้ดเซฟตี (Food safety) นั้นสามารถไปถึงเรื่องของการวิจัย ในห้องแล็บ (Lab) นะครับ พูดถึงเรื่องของเชื้อดื้อยา เป็นต้น ที่จะถ่ายทอดจากสัตว์ ไปถึงคนได้ อย่างเช่นเชื้ออีโคไล (E.coli) เป็นต้น เพราะฉะนั้นพื้นที่แบบนี้ก็เป็นพื้นที่ ที่ทับซ้อนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแนวโน้มที่ผมอยากจะเห็นกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น มันไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อขีดว่าใครทำอะไรได้ ไม่ได้ แต่ว่ามันเขียนออกมาถึงความร่วมไม้ ร่วมมือแล้วก็พื้นที่ที่จะทำร่วมกัน อันนี้จะทำให้ความชัดเจนเกิดขึ้นระหว่าง ๒ พ.ร.บ. วิชาชีพสัตวแพทย์ แล้วก็วิชาชีพสัตวบาล

ประการต่อมานะครับ คือคำนิยามนี้ได้เขียนเอาไว้ ได้ระบุถึงกลุ่มของสัตว์ ด้วยนะครับว่ามีสัตว์เลี้ยงเพื่อการบริโภค การใช้งาน แต่ทีนี้ได้เขียนออกมาในประโยคสุดท้าย บอกว่า โดยไม่รวมถึงสัตว์น้ำ อันนี้ก็เป็นที่สงสัยของผมว่าแล้วทำไมถึงไม่รวมสัตว์น้ำด้วย เพราะว่าการผลิตกุ้งหรือว่าการผลิตปลากะพงแบบนี้ที่มีปริมาณมหาศาลนะครับ รวมไปถึง สัตว์เลี้ยงบางประเภท เช่น การทำฟาร์มจระเข้ แบบนี้จำเป็นต้องมีสัตวบาลควบคุมหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเกิดเราเขียนลักษณะแบบนี้แล้วระบุไปเลยว่าเราจะไม่รวมสัตว์น้ำ ก็ทำให้เห็นว่า มันอาจจะเกิดการตีความที่มีปัญหาในภาคปฏิบัติได้นะครับ อันนี้เป็นหลัก ๆ ที่ผมอยากจะ ซึ่งแน่นอนไม่ได้ขัดกับหลักการนะครับ เรายินดีที่จะสนับสนุนหลักการนี้เต็มที่เลยนะครับ แต่พอไปลงในรายละเอียดผมอยากจะมีเวทีในการถกเถียง แล้วก็หารือให้รอบคอบมากขึ้น เพราะว่ายิ่งเราเขียนให้เป็นความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่าไร มันก็อาจจะทำให้กลายเป็นว่า งานใครงานมัน ในแง่ปฏิบัติที่มันต้องบูรณาการนะครับ เป็นสหวิชาชีพในการแก้ปัญหา บางอย่างร่วมกันก็อาจจะเกิดปัญหาได้นะครับ

ประการต่อมานะครับ กฎหมายฉบับนี้ได้ศึกษาผลกระทบ ซึ่งแน่นอนว่า ทางรายใหญ่ไม่น่ามีปัญหาในระบบการผลิตอุตสาหกรรมสัตว์นะครับ แต่ว่าในรายย่อยได้มี การเขียนไว้ว่าอย่างเช่นไก่ไข่นี่นะครับ ถ้าไม่เกิน ๓,๐๐๐ ตัว ก็ไม่จำเป็นต้องมีสัตวบาล ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเกิน ๓,๐๐๐ ตัวก็ต้อง ทีนี้มันจะมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง ก็คือเกษตรกรที่ผลิตโคนม ก็คือจะมีผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยที่ไม่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นแค่ ร้อยละ ๓๔.๖๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ว่าเกษตรกรที่ผลิตโคนมส่วนใหญ่ในประเทศนี้ จะได้รับผลกระทบอย่างมากจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งมันแตกต่างกับตัวเลขของกลุ่มอื่นมาก อันนี้ก็อยากจะได้รับคำชี้แจงด้วยนะครับ

ประการสุดท้าย ก็คือตอนนี้จำนวนของสัตวบาลในประเทศของเรามีอยู่ที่ ๓๐,๐๐๐ คน แต่มีการประเมินว่าถ้ามีการขึ้นทะเบียนในปีแรกหลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ บังคับใช้ คาดว่าจะมีการจดทะเบียนขอรับใบประกอบวิชาชีพ ๑๐,๐๐๐ คน ก็หมายความว่า อีก ๒๐,๐๐๐ คน จะยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ อาจจะต้องไปเรียนให้กลายเป็นประเภท ข ก่อนนะครับ หรือว่าจะทำอะไรต่อไป ทีนี้มันก็อาจจะต้องมีความชัดเจนในบทเฉพาะกาล หรือเปล่าว่าในระหว่างที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้นั้นจะสามารถประกอบวิชาชีพ และทำได้อย่างไรนะครับ เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาและเป็นประโยชน์จริง ๆ และไม่กระทบกับเกษตรกรรายย่อย รวมถึงความไม่พร้อมในเรื่องต่าง ๆ ที่มันจะเกิดขึ้น ในประเทศนี้นะครับ ผมก็อยากฝากเป็นข้อสังเกตไว้ แล้วก็ยินดีร่วมมือในฐานะของ อดีตสัตวแพทย์คนหนึ่งนะครับ ขอบคุณครับ