พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แสดงความเห็นสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกฎหมายเก่าให้ทันสมัย แต่ตั้งข้อสังเกตและขอให้ชี้แจงเพิ่มเติมในหลายประเด็น โดยเฉพาะการแก้ไขเกี่ยวกับการต่ออายุใบอนุญาตผลิตและนำเข้าสินค้าที่ควรมีระยะเวลาชัดเจนไม่เกิน 3 ปี เพื่อป้องกันการตีความคลุมเครือและป้องกันการทุจริต รวมถึงกังวลต่อภาระที่อาจเกิดขึ้นจากการรายงานบัญชีรับจ่ายรายเดือนต่อปลัดกระทรวงกลาโหม จึงเสนอให้จัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อรองรับการรายงานออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของการปรับค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า และเรียกร้องความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหม
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ก็อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจง ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม จากฉบับเดิมตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๓๐ ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี ที่คณะรัฐมนตรีนั้นได้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว ให้มีความทันสมัย และเป็นปัจจุบันมากขึ้น มีหลายประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ประชาชน รวมถึงความมั่นคงและความปลอดภัยต่อสังคม แต่ผมต้องเรียนท่านประธานครับว่าผมยังมี อยู่หลายประเด็นที่มีข้อสงสัย แล้วก็จำเป็นที่จะต้องเรียนถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีให้ได้ช่วยกรุณาอธิบายแล้วก็ชี้แจงถึงที่ไปที่มา
ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ คือเรื่องการเปลี่ยนอายุของใบอนุญาต ใบอนุญาตนั้นมีทั้งประเภทใบอนุญาตที่เรียกว่าใบอนุญาตสั่งเข้ามา ใบอนุญาตนำเข้ามา ใบอนุญาตผลิต และใบอนุญาตมี มี ๔ ประเภท การต่ออายุจากเดิม พ.ร.บ. ฉบับเดิม ระบุเอาไว้ว่าไม่เกิน ๑ ปี เปลี่ยนเป็นไม่เกิน ๓ ปี ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะว่าจะช่วย อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในแง่ของการผลิตก็ดี หรือการนำเข้าก็ดี สามารถ ที่จะดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และลดภาระที่จะต้องคอยมาต่ออายุ แต่ทีนี้ประเด็นที่ ผมตั้งข้อสังเกตท่านประธานครับ คือในส่วนของการต่ออายุนะครับ ถ้าเราไปดูความเดิม ใน พ.ร.บ. เมื่อปี ๒๕๓๐ นั้น เปรียบเทียบกับที่แก้ไข มีการเพิ่มข้อความคือเรื่องของระยะเวลา ที่จะให้การต่ออนุญาต ซึ่งให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งก็ยังไม่ทราบนะครับว่าจะระบุ ในรายละเอียดอย่างไร แต่ผมคิดว่ากรรมาธิการที่จะพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ อาจจะต้อง ลงในรายละเอียดครับ ผมเห็นว่าควรจะมีการระบุลงไปใน พ.ร.บ. ให้ชัดเจนเลยครับว่า การต่อใบอนุญาตก็ควรที่จะระบุว่าไม่เกิน ๓ ปี เช่นเดียวกับการขอใบอนุญาต มิเช่นนั้นแล้วมันจะเกิดความลักลั่นครับท่านประธาน หากว่าตอนขอได้ไม่เกิน ๓ ปี แต่พอ ตอนต่อไป คำถามคือจะมากกว่า ๓ ปีหรือไม่ หรือจะมีอายุที่น้อยเกินไปหรือไม่ จนเป็นเหตุ หรือเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐนั้นเรียกรับสินบนจากผู้ประกอบการเพราะการใช้ดุลยพินิจ
ประการที่ ๒ คือพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้มีการทำบัญชีรับจ่ายแล้วก็ รายงานต่อปลัดกระทรวงกลาโหมทุกเดือน ตรงนี้ผมเป็นกังวลครับว่าจะเป็นการสร้างภาระ ให้ผู้ประกอบการมากจนเกินไปหรือไม่ ผมเห็นด้วยนะครับว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีการให้ ผู้ประกอบการนั้น หรือผู้ที่มีครอบครองนั้นรายงานบัญชี เพราะว่าเราเห็นแล้วครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศเลบานอนจากการระเบิดของสารเคมีที่อยู่บริเวณท่าเรือ ซึ่งสร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่ว่าผมอยากจะขอนะครับ ให้คำแนะนำผ่านจาก ท่านประธานไปก็คือว่ากระทรวงกลาโหมต้องพิจารณาที่จะสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Digital) เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับทางผู้ประกอบการได้รายงาน บัญชีรับจ่ายทางออนไลน์ (Online) ตรงนี้มันต้องอาศัยการลงทุนครับท่านประธาน แล้วกระทรวงกลาโหมควรจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ประการที่ ๓ อันนี้ผมขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
คือการกำหนด ค่าธรรมเนียมครับท่านประธาน คือค่าธรรมเนียมกำหนดไว้ในปี ๒๕๓๐ ภาพอาจจะ เล็กนิดหนึ่งนะครับ คือใบอนุญาตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นใบสั่งนำเข้า ใบนำเข้า หรือใบมี ก็คือ จะใบละ ๒๐๐ บาท ส่วนใบอนุญาตการผลิตอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท นี่คือเมื่อปี ๒๕๓๐ ที่กำหนดเอาไว้นะครับ มี ๒ บัญชีในร่างฉบับนี้ ในบัญชีที่ ๑ ก็เพิ่มขึ้นมาประมาณ ๓ เท่า ก็คือคูณ ๓ จากเมื่อปี ๒๕๓๐ ส่วนบัญชีที่ ๒ ที่กำหนดว่าการจะเพิ่มขึ้นในทุก ๕ ปี จะต้อง ไม่เกินบัญชีที่ ๒ ซึ่งก็สูงขึ้นมา ๖ เท่า อันนี้ก็เป็นคำถามที่ผมจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีครับว่า สำหรับบัญชีที่ ๒ ที่ท่านกำหนดขึ้นมา ๖ เท่า หลักคิดคืออะไร ทำไมถึงกำหนดขึ้นมา ๖ เท่า แต่สำหรับการกำหนดขึ้นมา ๓ เท่า ผมเข้าใจแล้วละ คือเดิมทีท่านให้อายุใบอนุญาต ๑ ปี พอมา พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ใบอนุญาต ๓ ปี ท่านก็คูณ ๓ ขึ้นมา เป็นราคาของการขอใบอนุญาต แต่ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้ครับท่านประธาน ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ หากเราพิจารณา ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๓ จำนวนการขออนุญาต ไม่ว่าจะเป็นทั้ง ๔ ประเภทนะครับ ใบสั่ง ใบนำเข้า ใบผลิต และใบมี รายได้ที่เราเก็บจากค่าธรรมเนียม เหล่านี้ ผมคิดเฉลี่ยออกมาเป็นเดือนเลยครับท่านประธาน ในแต่ละเดือนเรามีรายได้ โดยเฉลี่ยประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ๓๔ ปีผ่านไปครับ ก็อยากจะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีครับว่าเหตุใดค่าธรรมเนียมจึงเป็นเท่าเดิม เมื่อปี ๒๕๓๐ กำหนดไว้อย่างนั้น เมื่อมาร่างฉบับใหม่ไม่มีการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียม เพราะอะไรครับ เพราะว่าการที่จะให้ หน่วยงานปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรายังต้องมีการลงทุน มีการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่เพื่ออำนวย ความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายของข้าราชการในกระทรวงกลาโหม ที่จะต้องดูแลในเรื่องนี้ คำถามคือค่าธรรมเนียมเหล่านี้มันจะเพียงพอต่อการบริหารจัดการ หรือไม่ เพราะว่าท่านไม่ได้เพิ่มอะไรขึ้นมาเลยตลอด ๓๐ ปี ท่านประธานครับ เราทราบดี ครับว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้ถูกบังคับใช้กับหน่วยงานของรัฐ เรากำหนดขึ้นมาเพื่อให้ใช้ กับผู้ประกอบการภาคประชาชนต่าง ๆ ผมก็มีคำถามย้อนกลับไปที่ทางท่านรัฐมนตรีครับว่า สำหรับกระทรวงกลาโหมเอง ท่านแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ให้กับภาคประชาชน แต่ผมคิดว่ากระทรวงกลาโหมเองต้องส่องกระจกย้อนดูตัวเองครับ ที่ผ่านมานั้นท่านเคยทำหรือไม่ครับ บัญชีรับจ่ายคลังสินค้ายุทโธปกรณ์ของท่าน ชี้แจงได้ หรือไม่ ประเด็นนี้ผมเคยสอบถามในชั้นกรรมาธิการงบประมาณแต่ก็ไม่ได้คำตอบ หรือไม่ว่า จะเป็นการแสดงเอกสารรายงานเหตุผลที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณในการจัดหา ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ของกองทัพเอง ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าโดยเฉพาะของกองทัพบกนี่ครับ การชี้แจงเอกสารก็ไม่ได้รับ ความชัดเจนครับท่านประธาน ดังนั้นเมื่อท่านเรียกร้องให้ผู้ประกอบการ ให้ภาคประชาชน แสดงความโปร่งใสรายงานบัญชีรับจ่ายทุกเดือนต่อปลัดกระทรวง ผมก็คิดว่าในทางกลับกัน กระทรวงกลาโหมเองก็ต้องพัฒนาในเรื่องนี้นะครับ สร้างความโปร่งใสในการทำงานให้มาก ยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ