คารม พลพรกลาง พูดถึงปัญหาการศึกษาในชนบทที่มีนักเรียนน้อยและโรงเรียนที่ร้าง และเรียกร้องให้ประธานสภาและรัฐบาลปฏิรูปการศึกษาให้ดีขึ้น
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จังหวัดร้อยเอ็ดครับ ผมขอเวลาท่านเพียง ๕ นาที แต่ว่าก็ขอบคุณที่ท่านได้ให้โอกาสใส่ชื่อไปท้าย ๆ ท่านประธานครับ ผมสนใจญัตตินี้ในฐานะที่เป็นนักสังเกตการณ์ ไม่ใช่นักการศึกษา แล้วก็ ไม่ใช่นักวิชาการ สิ่งที่ผมเห็นปรากฏการณ์นะครับ แล้วก็เห็นสังคมที่ผมกลับบ้าน ผมเป็น คนจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วก็ออกพื้นที่ ผมเห็นโรงเรียนที่มันร้าง ผมเห็นโรงเรียนที่มีนักเรียนแค่ ๗๕ คน ๑๐๑ คน เยอะมากครับ แล้วครูก็พยายามจะหานักเรียนเพิ่มแต่ไม่รู้จะหาที่ไหน ผมอยู่ในยุคเบบี้บูม (Baby Boom) ผมทันคุณมีชัย วีระไวทยะ ทำให้คนเกิดน้อย ท่านประธานครับ คนบ้านผมนี่ มาทำงานที่บ้านท่านประธานแปดริ้วนี้เยอะมาก สิ่งที่ผมเห็นแล้วก็พอจะตอบได้ ก็คือว่า การศึกษาประเทศไทยนับจากที่เมื่อไรก็ไม่ทราบ ณ วันนี้ผมถือว่าล้มเหลว สิ่งที่ล้มเหลว คือสังคมชนบทลดน้อยจำนวนคนลงไปเรื่อย ลูกของคนมีสตางค์ ลูกของชาวนา ส่งเรียน สายสามัญเป็นหลัก เวลามีครอบครัว มีความรู้ จบการศึกษาสูง ๆ ก็อยู่กรุงเทพฯ มาทำงาน ที่บ้านท่านประธาน มาที่ภาคตะวันออก ก็อยู่ภาคตะวันออก ไม่กลับบ้านครับ เพราะเขามีลูก มีเต้าอยู่ เขาก็อยากอยู่ที่ใกล้กับครอบครัวเขา เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ว่าผมสนับสนุนทั้ง ๙ ญัตติ เห็นถึงเจตนาดีของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ผมจะพูดในเวลา สั้น ๆ แต่เพียงว่าการศึกษาเมืองไทยนี้ถ้าผู้บริหารประเทศไม่ได้ใส่ใจ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ไม่ว่าจะเขียนการปฏิรูปขึ้นอีกกี่ครั้งเราก็ถดถอยครับ ผมเป็นนักกฎหมาย จบมหาวิทยาลัยที่ใช้หน่วยกิต ๑๘ บาท แต่ผมกลับมองว่าสายสามัญก็ดี เป็นข้าราชการก็ดี ท่านประธานรู้ไหมครับ เวลาสอบอัยการ สอบผู้พิพากษานี่ ท่านรู้ไหมครับว่าสมัครทีละกี่คน แล้วรับทีละกี่คน และได้ทีละกี่คน เทียบไม่ได้เลยครับ บุคลากรพวกนี้ก็คือคนที่สอบอยู่สาย สามัญครับท่านประธานที่เคารพ แต่สายอาชีวศึกษาซึ่งเป็นคนที่จะไปสร้างธุรกิจ ไปสร้าง บ้านเมืองแล้วมีภาษีให้ประเทศเราไม่ได้รับการยอมรับครับ ที่บ้านผมมีวิทยาลัยเทคนิคครับ วิทยาลัยเทคนิคที่ชื่อวิทยาลัยเทคนิคสุวรรณภูมิ แล้วก็มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่อยู่ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ วิทยาลัยเทคนิคเหล่านี้กลับผลิตคนที่จบมามีงานทำครับ แต่นักศึกษากฎหมายบางส่วน อันนี้ผมเป็นนักกฎหมายนะครับ แต่ที่เห็นนี่ไม่ได้รังเกียจ แล้วไม่ได้บอกว่าจะไม่ต้องเรียนกฎหมายนะครับ แต่ทิศทางการผลิต คนมาตอบสนอง ประเทศมันผิดพลาดครับ ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศที่เจริญ ไม่ว่าประเทศเกาหลี ผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่แล้วเติบโตมาพัฒนาประเทศด้วยนักธุรกิจ ด้วยกลุ่มธุรกิจครับ ถึงจะมีเงินมีภาษี มาจ่ายบ้านเมือง เพราะฉะนั้นญัตตินี้ผมจึงพูดด้วยความรู้สึกที่บอกว่าถ้าตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้น หรือส่งเข้าคณะกรรมาธิการสามัญเป็นการปฏิรูปการศึกษา ผมฝากอยู่ไม่กี่เรื่อง หรอกครับ ทำให้คนที่จบการศึกษากลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนเขาให้ได้ สนับสนุนเขาครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นอาชีวศึกษา คนที่จบแค่เทคนิค คนพวกนี้เงินเดือน ค่าตอบแทนไม่สูงเท่า วิศวะครับ สมัครงานแล้วก็ทำงานได้เลยครับ วิศวะก็มีไปครับ แต่ว่าต้องสนับสนุน แล้วเมื่อเขา ไปอยู่ที่บ้านเกิดเขาก็อยากจะทำให้บ้านเขาเจริญครับ แล้วก็มันก็จะไม่มีสภาพเป็นอย่างทุกวันนี้ นักเรียนก็ไม่มี โรงเรียนก็ยุบไป ถึงวันจริง ๆ ไม่มีคนก็ต้องยุบครับ ที่เราต้องรับคนงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าประเทศไหนที่มีปัญหา ทุกวันนี้นะครับ เพราะว่าเราไม่มีคน คนน้อย คนน้อยก็เพราะว่าอาจจะมาจากสาเหตุ การคุมกำเนิดก็ได้ แต่เรื่องจริง ๆ ก็คือว่ามันมีหลายส่วนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมพูดในประเด็นของผมซึ่งเป็นประเด็นที่ผมเป็นนักสังเกต แล้วผมออกพื้นที่นี่ผมหดหู่มาก ผมเคยออกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดยโสธร ตอนที่ลงบัญชีรายชื่อนะครับท่านประธาน บางบ้านมีคนแก่อยู่คนเดียว บางบ้านอยู่กับหลาน มันจะไปได้อย่างไรครับสังคม นอกจากนั้น บางทีเราเห็นคนที่เขาอยากเรียนก็ไม่ได้เรียน อันนี้คือการศึกษาที่ผิดทาง เพราะฉะนั้นในเวลา สั้น ๆ ที่ขออนุญาตท่านประธาน ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็น คนบ้านนอก แล้วในฐานะที่อยากเห็นประเทศเราดีขึ้น การศึกษาจึงสำคัญที่สุด การเมือง ก็จะดีตาม สังคมก็จะดีตาม เพราะฉะนั้นจึงสนับสนุนทุกญัตติ ไม่ว่าจะเป็นญัตติไปตั้ง คณะกรรมาธิการสามัญ หรือเข้าไปสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญ ขอบคุณท่านประธานครับ