ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นการปฏิรูปการศึกษา โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องระหว่างงบประมาณที่ใช้สูงกับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่ยังต่ำ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการศึกษาให้คำนึงถึงทักษะชีวิต ความเสมอภาค และความปลอดภัยจากความรุนแรง โดยเฉพาะในระบบอาชีวศึกษาที่ยังขาดการสนับสนุน ทั้งในด้านงบประมาณ ภาพลักษณ์ และการรองรับจากตลาดแรงงาน พร้อมเสนอให้รวมกฎหมายการศึกษาภายใต้ระบบเดียวกัน และผลักดันให้มีกรรมาธิการศึกษาเพื่อรับฟังเสียงของผู้เรียนโดยตรง
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอเวลาท่านประธานที่จะนำเสนอหรือพูดคุยในประเด็นสนับสนุนญัตติที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของการศึกษาในวันนี้ทั้ง ๙ ญัตติครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีญัตติของ ท่านอาจารย์สุรวาท ทองบุ ที่พูดถึงการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ แล้วก็รวมถึงการปฏิรูป กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษาของ ส.ส. สมชาย ฝั่งชลจิตร ส.ส. ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์ ที่เน้นประเด็นเรื่องของการศึกษาในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งเรามองว่า อาชีวศึกษานั้นเป็นคำตอบในระยะยาวของอนาคตของประเทศไทย และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งนะครับ ในสถานการณ์ที่มีกรณีของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ผมคิดว่าวันนี้เรามีฐานข้อมูล ตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งในระบบการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีงานวิจัยที่ยืนยันว่าประเทศไทยเราใช้เงินต่อหัวในการดูแล นักเรียน นักศึกษาในระบบโรงเรียน ๒๗,๒๗๑ ดอลลาร์สหรัฐต่อคน เป็นตัวเลขที่สูงมากนะครับ ยังไม่พูดถึงงบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับไปในแต่ละปี ที่พวกเราเองก็ทราบกันดี อยู่ว่าเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณต้น ๆ จะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นก็แต่เพียงกระทรวง กลาโหมซึ่งคงไม่พูดถึงในวันนี้เพราะเหตุใด แต่ตัวเลข ๒๗,๗๒๑ ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีนั้น มิได้ตอบโจทย์นะครับว่าสถานการณ์ที่ผู้จัดการธนาคารโลกประจำสำนักงานประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลตัวเลขยืนยันว่าผลสอบพิซา (PISA) ที่อาจารย์โกวิทย์ พวงงาม ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้นะครับ ในประเด็นด้านการอ่าน เรามาอันดับที่ ๖๘ ใน ๗๐ กว่าประเทศ ในประเด็นด้านคณิตศาสตร์ เรามาอันดับที่ ๕๙ แต่เรามีคนที่คิดเลขเก่งอยู่ในบ่อนต่าง ๆ ในประเทศไทยนะครับ ในประเด็นด้านวิทยาศาสตร์ เรามาในอันดับที่ ๕๕ แต่เราดันจะเสนอว่าเราจะส่งดาวเทียม หรือยานอวกาศไปดวงจันทร์ มันย้อนแย้งกันมากเลยครับกับงบประมาณที่ใช้กับสิ่งที่มันได้รับ แล้วที่ผมจะพูดไม่ซ้ำกับท่านอื่นและลงลึกไปกว่านั้น ก็คือว่าหลายท่านพูดแต่เพียงการปฏิรูป เชิงโครงสร้าง การปฏิรูปหน่วยงาน การปฏิรูปกฎหมาย แต่ไม่มีเด็กนะครับ ไม่มีเด็กที่กำลัง ศึกษาอยู่ในระบบโรงเรียน ไม่มีเด็กที่เคยศึกษา แต่วันนี้ต้องออกจากโรงเรียน ไม่มีเด็กที่ควร จะได้รับการศึกษาแต่ไม่สามารถเข้าโรงเรียนได้ ผมยังไม่พูดถึงกรณีการใช้ความรุนแรง ในโรงเรียนนะครับ ที่ประเทศไทยเคยติดอันดับสูงเป็น ๑ ใน ๓ ของโลก กรณีโรงเรียนสารสาสน์วิเทศ ก็พูดชื่อกันตรงไปตรงมาในที่ประชุมแห่งนี้ครับ นั่นคือแค่ตัว โรงเรียนเดียวที่สะท้อนเรื่องของการรังแกกันในโรงเรียน กรณีของครูอีกเยอะแยะ ไปหมดครับที่มีการละเมิดทางเพศ มีการทำร้ายร่างกายในโรงเรียน แล้วโดยประสบการณ์ ของผมที่ทำงานด้านการคุ้มครองเด็กมาเกือบ ๒๐ ปี ผมก็เพิ่งเคยเจอนะครับว่าใน ๑ ปีที่ผ่านมา สถานศึกษาไทยกลับกลายเป็นสถานศึกษาที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและส่งนักเรียน ไปเผชิญความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาต่าง ๆ ในกฎหมายอาญาซึ่งรุนแรงถึงขนาด ข้อหาที่อาจจะต้องถูกจำคุกตลอดชีวิต นั่นคือสิ่งที่เกิดจากระบบการศึกษาอำนาจนิยม ในประเทศไทย อย่างไรก็ตามครับ ด้วยเหตุทั้งหมดที่มันย้อนแย้งกันแบบนี้นี่นะครับ ผมคิดว่า วันนี้นี่นะครับ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่ไม่ลงรายละเอียด ก็คือเรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้น ผมเองมีโอกาสไปเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิภาพนักเรียน ก็คือการปฏิรูปว่าเป้าหมายการศึกษาของประเทศไทยในวันนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ต้องเทียบเท่ากับการที่เขาสามารถเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมได้ ไอคิว (IQ) ต้องเทียบเท่ากับ อีคิว (EQ) อีคิว (EQ) ต้องเทียบเท่ากับทักษะชีวิต ที่เขาจะเดินออกไปจากโรงเรียนหรือเติบโตขึ้น ไปนั้นจะเป็นพลเมืองและเป็นพลโลกในโลกนี้ได้อย่างไร นั่นคือเป้าหมายหรือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ ว่าจะเป็นโรงเรียนที่โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลางหรือใด ๆ ต่าง ๆ โรงเรียน ในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชน และรวมถึง โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนโสตศึกษา โรงเรียนปัญญานุกูล ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน แต่วิธีการหรือรูปแบบนั้นต้องคำนึงถึงความหลากหลาย และเหมาะสมในกลุ่มเด็กแต่ละกลุ่มที่ไม่เหมือนกัน นั่นเป็นเป้าหมายหรือเป็นประเด็น ประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ในเมื่อเราบอกว่าเราส่งเสริมประเด็น เรื่องอาชีวศึกษา ผมคิดว่าวันนี้สิ่งที่น่าสงสารก็คือว่าตลาดแรงงานนั้นไม่รองรับ แล้วฐาน เงินเดือนที่น้อง ๆ ที่จบจากอาชีวศึกษากลายเป็นฐานเงินเดือนที่ต่ำกว่าอาชีพอื่น ๆ ที่จบด้าน การเรียนในระบบการเรียนสายสามัญ อาชีวศึกษาหลายคนยังถูกมองว่าเพราะเขาเอง ไม่สามารถเข้าระบบโรงเรียนสายสามัญถึงต้องไปที่อาชีวศึกษา แต่ผมมีโอกาสได้เจอ น้อง ๆ อาชีวศึกษาในที่ชุมนุมหลายแห่งในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ผมรู้ครับว่าเขามีคน มีคนที่มี ศักยภาพ มีคนที่มีความมุ่งมั่น มีคนที่มีเป้าหมายในชีวิตแต่มันไม่มีพื้นที่ในระบบอาชีวศึกษา ของรัฐและเอกชนที่มากพอ เอกชนยิ่งแล้วใหญ่เลยนะครับ หลายโรงเรียนอาชีวศึกษานั้น ถ้ารัฐไม่เข้าไปส่งเสริมหรือสนับสนุนงบประมาณเขาเองจะไม่มีงบประมาณรายหัวที่เพียงพอ ต่อการพัฒนานักเรียนอาชีวศึกษา นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานครับ เป็นประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องการรวม กฎหมาย ผมเห็นด้วยกับท่านสุพิศาล ภักดีนฤนาถ นะครับ ว่าวันนี้เรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับเด็ก เกี่ยวข้องกับโรงเรียน เกี่ยวข้องกับนักเรียนนั้นกระจัดกระจายครับ พ.ร.บ. การศึกษา ตอบแค่โจทย์เดียวนะครับ เรากำลังคุยกันอยู่ว่าจะเพิ่มพื้นที่ของเด็กเข้าไปใน พ.ร.บ. การศึกษาได้อย่างไร แต่ยังมีกฎหมายอื่นอีกครับ เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กและหรืออื่น ๆ ฉะนั้นด้วยเหตุดังกล่าวครับท่านประธานครับ ผมจบแบบนี้ครับว่าตราบใดที่วันนี้คำขวัญ วันเด็ก คำขวัญวันครู ยังถูกผูกติดกับการสร้างสรรค์ในอนาคตตามเป้าหมายที่ผู้ใหญ่มอง โดยไม่เคยฟังเสียงของเด็ก ตราบใดที่เรามองอนาคตของชาติเพียงแต่การต่อยอดสร้างอำนาจ นิยมและความเชื่อที่ผิด ๆ และรวมถึงการสอนให้เขาคลั่งชาติหรือรักชาติในทางที่ไม่ถูกต้อง นั่นยังไม่ถึงเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา ผมจึงสนับสนุนที่จะให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาในเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ