ขจิตร ชี้ปฏิรูปการศึกษาไทยล้มเหลว ถอยหลังสู่เผด็จการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๔

ขจิตร ชัยนิคม วิจารณ์ว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยล้มเหลวและถอยหลังสู่ระบบเผด็จการ โดยรัฐบาลทำลายเอกภาพและการกระจายอำนาจ รวมถึงลดบทบาทครูที่ไม่ยอมรับวิชาชีพชั้นสูง ขจิตร ชัยนิคม หารือเรื่องการศึกษาในระบบและนอกระบบ โดยชี้แจงรายละเอียดหลักสูตรและการอ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ผมเห็นด้วยและขอขอบคุณ กับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอญัตติทั้ง ๙ ญัตติ แต่ผมจะพูดในประเด็นที่ไม่ซ้ำ กับที่ผมฟังมาแล้วประมาณ ๓ ชั่วโมง ผมเห็นด้วยทั้งนั้นทั้งเรื่องการไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก การพัฒนา เรื่องของอาชีวะทั้งหมด การศึกษาวันนี้ต้องถูกพัฒนา หรือปฏิรูปอาจจะไม่พอ ต้องปฏิวัติ ท่านประธานครับเราจะตกใจไหมถ้าผมจะบอกว่าขณะนี้ไม่ต้องมาพูดถึง ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา การศึกษากำลังหมุนกลับถอยหลังไปสู่ยุคเผด็จการ ๘๐ ปี ท่านประธานครับ ๘๐ ปีนี่ถ้าไล่ชีวิตผมก็คือย้อนหลังชีวิตผมไป ๑๐ ปี ปีนี้ผม ๗๐ ครับ สมัยก่อนที่พ่อผมเป็นครูอีกมีการบริหารโดยคนคนเดียว แต่วันนี้จากประกาศของ คสช. ทำลายระบบการศึกษา ทำลายกฎหมายการศึกษา ซึ่งอันแรกก็คือเอกภาพในการบริหาร เดิมมันมีกระทรวงเดียวกระทรวงศึกษาธิการวันนี้แยกออกไปเป็น ๒ กระทรวง อุดมศึกษา ไปว่าอีกเรื่องหนึ่ง ทำลายการกระจายอำนาจไปให้เขตพื้นที่การศึกษา เราดูว่าเขตพื้นที่ การศึกษาคือจังหวัดทางการศึกษา กฎหมายการศึกษาพยายามที่จะให้สำนักงาน ปลัดกระทรวงเล็กลง เล็กลง เล็กลง แต่ว่าเวลานี้มีความพยายามที่จะรวมอำนาจเข้าสู่ ศูนย์กลาง หลายท่านอภิปรายแล้วกำลังเอางานไปฝากไว้ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอีก เวลานี้ ย้ายอะไรต่าง ๆ ไปสืบดูว่าใครเก็บสตางค์หรือมีเกิดอะไรขึ้น มันดีขึ้นไหมในรอบ ๑๐ ปีมานี้ นั่นคือสิ่งที่น่าตกใจ มันทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าระบบไตรภาคีซึ่งมีอยู่วันนี้ อย่างหลอก ๆ เดิมไตรภาคีเขามีกรรมการโดยตำแหน่ง มีผู้แทนครู มีการเลือกตั้งครูมาเป็น ตัวแทน เสร็จแล้วมีผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาเข้ามาดูแล แต่วันนี้ไม่ใช่ แต่ว่าด้วย วิวัฒนาการ ด้วยการถูกเกรงว่าจะถูกประณามมาก ก็เลยตั้งกรรมการขึ้นมาหลอก ๆ ไม่รู้ ประกอบด้วยใครบ้าง แต่ไม่มีผู้แทนครู ท่านประธานครับ ความพยายามในปัจจุบันนี้ ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่ก่อนนี้ ก็คือว่าไม่ยอมรับวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ท่านประธานครับ ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ถ้าจะสอนศิษย์จะต้องเข้าใจในจรรยาบรรณ วิชาชีพครู จรรยาบรรณวิชาชีพครูไม่อาจจะบังคับให้เกิดขึ้นได้ แต่เป็นจิตใจที่ดีงามของครู ที่หวังดีต่อศิษย์ ต้องเกิดขึ้นจากจิตสำนึก อาชีพที่ต้องใช้จรรยาบรรณคืออาชีพครู คือการสร้างคน เป็นอาชีพที่ต้องใช้จิตสำนึก ความหวังดีที่มีต่อศิษย์การศึกษาจึงประสบ ความสำเร็จ แต่ทุกวันนี้ไม่ว่ารัฐบาลนี้ ไม่ว่าแผนอะไรจะเขียนไว้สวยหรูอย่างไรก็ตาม มีความพยายามที่จะออกกฎหมาย ซึ่งท่านสุรวาทบอกแล้วว่าขณะนี้มันไปแป๊กอยู่ที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ไม่มีการตอบกลับไปอีก จากหลักฐานที่ท่านเสนอ เรื่องนี้มาท่านประธานครับ ไม่สามารถที่จะปฏิรูปการศึกษาให้เป็นประชาธิปไตยและให้ สำเร็จลงได้ภายใต้การปกครองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ทำยาก ผมขออนุญาตท่านประธานว่า เมื่อ ๒๐ ปีก่อนท่านประธานจะแปลกใจไหมครับ หรือพี่น้อง ประชาชนทั้งหมดที่ฟังอยู่จะแปลกใจมาก เมื่อ ๒๐ ปีก่อน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๒ ท่านประธานครับ ไปดูมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๔ เขียนว่าให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชนเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานที่ประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น สามารถ จัดการศึกษาได้นอกจากรัฐ นั่นแปลว่าองค์กรที่ผมอ่าน ๒๐ ปีที่ออกกฎหมายไม่เคยปรากฏ เป็นจริงในการบริหารกระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมา นี่คือกฎหมายนะครับ วันนี้ก็ยังเป็น กฎหมายอยู่ ท่านประธานครับ ระบบการศึกษาในกฎหมายการศึกษาที่ประกาศตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ จนกระทั่งถึงวันนี้ยังไม่ได้ประกาศเลิก แปลกใจไหมครับว่าการศึกษาไทย เขียนว่ามีการจัดการศึกษา ๓ รูปแบบ

๑. การศึกษาในระบบก็คือกำหนดหลักสูตรแน่นอน อยู่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัยทั่วไป

๒. การศึกษานอกระบบ อันนี้ใครก็ทราบ แต่ท่านทราบไหมครับว่ากฎหมาย ฉบับนั้นเมื่อ ๒๒ ปีที่แล้วเขียนบอกว่า

ข้อที่ ๓ ให้มีการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย เขาเขียนอธิบายว่าเป็นการศึกษา ที่มีผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยความสนใจของตัวเอง ด้วยศักยภาพความพร้อม โอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพสังคม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ประหลาด ไหมครับ วันนี้ไม่เกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นการศึกษาที่กำหนดไว้ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ แต่ผ่านมา ๒๐ กว่าปีไม่เกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้น เขาเขียนไว้ในกฎหมายต่อไปบอกว่าสถานศึกษา อาจจัดการศึกษารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือทั้ง ๓ รูปแบบก็ได้ เห็นไหมครับ เสร็จแล้ว ในกฎหมายผมกำลังอ่าน ขออนุญาตท่านประธานอ่านตัวบทของกฎหมายเลย ในการ เทียบโอนผลการเรียนของผู้เรียน สะสมไว้ระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถาบันการศึกษาแบบเดียวกันหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งการเรียนรู้ นอกระบบตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน ท่านประธาน ประหลาดใจไหมครับว่าความก้าวหน้าเหล่านี้ได้บรรจุลงไปในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ๒๐ ปีผ่านมาไม่มีการอนุญาตให้บุคคล ไม่มีสถานศึกษาระดับตั้งแต่ ประถม มัธยม และอุดมศึกษา ทำการเทียบโอนให้คนที่เรียนรู้ตามอัธยาศัยเรียนรู้เอง เรียนรู้ จากประสบการณ์ เรียนรู้จากสื่อ ไม่มีเลย ทุกระบบ นี่อย่างไรครับ ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แปลว่าป่าเถื่อนใช่ไหม ผมไม่อยากจะพูดต่อไปว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย นี่คือกฎหมาย ประกาศมาแล้ว ๒๐ ปี ๒๒ ปีด้วยทั้งปีนี้ แต่ว่าไม่มีการปฏิบัติ เสียดายที่ผมไม่ได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปีก่อน มันจะได้มีการศึกษา ที่พัฒนา คนไทยจะได้เจริญ เคารพกัน บ้านเมืองก็จะเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะฝากไว้ไปยังคณะกรรมาธิการการศึกษาก็ตาม ไปยังกรรมาธิการวิสามัญที่จะ ตั้งขึ้นก็ตาม ให้รู้ไว้ว่ากฎหมายการศึกษาไทยได้ก้าวหน้ามาก แต่กฎหมายการศึกษาไทยไม่ได้ รับการปฏิบัติ ไม่ได้รับการปฏิบัติจากผู้มีหน้าที่ในกระทรวงศึกษาธิการ และถูกทำลายลง โดยอำนาจเผด็จการทางการเมือง ขอบคุณมากครับ