อรรถกร ศิริลัทธยากร หารือเรื่องการศึกษาในประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีการเหลื่อมล้ำในด้านการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐ และเรียกร้องให้สภาแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ โดยเสนอญัตติต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาไทย เพื่อส่งรายงานไปศึกษาและแก้ไขปัญหา
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ที่ท่านกรุณา บรรจุญัตติของผมให้ได้มาพิจารณาร่วมกับญัตติของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ซึ่งวันนี้ก็ได้ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสภาเรามีผู้ที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องของ การศึกษาซึ่งเป็นปัญหาคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และผมต้องออกตัวนะครับว่า ผมนี่ไม่ใช่ผู้รู้ ไม่ใช่บุคลากรทางด้านการศึกษามาก่อน แต่ก็มีประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝาก ให้สภาแห่งนี้ได้มอบภารกิจในการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาในด้านการศึกษาต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าดูจากญัตติที่ผมยื่นนี่ก็จะเป็นญัตติที่เกี่ยวกับ การขอให้สภาพิจารณาศึกษาการสร้างสื่อการเรียนรู้ที่ปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน โดยสร้างสื่อทีวีดิจิทัล (TV Digital) เพื่อเด็กและเยาวชน ด้วยความเคารพครับ การสร้างสื่อ เรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับเด็กในแต่ละระดับนั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับเด็กเล็ก ๆ ระดับอนุบาล ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา หรือระดับไหนก็ตามครับ การวิวัฒนาการ ด้านการศึกษาทุกวันนี้ไม่เหมือน ๒๐ ปีที่แล้ว ไม่เหมือน ๓๐ ปีที่แล้วครับ และแน่นอนครับว่า กระบวนการการเติบโต กระบวนการการเรียนรู้ของเด็กสมัยนี้เขาเรียนรู้เร็ว เขาเติบโตเร็ว เขารับรู้ว่ารอบตัวเขามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และการที่จะทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการทางด้านจิตใจ หรือว่าร่างกายนั้นองค์ความรู้ที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่มีความสำคัญและองค์ความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละระดับชั้นจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการ ของเด็กให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นนะครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมมองว่าประเทศไทยโดยเฉพาะ เด็ก ๆ นักเรียน เด็กเล็ก ๆ ยังขาดโอกาสอยู่ก็คือว่าสื่อที่เหมาะสมกับเขาทุกวันนี้ในประเทศไทย ยังมีน้อยครับ และสื่อที่ผมมองว่าค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดสื่อหนึ่งก็คือสื่อทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะ ทุกวันนี้ท่านประธานครับเรามีทีวีดิจิทัล (TV Digital) หรือว่าสื่อโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบ ดิจิทัล (Digital) กำกับโดย กสทช. ผมคิดว่าทีวีดิจิทัล (TV Digital) ทุกวันนี้เราก็มีหลากหลายช่อง ให้เลือก แต่ถ้าเราลองไล่เปิดไปครับ แทบจะไม่มีช่องไหนเลยที่ทำรายการเกี่ยวกับเด็ก แทบจะไม่มีช่องไหนเลยที่เจาะทำรายการที่เป็นการสอนเด็ก ดังนั้นผมคิดว่ารัฐบาล จึงมีความสำคัญครับที่จะเข้ามามีบทบาทในเชิงรุกเพื่อสนับสนุนในการเพิ่มช่องทาง ในการพัฒนาศักยภาพของเด็กผ่านสื่อดิจิทัล (Digital) ในวันนี้ และเหตุผลที่ผมขอนำเสนอ เพราะว่า ๑. อย่างที่ผมได้นำเรียนไปในเบื้องต้นราคาย่อมเยาที่สุด ๒. สื่อทีวี (TV) โทรทัศน์ มันสามารถครอบคลุมไปในเกือบจะทุกพื้นที่ของประเทศไทย ๓. ถ้ารัฐบาลเข้ามาทำตรงนี้ คอนเทนต์ (Content) หรือว่าเนื้อหาต่าง ๆ ที่จะสื่อไปให้เด็ก เยาวชน ลูกหลานของเรา เราก็ สามารถคัดกรองได้ คัดกรองแต่เนื้อหาที่มีความเหมาะสม ๔. ถ้ารัฐบาลสนับสนุน และทำเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ คนทำรายการก็ไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ครับ เพราะว่า คอนเทนต์ (Content) เกี่ยวกับเด็ก ๆ ผมเชื่อว่ามันยากครับ ที่แต่ละช่องจะทำกำไร จากตรงนี้ ช่องทางที่ผมมองไปท่านประธานครับ ก็จะเป็นทุกวันนี้มีทีวีดิจิทัล (TV Digital) หลายช่องที่ปิดตัวไป บริหารไม่ได้ ซึ่งเขาไม่สามารถทำกำไรได้ ผมไม่แน่ใจนะครับว่า มันจะพอทำได้หรือเปล่าในการใช้ช่องหรือว่าสล็อต (Slot) ที่มันว่างอยู่นี่นำมาใช้เพื่อพัฒนา การศึกษาสำหรับลูก ๆ หลาน ๆ เรา ถ้าหาใครทำไม่ได้ผมว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีความสามารถ และทุก ๆ ปีไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็ขอรับสนับสนุน งบประมาณเพิ่มเติมจากที่สภาเราปีละไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเขาจะเพิ่มแผนก สักแผนกหนึ่งขึ้นมาทำเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ โดยความเข้าอกเข้าใจ โดยมีทีมบริหาร อยู่แล้วผมเชื่อว่าทำได้ครับ ยิ่งไปกว่านี้ด้วยความเคารพท่านประธานครับ สถานการณ์ โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งขนาดผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ยังได้รับผลกระทบ ในชีวิตประจำวัน และมันทำให้ช่องทางการเรียนการสอนของเด็ก ๆ ลดน้อยถอยลงครับ จากประสบการณ์นะครับ ทุกวันนี้ช่องทางที่เด็กจะเรียนได้ก็คือการเรียนออนไลน์ (Online) พอเด็กจะเรียนออนไลน์ (Online) ต้องมีอะไรครับ ต้องมีคอมพิวเตอร์ ต้องมีแท็บเล็ต (Tablet) ต้องมีอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่มีความเสถียร ที่มีความเร็วเพียงพอ และยังต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ในการส่งเสริมทักษะของเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กครับ และแน่นอนครับ วันนี้ผมถามใคร ทุกคนที่เป็นพ่อ ที่เป็นแม่ เป็นปู่ เป็นย่า เป็นตา เป็นยาย ก็บอกว่าทุกคนประสบปัญหาหมดครับ กับการที่จะให้ลูกเล็ก ๆ หลานเล็ก ๆ ตั้งใจเรียนผ่านจอคอมพิวเตอร์ เรื่องคอนเทนต์ (Content) หรือว่าเรื่องเนื้อหาก็มีความสำคัญครับ อย่างที่ผมได้นำเรียนกับท่านประธานไป คอนเทนต์ (Content) เนื้อหาต้องมีความเหมาะสมในแต่ละวัยนะครับ รายการต่าง ๆ ที่ผ่านมา ที่เป็นเกี่ยวกับการศึกษานั้นส่วนใหญ่ก็จะมีวิทยากร ก็จะมีครูมาบรรยาย มาเขียนให้พวกเรา ดูผ่านกระดานดำ ผ่านไวต์บอร์ด (Whiteboard) เนื้อหาต่าง ๆ เหล่านี้ถึงแม้ว่าจะดี ขนาดไหนก็ตาม ไม่มีทางเลยครับที่เด็กเล็ก ๆ จะสนใจได้ ดังนั้นถ้าจะทำเรื่องนี้ท่านต้อง กล้าครับ ท่านต้องกล้าทำเนื้อหาใหม่ ๆ ไม่ใช่ทำให้ผู้ใหญ่ดูครับ ทำให้เด็ก ๆ สนใจ ค่อย ๆ ให้เด็ก ๆ นั้นได้เรียนรู้และสนุกไปด้วย ส่วนช่วงเวลาก็อาจจะแบ่งเป็นช่วง ๆ ครับ ช่วงเช้า อาจจะเป็นสำหรับเด็กเล็ก พอสายขึ้นมาหน่อยก็อาจจะเป็นสำหรับเด็กช่วงปฐมวัย ส่วนดึก ๆ ในเวลาที่ลูก ๆ หลาน ๆ เราเข้านอนหมดแล้วครับ ก็อาจจะเป็นรายการที่ช่วย เพิ่มพูนความรู้ให้กับเหล่าผู้ปกครอง วิธีต่าง ๆ ในการที่จะพัฒนาลูก ๆ หลาน ๆ ไปในทิศทาง ที่เหมาะสม นอกจากนี้ครับ ที่ผมบอกไปครับว่าเนื้อหามีความสำคัญ และทุกวันนี้ ผมเชื่อนะครับว่าลูก ๆ หลาน ๆ ของเรานั้นก็สามารถหาเนื้อหาในการศึกษา ในการเรียนรู้ ในสื่ออินเทอร์เน็ต (Internet) ได้มากมายครับ แต่เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่มีใครคัดกรอง เราไม่ทราบหรอกครับว่าเนื้อหาหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ลูก ๆ หลาน ๆ เราเรียนรู้ ผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) มันจะดีหรือมันจะร้าย
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมนี่นอกจากเรื่องสื่อทางดิจิทัล (Digital) แล้ว ผมยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับ แล้วก็ อยากจะให้สภานั้นแก้ไขปัญหาให้ได้ นั่นก็คือความเหลื่อมล้ำของด้านการศึกษา ที่จริง ๆ แล้วต้องบอกว่ามันเป็นปัญหาที่พวกเราทุกคนรู้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ โรงเรียนแต่ละ โรงเรียนมีคุณภาพ มีศักยภาพไม่เท่ากันครับ บางโรงเรียนยังใช้ตำรารุ่น ๔๐ ปีที่แล้ว ทุกวันนี้ ก็ยังใช้อยู่ครับ แต่ผมไม่ได้โทษนะครับ แต่ผมคิดแค่ว่าเรานั้นขาดการทำงานที่ประสานกัน อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ท่านอาจารย์ประกอบ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนะครับ ท่านก็ได้บอกแล้วว่าการทำงานด้านการศึกษาของประเทศไทยของเรานั้น ทำงานไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่โรงเรียนรัฐบาลหลาย ๆ โรงเรียนยังใช้หลักสูตร ที่เก่ามาก ๆ โรงเรียนเอกชนหลาย ๆ โรงเรียนใช้ตำราแบบใหม่ ใช้ทฤษฎีแบบใหม่ ใช้การเรียนการสอนแบบใหม่ที่เหมาะสมกับเด็กในยุคสมัยนี้นะครับ และสิ่งต่าง ๆ ก็ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ เราเคยสงสัยไหมครับว่าทำไม ทุกวันนี้ค่าเทอมของโรงเรียนนานาชาติแพงขึ้นทุกวัน ๆ ผู้ปกครองบางคนนะครับ ขายที่ ขายทรัพย์สินเพื่อพยายามผลักดันให้ลูกได้เข้าไปอยู่ในโรงเรียนนานาชาติ ทั้ง ๆ ที่แพง อย่างนั้นจำนวนความต้องการของผู้ปกครองที่จะส่งลูกส่งหลานไปเรียนโรงเรียนเหล่านี้ กลับเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญครับ ที่ผมอยากจะเจาะนั่นก็คือประเด็นของเด็กอายุประมาณ ๒-๘ ปี เด็กเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุด มีความสำคัญที่สุด และสามารถพัฒนาการ ได้รวดเร็วที่สุด โดยช่องทางการเรียนรู้ทุกวันนี้ของเด็กเล็ก ๆ นะครับในโรงเรียนที่เขาปรับ ตัวเอง เขาเปลี่ยนตัวเองตามสังคม ตามความเหมาะสม เขาเรียนผ่านการเล่นครับ เขาเรียน ผ่านการเข้าสังคม เขาเรียนผ่านการลงมือทำ ในห้องเรียนเด็กไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่กับที่ครับ เด็กสามารถเดินไปที่ไหนก็ได้ แต่ทุก ๆ ที่ในห้องเรียนเขาจะมีที่ที่ให้เขาได้เรียนรู้ ซึ่งในประเทศไทยหลายโรงเรียนยังทำแบบนี้ไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ครับว่าผมมองว่ามันมีการเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วผมเข้าใจครับว่าจะให้มันเท่าเทียมกันทุกโรงเรียนเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อย ๆ ช่องว่าง ระหว่างโรงเรียนเอกชนกับโรงเรียนรัฐ ผมอยากจะเห็นมันแคบลง แคบลงเรื่อย ๆ ครับ ประเด็นของผมจริง ๆ แล้วนี่ถ้าจะแก้ไขหรือว่าจะทำเรื่องสื่อสร้างสรรค์ผ่านช่องทางดิจิทัล (Digital) นี่ผมมองว่าคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการศึกษาคณะเดียวไม่พอครับ ก็อยากจะขอฝากนะครับว่า ผมเชื่อว่าหลังจากนี้สภาห้องใหญ่เราจะส่งเรื่องนี้ และญัตติ ต่าง ๆ ของเพื่อนสมาชิกอีก ๘ ญัตติเข้าไปให้เพื่อนสมาชิกของเรานั้นได้ศึกษาเพิ่มเติม ก็ถ้ามี โอกาสได้ศึกษาประเด็นที่ผมได้นำเสนอในวันนี้ก็อยากจะฝากนะครับ ฝากเชิญตัวแทนจาก กรรมาธิการคณะดีอีเอส (DES) หรือว่าดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคมมาร่วมด้วยช่วยกันนะครับ ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ ผมในฐานะเป็นตัวแทน ของวิป (Whip) รัฐบาล เบื้องต้นในญัตติต่าง ๆ วันนี้นี่วิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายได้พูดคุย กันแล้วครับว่าขณะนี้พวกเรามีกรรมาธิการวิสามัญหลายคณะที่ได้รับมอบหมายจาก สภาห้องใหญ่นี้ละครับ กำลังทำการพิจารณาศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศไทย อย่างเข้มแข็ง อย่างแข็งขันนะครับ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดของด้านบุคลากรและห้องประชุม ด้วยนะครับ วิป (Whip) ๒ ฝ่ายก็ได้พูดคุยกันครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่ก็อยากจะขออนุญาตเสนอให้ส่งญัตติต่าง ๆ เหล่านี้ไปให้กรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการการศึกษาครับ เพื่อให้เขารับไม้ต่อจากพวกเรา ไปทำงาน ไปศึกษา แล้วก็ กลับมารายงานสู่สภา และถ้ารายงานนั้นสภาแห่งนี้เห็นตรงกันทั้งหมดนี่ เราก็จะส่งรายงาน ที่มาจากความหวังดีของพวกเราทุกคนนี่ละครับไปให้รัฐบาลศึกษาและแก้ไขต่อไป วันนี้ ต้องขอบคุณอีกครั้งนะครับ ขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ ที่ทุกท่านมีความห่วงใยต่อระบบการศึกษาไทยนะครับ ก็อยากจะขอให้ทุกท่านได้เห็นด้วย ไปกับสิ่งที่ผู้เสนอญัตติทุกท่านได้อภิปรายไปครับ กราบขอบคุณครับ