ประกอบ ชี้การศึกษาไทยขาดต่อเนื่อง หนุนตั้ง กมธ.ปฏิรูป

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๔

ประกอบ รัตนพันธ์ หารือถึงปัญหาการศึกษาที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ชี้ว่าขาดความต่อเนื่องและความยั่งยืนเนื่องจากแผนการศึกษาเปลี่ยนแปลงตามผู้บริหาร จึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแผนปฏิรูปการศึกษาทุกระดับให้มีคุณภาพและมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการเริ่มต้นการศึกษาตั้งแต่เด็กและดำเนินต่อเนื่องตลอดชีวิต

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมและท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแผนปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาทุกระดับอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภา ผมขออนุญาตอ่านญัตติของผม ให้ท่านประธานและที่ประชุมรับทราบนะครับ

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ ได้มีบทบัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบ ต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ การปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้จัดการศึกษาดังกล่าวอย่างมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

การศึกษาทั้งปวงต้องพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถ เชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตนและความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ แต่การจัดการศึกษาในทุกระดับในปัจจุบันไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาทุกระดับอย่างมีคุณภาพ และได้มาตรฐานสากล ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ส่วนเหตุผลและรายละเอียดจะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพูดเสมอครับว่าการศึกษาสร้างคนเพื่อให้ คนไปสร้างชาติ ไม่ว่าประเทศไหนในโลกนี้ก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาลำดับหนึ่ง มิใช่ลำดับต้น ๆ เป็นลำดับแรก เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าการศึกษาเท่านั้นที่บ่มเพาะพัฒนา เยาวชนให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในวันหน้า ถ้าเริ่มต้นจากการศึกษาที่ล้มเหลวรัฐจัดการไม่ดี ประเทศชาติก็ล้มเหลว การพัฒนาประเทศชาตินั้น ๆ จะไม่เป็นไปตามความมุ่งหมาย และไร้ประสิทธิภาพ และในที่สุดประเทศชาติก็จะพัฒนาไปไม่ได้ ประเทศไทยของเรา ก็เช่นเดียวกันครับท่านประธานครับ เราก็ทันโลกทันสมัย เราให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา ของชาติเป็นลำดับต้น ๆ และใส่ใจ มีนโยบายอย่างชัดเจน แต่เท่าที่ปรากฏท่านประธาน คงรับทราบเพราะท่านประธานก็นั่งในสภาแห่งนี้มาหลายสิบปี พอพูดถึงการศึกษานี่ จะมีผู้แทนราษฎร มีนักการศึกษา มีพี่น้องประชาชนได้ติติงในเรื่องของคุณภาพว่า การศึกษาไทยนั้นไม่ได้คุณภาพและไม่ได้ระดับสากล ทีนี้เราต้องพูดเรื่องคุณภาพกันให้ชัดเจน ท่านประธานครับว่าในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้นเราต้องการที่จะพัฒนาให้คน ให้เยาวชนมีคุณภาพ แต่ความหมายเรื่องคุณภาพนั้นเรายังไม่ตกผลึก เรายังคิดที่มี ความแตกต่างกันในด้านคุณภาพทางการศึกษา ก็เลยถกกันไม่มีวันสิ้นสุด เพราะพูด คนละเรื่องเดียวกัน นั่นคือปัญหาเบื้องต้นของคุณภาพการศึกษาของไทย กระผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าเรื่องการศึกษานั้นเท่าที่ผมคิด วิเคราะห์ แล้วก็เก็บเกี่ยว จากผู้รู้ ในความคิดนั้นคุณภาพการศึกษานี่มี ๓ ด้านด้วยกัน คือเรื่องของเก่ง เรื่องของดี มีความสุข หรือมีงานทำ ๓ เรื่องเท่านี้ละครับ คือการสร้างคุณภาพทางการศึกษา สร้างคุณภาพให้กับเยาวชน สร้างคุณภาพให้กับเด็ก เก่ง ดี มีความสุขหรือมีงานทำ การสร้าง เยาวชน การสร้างระบบการศึกษา นักการศึกษาญี่ปุ่นบอกว่าถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าการจัดการศึกษานั้นเราเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเล็ก บางคนบอกว่าเริ่มให้การศึกษาเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องด้วยซ้ำไป แต่ผมคิดว่าอันนั้นมันเป็น ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง ของพ่อแม่ แต่ในความรับผิดชอบของรัฐหรือรัฐบาลก็คือ การศึกษาที่รัฐกำหนด เริ่มตั้งแต่การศึกษาก่อนวัยเรียน อายุ ๓-๕ ปี การศึกษาภาคบังคับ ป. ๑ ถึง ม. ๓ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ป. ๑ ถึง ม. ๖ การศึกษาอาชีวศึกษา การศึกษา ระดับอุดมศึกษา ตรงนี้คือระดับการศึกษา ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา รัฐจะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การศึกษาก่อนวัยเรียน คือเริ่มจากบุตรหลานของเราอายุ ๓ ปีเป็นต้นไป จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย จบอุดมศึกษา เท่านั้นไม่พอครับท่านประธาน ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะการศึกษาต้องพัฒนาเป็นขั้นตอน การศึกษาหยุดเมื่อไร หยุดตอนที่เราหยุดลมหายใจ เพราะฉะนั้นการศึกษากับมนุษย์ การศึกษากับผู้คนมันจะคู่กันไปตลอด ผมเลยกราบเรียนท่านประธานว่าการศึกษา ซึ่งมีความสำคัญมาก ถามว่าประเทศไทยเรา นักการศึกษาเก่งกาจในเรื่องวางแผนการศึกษา เก่งกาจในเรื่องของการทำแผนยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา เก่งในเรื่องการปฏิรูป การศึกษาหรือไม่ ยอมรับว่าเก่งครับ เพราะถ้าเรากลับไปดูแผนการศึกษาชาติ ไปดูยุทธศาสตร์ชาติ ไปดูเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของชาติทุกรัฐบาล ทุกคณะที่เข้ามา รับผิดชอบ ผมกราบเรียนว่าทันสมัย ครอบคลุม สามารถสร้างเยาวชนให้เป็นคนดีได้ อย่างแน่นอน แต่ปัญหายิ่งใหญ่ของประเทศไทยอยู่ตรงไหนครับท่านประธานครับ อยู่ตรงเรื่องของแผนการศึกษาไม่เป็นแผนที่ยั่งยืน การปฏิรูปการศึกษาไม่ตลอดรอดฝั่ง นโยบายไม่ได้รับการต่อยอด เปลี่ยนคน เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนคน เปลี่ยนนโยบาย หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าแม้ว่าเราจะมีแผนการศึกษาชาติ ไม่ว่าเราจะมี การปฏิรูปที่มีคุณภาพ ที่ทรงประสิทธิภาพอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเปลี่ยนผู้บริหารระดับ นโยบาย พูดง่าย ๆ คือระดับรัฐมนตรีที่มาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานครับ ท่านเคยสังเกตไหมครับ เปลี่ยนนโยบายทันที นโยบายดี ๆ ที่ค้นคิด ตรึกตรอง ไตร่ตรอง ทดลองมาใช้ว่ามีคุณภาพก็ต้องล้มเลิก เริ่มต้นใหม่ประเทศไทยเต็มไปด้วยโครงการนำร่อง ทางด้านการศึกษา แต่น่าเสียดายท่านประธานครับ เราได้แต่นำร่องครับ ไม่ตลอดร่อง ไม่ไปถึงฝั่ง แค่ครึ่งทาง ไม่ถึงครึ่งทางก็ต้องเลี้ยวกลับมาที่เดิม ตรงนี้ครับการศึกษาของชาติ ถึงมีปัญหา มีอุปสรรค แล้วก็ไม่สู่คุณภาพตามที่ได้คาดหวังเอาไว้ เป็นปัญหาที่รู้ครับ ไม่ใช่ ไม่มีใครรู้แต่ไม่ทำ น่าเสียดายมากท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเรา ยังคงให้นโยบายการศึกษา ให้การดำเนินงานด้านการศึกษาเป็นเช่นอดีตและเป็นเช่นปัจจุบัน อย่าไปหวังเลยว่าการศึกษาของประเทศชาติเรานั้นจะก้าวหน้า จะเท่าทันกับสากล เป็นไป ไม่ได้ เพราะเราไม่ยอมรับของดี เราไม่ยอมรับของจริง เราเปลี่ยนแปลงตามที่ตัวเองคิดว่า จะทำเพื่อสร้างอนุสรณ์ให้ตัวเองว่าสมัยที่ข้าเป็นรัฐมนตรีข้าได้ทำเรื่องนี้นะกับการศึกษา ของดี ๆ ที่คนคิดมาก่อนนั้นไม่เอา ก็เลยจะเห็นว่าการศึกษาของประเทศไทยนั้นไม่ถึงฝั่งสักที เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผมอยากกราบเรียนท่านประธานเพื่อรับทราบสั้น ๆ นะครับ ไม่ให้ยาวและไม่ซ้ำประเด็น ท่านครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และเป็น รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งเท่าที่มีมา เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความสมบูรณ์มาก ภายใต้บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา มีบทบัญญัติให้รัฐต้องทำแผน การศึกษาชาติ ต้องมีกฎหมายของชาติ กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ท่านครับ วันนั้น รัฐ รัฐบาล ได้ระดมคนเก่ง คนกล้า คนดี นักการศึกษา มืออาชีพ มาระดมสมองกันว่าเราจะ วางหลัก เราจะวางแผนการศึกษาของชาติให้ยั่งยืน ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ก็เอาอดีต เข้ามาพูดเอามาพิจารณากันว่าเหตุที่การศึกษาบ้านเราไม่ก้าวไกลไม่ไปสู่คุณภาพเพราะว่า บ้านเราไม่มีเอกภาพทางการศึกษา พื้นฐานคิดอย่าง อาชีวะคิดอย่าง อุดมศึกษาคิดอย่าง แต่ละหัวหน้าส่วนราชการไม่บูรณาการนโยบายให้สอดคล้องกัน ประถมเอาอย่าง มัธยม เอาอย่าง อาชีวะเอาอย่าง อุดมศึกษาเอาอย่างหนึ่ง มันเลยไม่ต่อยอดไปไม่ถึงไหน โทษกันไป โทษกันมา อุดมศึกษาบอกว่ามัธยมสอนไม่ดีเลยได้ผลผลิตเด็กที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้น ไม่มีคุณภาพ มัธยมก็มาโทษประถม ประถมก็โทษปฐมวัย ปฐมวัยก็โทษก่อนปฐมวัย ก่อนปฐมวัยก็โทษผู้ปกครอง ก็โทษกันไปโทษกันมาโยนลูกโยนกลองกันไปมาก็ไม่สิ้นสุด รัฐบาลสมัยนั้น ชุดปฏิรูปผู้รู้สมัยนั้นก็เลยบอกว่าต้องปฏิรูปการศึกษาให้อยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน มีเอกภาพเชิงนโยบายหลากหลายทางปฏิบัติ มีจะปฏิรูปการศึกษา ประสานโครงสร้าง ทางการศึกษา ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา ปฏิรูป ทรัพยากรทางการศึกษา ปฏิรูปกันใหญ่ครับ แล้วผมกราบเรียนว่าเที่ยวนั้นถือว่าเป็นการปฏิรูป ครั้งสำคัญของการศึกษาชาติของประเทศไทย และก็ได้ผลน่าพึงพอใจอย่างสูงยิ่ง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องของการศึกษานี่ในทุกมิติ ไม่ว่าโครงสร้างทางการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ครู อาจารย์ หลักสูตร และทรัพยากรศึกษาอย่างทันสมัยและยืดหยุ่น เป็นที่พอใจ เราปฏิรูปโครงสร้างจากทุกหน่วยงานทางการศึกษาภายใต้ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการเข้ามาเป็น ๕ แท่ง ที่รับผิดชอบทางการศึกษา แล้วก็เพิ่มซี ๑๑ (C 11) มาเป็น ๕ คนจาก ๑ คนของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านจำได้ไหมครับ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สภาการศึกษาแห่งชาติ การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาทุกระบบ ทุกระดับจะต้องมีนโยบายเป็นเอกภาพ บูรณาการเชิงนโยบาย ไม่ต้อง โยนกลองกันไปกันมา ไม่ต้องโทษมึงโทษกู การศึกษาก็เป็นไปได้ด้วยดี วันนั้นครูบาอาจารย์ ของเราดีใจครับ เราให้ครูมีศักดิ์ศรี ให้ครูมีใบประกอบวิชาชีพครูเป็นหลักประกันว่า ครูจะต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่สังคมยอมรับ แพทยสภา สัตวแพทยสภา ของวิศวกร ของนิติกรอะไรก็แล้วแต่ ครูเราก็เริ่มมีศักดิ์ศรีครับ ครูเราเริ่มมีวิทยฐานะ มีเงินค่าตอบแทน ครูเราเริ่มมีบัญชีเงินเดือนที่มีความแตกต่างกับข้าราชการพลเรือนทั่วไป เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการเชิดชูครูให้คนเก่ง คนดี ในสังคมมาเป็นครู เพราะครู เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การศึกษานั้นมีคุณภาพหรือไม่ เป็นต้นน้ำ เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ ผมคิดว่าวันนั้นกรอบความคิดวันนั้นถูกต้อง เราสร้างครูขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่าครูพันธุ์ใหม่ เอาคนเก่ง คนที่ศรัทธาวิชาชีพครูมาเป็นครู มาเรียนวิชาครูเตรียมพร้อมที่จะเป็นครู วันนั้นครูมีศักดิ์ศรีเป็นที่ยอมรับ ผู้บริหารสถานศึกษา จากที่เคยเหลื่อมล้ำกัน จากครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ กฎหมายฉบับนั้นล้างหมด เลยครับท่านครับ ให้มีความเสมอภาคความเป็นผู้อำนวยการทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะเป็น ผู้อำนวยการประถม มัธยม อาชีวศึกษา ก็เป็นผู้อำนวยการมีวิทยฐานะเช่นเดียวกัน นั่นคือการปฏิรูปครั้งสำคัญ แต่ว่าการปฏิรูปครั้งนั้นไม่ยั่งยืนท่านครับ พอมาถึงยุค คสช. มองว่าชุดปฏิรูปชุดนั้นล้าหลัง มันไม่ตอบสนองความต้องการของประเทศ แล้วก็เลยคิดที่จะ ปฏิรูปการศึกษาขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ได้มีมาตราที่กำหนดให้มีองค์กรอิสระที่จะมาร่วมทำแผนการปฏิรูปประเทศชาติ ด้านการศึกษา เรียกว่าแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยคณะกรรมการอิสระ เพื่อปฏิรูปการศึกษาที่ผมได้ยกให้ท่านประธานได้เห็น ชุดนี้มีความหวังว่าจะให้การศึกษานั้น มีความเป็นอิสระเสรี แล้วก็สะท้อนการศึกษาให้อย่างถูกต้อง คณะกรรมการชุดนี้ได้จัดปฏิรูป การศึกษา ๗ ด้านครับ แต่ผมขออนุญาตไม่อ่านเพราะจะเสียเวลา ท่านประธานครับ ชุดนี้ ยังไม่ได้นำไปใช้ก็เกิดการต่อต้านจากครูบาอาจารย์ จากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า ถ้าปฏิรูปการศึกษาตามรูปแบบของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่รัฐบาล ตั้งขึ้นนั้น น่าจะไม่สอดคล้อง น่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่น่าจะแก้ปัญหาด้านคุณภาพ การศึกษาได้อย่างแน่นอน เหมือนที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านได้กรุณาพูดถึงแล้ว เมื่อสักครู่ ก็ยังไม่ทันได้ใช้ท่านประธานครับ ก็มีอีกคณะหนึ่งเพิ่มขึ้นมาเลย คือคณะการปฏิรูป ประเทศด้านการศึกษา ที่ตั้งขึ้นมาใหม่นะครับ ฉบับปรับปรุง ปฏิรูปจาก ๗ ด้าน มาเหลือ ๕ ด้าน แต่ ๗ ด้าน ๕ ด้าน หรือมันจะปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นก็ไม่เป็นไรครับ ก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน และอยากจะให้เสียงนี้ไปถึงผู้นำรัฐบาลว่า วันนี้การศึกษาของเราที่มันค่อนข้างจะไม่เป็นที่พึงพอใจเท่าที่ควร หรือถ้าพูดง่าย ๆ กันว่า ไม่มีคุณภาพทางด้านการศึกษา เพราะว่าระดับนโยบายนั้นเรรวน เปลี่ยนแปลง ลังเล โลเลครับ ไม่ใช่ลังเล โลเลนะครับ ไม่สามารถที่จะนำการศึกษาของชาติประสบความสำเร็จได้ เพราะไม่สามารถที่จะบริหารจัดการดำเนินการไปบรรลุเป้าหมายได้ ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าแค่นำร่อง แล้วก็ไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ไม่เคยต่อยอดนโยบายดี ๆ เยอะแยะ ไปหมดเลยครับ ไม่เคยต่อยอดเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราได้มาวันนี้น่าตกใจมากครับท่านประธาน ผลตกผลึกจากการปฏิรูปการศึกษาได้อะไรครับ ท่านครับ น่ากลัวมาก ได้นักเรียนเลว ได้นักเรียนเลวผมไม่ได้พูดนะครับ เขาพูดเอง ผมนี่นอนไม่หลับเลยครับ พอผลการปฏิรูปได้นี่ ได้นักเรียนเลวขึ้นมานั่นคืออะไร นั่นความสำเร็จจากการปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ ที่ผมพูด คำนี้แล้วกำลังจะจบแล้วท่านประธานครับ เพื่อให้รัฐตระหนักว่าในการทำแผนปฏิรูป ด้านการศึกษาของประเทศชาตินั้นต้องทำให้ครอบคลุม ให้เด็กเก่ง ดี มีความสุข มีงานทำ และไปสู่สากล นโยบายต้องได้รับการต่อยอดและพัฒนาให้ถึงที่สุด ไม่ใช่นโยบาย ตามความคิดของเจ้ากระทรวง ถ้าอย่างนี้ไม่สำเร็จอย่างแน่นอน กราบขอบพระคุณมากท่านครับ