จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือการส่งเสริมการออมผ่าน กอช. โดยเสนอปรับปรุงแรงจูงใจ ผลตอบแทน และการสนับสนุนเงินออมจากภาครัฐในอัตรา 1 ต่อ 1 ทุกช่วงอายุ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและดึงดูดประชาชน พร้อมชี้ปัญหาข้อจำกัดของแรงงานนอกระบบและเรียกร้องให้ทบทวนกฎหมายเพื่อขยายฐานกองทุนให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ผมเองเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนให้ทีมงานหรือแม้กระทั่งพี่น้องประชาชนเข้าสู่ กองทุนการออม กอช. ต้องเรียนท่านประธานนะครับว่าขณะนี้ถ้าเราสามารถแนะนำ ให้เด็กตั้งแต่ ๑๕ ปี หรือน้อยกว่า ๑๕ ปีเข้าสู่การออมได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนั่นทำให้ในการใช้เงินในช่วงสูงอายุ ๖๐ ปีเขาจะได้มีเงินใช้ แต่ท่านประธานครับ สังคมผู้สูงอายุขณะนี้ปี ๒๕๖๔ เข้าผู้สูงอายุถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๗๔ หรือ ปี ๒๕๗๘ นี่ เราจะเต็มที่ถึง ๒๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาทครับ ต่อไปนี้ผู้สูงอายุจะมากขึ้น ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านเลขาธิการ ท่านจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ และคณะ ว่าผมเห็นด้วยและสนับสนุนอย่างยิ่งให้มีการออม แต่ที่ท่านเขียนมาที่เราวิเคราะห์กันก็คือ ประเด็นของแรงจูงใจ การออมของท่านมีแรงจูงใจน้อยมาก และผลตอบแทนมีการวิเคราะห์ กันแล้วว่าผลตอบแทนที่เรียกว่าอินเทอร์นัล เรต ออฟ รีเทิร์น (Internal Rate of Return) ไออาร์อาร์ (IRR) นั้นไม่เพียงพอกับเงินที่ครบ ๖๐ ปี เส้นความยากจนกับเงินที่ด้อยค่าลง มันไม่เพียงพอกัน เขาจะได้แค่พันกว่าบาท เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าท่านและคณะคงได้ คุยกันแล้วละว่ามันมีปัญหาเรื่องของแรงจูงใจหรือผลตอบแทนที่มันน้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบ กับประกันสังคม ท่านประธานครับ ประกันสังคมนี่นายจ้าง ๕ เปอร์เซ็นต์ ลูกจ้าง ๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาล ๒.๗๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าเขาจะได้เงินจากรัฐบาล ไม่ได้พูดถึงนายจ้าง ครึ่งหนึ่งหรือเกือบครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเขาออมเท่าไรเขาก็จะได้เงินเกือบเท่า แต่ของเราไปล็อก ไปล็อกอย่างไรท่านประธาน ไปล็อกว่าออมตั้งแต่ ๕๐ บาทจะให้สมทบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงิน แต่ไม่เกิน ๖๐๐ บาทต่อปี ในอายุ ๑๕-๓๐ ปี พอ ๓๐-๕๐ ปี ไปล็อกไว้ว่าสมทบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกินวงเงิน ๙๖๐ บาทต่อปี และอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ๕๐-๖๐ ปีขึ้นไป สมทบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกินวงเงินแค่ ๑,๒๐๐ บาทต่อปี เงินแค่ ๑,๒๐๐ บาทต่อปี ถามว่าแรงจูงใจที่รัฐบาลสมทบมันน้อยมาก แล้วไปล็อกไว้ว่าสมทบ ๕๐ ๘๐ ๑๐๐ ในงานวิจัยผมว่าควรจะสมทบ ๑ ต่อ ๑ ไปเลย ออมเท่าไร ออม ๕๐ ก็สมทบ ๕๐ ทุกช่วงอายุ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นช่วงอายุปลาย ๆ นี่ข้อที่ ๑ ทำให้เด็กนักเรียนลูกหลานเราจะเข้ามาสู่ วงการออมมากขึ้นคือ ๑ ต่อ ๑
ประเด็นที่ ๒ การออมที่จะได้เงินท่านก็ไปล็อกอีกว่าไม่เกินในอายุช่วงสั้น ไม่เกิน ๖๐๐ บาทต่อปี ๙๖๐ บาทต่อปี และ ๑,๒๐๐ บาทต่อปี ถ้าเขาออมเยอะและไปล็อก ว่าไม่เกิน ๑๓,๒๐๐ บาทต่อปี ถ้าเขาออมปีหนึ่ง ๑๓,๒๐๐ บาท เขาควรจะได้สัก ๖,๐๐๐ บาท แต่ได้แค่ ๑,๒๐๐ บาท นี่คือแรงจูงใจที่มองแล้วว่ามันไม่น่าจูงใจ ถ้าไปออมอย่างอื่นอย่างที่ ท่าน ส.ส. อนุรักษ์ บุญศล การออมมีเยอะมากในพื้นที่ ในสหกรณ์ ในกลุ่มของผู้สงเคราะห์ ในส่วนของที่อยู่ในพื้นที่ไม่ว่าสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการอะไรต่าง ๆ เขามีแรงจูงใจเยอะกว่านี้
ประเด็นที่ ๓ ท่านบอกว่าปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ เราเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๘ เริ่มมีการออม ปี ๒๕๖๑ มีคนประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ มีอยู่ ๒ ล้านคนกว่า ๓ ล้านคนซึ่งยังน้อยกว่าเป้า เป้าทั้งหมดที่มีคนที่ทำงานแรงงานนอกระบบ ที่ไม่มีนายจ้างประมาณเกือบ ๒๐ ล้านคน ยังมีพวกอาชีพอิสระอีก ที่ไม่ได้เข้าระบบอีก ทำไมเราไม่สามารถดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาได้ กลุ่มคนนี้ก็ได้ก็คือเราต้องมีการสมทบให้มากกว่าเดิม มีแรงจูงใจแล้วก็ไม่ต้องไปล็อกว่าได้แค่ ๑,๒๐๐ บาท เพราะว่าเมื่อถึงอายุจริง ๆ แล้ว เขาจะได้เงินคืนแค่ ๑,๗๐๐ บาท แต่ว่าเส้นของความยากจนกับเรื่องของเงินมันไม่พอแล้ว เพราะฉะนั้นตามวิเคราะห์มันต้องเพิ่มอย่างน้อย ๆ เป็น ๒ เท่า ถึง ๓ เท่าตัวจะเป็นประโยชน์ เท่านั้นท่านไม่ต้องกลัวเลยครับว่าคนที่อยู่ในกำลังออมจะต้องไปหาจากทางส่วนของ มหาดไทย อะไรต่าง ๆ ไม่ต้องไปหาเยอะหรอกครับ ถ้าเรามีแรงจูงใจเขามาเอง นี่คือข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ในช่วงโควิด (COVID) ท่านมีแรงจูงใจมีอินเซนทีฟ (Incentive) มีอะไรช่วยเหลือเขาบ้าง อย่างเช่นประกันสังคมตอนนี้เขาลดให้นายจ้าง ๓ เปอร์เซ็นต์ ลูกจ้างอาจจะ ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป ของเรามีแรงจูงใจอะไรบ้าง ในช่วงโควิด (COVID) มีอะไรช่วยเหลือเขาบ้าง ที่ท่านประกาศมาบอกว่ามีอินเซนทีฟ (Incentive) คือประกันภัยมาช่วย บริษัทนั้นนี้ไปช่วยมันน้อยมาก ผมว่าเราต้องระดมผู้ซึ่ง บริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะมาดูแลหรือบริษัทที่เขาจะดู ใครมาทำการออมท่านให้เขาไปเลยนะครับ ผมว่ามีคนเยอะแยะถ้าเราปรึกษาหารือกัน นักธุรกิจต่าง ๆ เขาอยากจะช่วยอยู่แล้ว อย่างที่ ท่านเขียนมามีอยู่ ๔-๕ เรื่องเองที่มาช่วยแต่มันถือว่าน้อยมาก ประเด็นไม่ว่าจะเป็นอะไรต่าง ๆ มันแทบจะไม่มีแรงผลักดัน มันไม่มีอิมแพ็กต์ (Impact) เพราะฉะนั้น อิมแพ็กต์ (Impact) ตรงนี้สำคัญ ผมเป็นกำลังใจอยากให้ออมมาเยอะ ๆ หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่มีโอกาสได้ออม เขาได้ออมแล้วเขาจะภูมิใจ เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนถามทางท่านประธานผ่านไปยัง ท่านเลขาธิการและคณะว่าท่านได้คิดไหมครับว่าประเด็นเราจะมีการเพิ่มค่าตอบแทน ผลตอบแทนอย่างไร ท่านบอกอาจจะติดที่ พ.ร.บ. พ.ร.บ. กำหนด ท่านก็เสนอมาได้ สภาทางนี้ก็สามารถที่จะดูแล้วว่ามันเป็นประโยชน์เราก็สามารถแก้กฎหมายได้ ติดที่ระเบียบ ก็แก้ที่ระเบียบ หรือแม้กระทั่งว่าอินเซนทีฟ (Incentive) ท่านไปหาภาคเอกชนมาช่วยเหลือ ท่านระดมเต็มที่ได้ เพราะว่าในสมาชิกคณะกรรมการต่าง ๆ มีแต่ผู้ทรงคุณวุฒิ มีแต่คนเก่ง ๆ มีแต่ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์มาก ผมชื่นชม ผมอยากให้กองทุนออมนี้มีเงินแค่ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันยังน้อยมาก มันต้องเป็นหมื่นล้านหลายหมื่นล้าน ประกันสังคม จะเป็นแสน ๆ ล้านนะครับ แล้วผลประโยชน์จะเกิดกับพี่น้องประชาชน เพราะขณะนี้ เขาลำบากมาก ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณแล้วก็ฝากทางท่านเลขาธิการและคณะ เป็นกำลังใจและช่วยตอบด้วยครับ ขอบคุณครับ