โกวิทย์ พวงงาม หารือรายงานประจำปี 2562 ของกองทุนการออมแห่งชาติ โดยแสดงความชื่นชมในการจัดทำรายงาน พร้อมเสนอความเห็นเกี่ยวกับการขยายฐานสมาชิกและการส่งเสริมการออมสำหรับแรงงานนอกระบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตเรื่องเป้าหมายการเพิ่มสมาชิกที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ และเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการกองทุน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและส่งเสริมวัฒนธรรมการออมอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขออภิปรายรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของกองทุนการออมแห่งชาติ ผมได้อ่านรายงาน แล้วก็ชื่นชมสำนักงานด้วยว่าได้ทำรายงาน การออมแห่งชาติให้มีความเข้าใจ แล้วก็แยกแยะประเด็นได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนดีมาก ก็ขอชมเชยไว้ด้วยครับ อย่างไรก็ตามผมจะให้ความเห็นต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมการ ที่มาวันนี้ว่าส่วนหนึ่งนี่การออมแห่งชาติน่าจะเป็นการส่งเสริมการออมทรัพย์ในระยะ ที่แรงงานที่อยู่นอกระบบ ตัวเลขแรงงานนอกระบบนี่ประมาณ ๒๐.๔ ล้านคน ประมาณนั้น หรือปัจจุบันอาจจะ ๒๑ ล้านคน แต่เป้าหมายที่ผมดูนี่ผมอยากเรียนท่านประธานว่ากองทุน การออมมีการเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๕๘ ที่เริ่มการออมที่มีสมาชิกเพียง ๓๙๑,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็ในปี ๒๕๖๒ มีสมาชิกที่ก้าวกระโดด ๒ ล้านกว่าคน แต่ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ก็มีตัวเลขเป็นแสน อย่างปี ๒๕๖๑ นี่มีตัวเลขประมาณ ๖๑๐,๖๘๓ คน ตัวเลขนี้สะท้อน อยู่สัก ๓ ประเด็นที่อยากจะฝากก็คือว่า
ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๑ ก็คือว่ายุทธศาสตร์ที่บอกเรื่องการเพิ่ม สมาชิกและการบริหารการลงทุนของกองทุนการออมก็ดีมันจะต้องสัมพันธ์กันอยู่พอสมควร ในประเด็นการเพิ่มสมาชิกผมพบว่าการเพิ่มสมาชิกถ้าดูอย่างรวบรัดก็คือว่าจากแรงงาน นอกระบบ ๒๐ กว่าล้านคนมีสมาชิกตามเป้าหมายในปี ๒๕๖๔ แค่ ๔ ล้านคน ผมว่ามันยัง น้อยไป แล้วได้ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่อยู่แรงงานนอกระบบด้วย อันนี้ละที่ผม ยังสงสัย เพราะว่ากระบวนการรณรงค์ในรายงานท่านมีช่องทางเยอะมาก แล้วก็เรียนว่า ท่านทำเยอะไม่ว่าจะช่องทางประชาสัมพันธ์ ช่องทางออนไลน์ (Online) การใช้สื่อต่าง ๆ มากมาย สิ่งเหล่านี้มันไม่ค่อยสัมพันธ์กับสมาชิกที่ท่านอยากจะให้เขาเป็น จึงอยากถามว่ามันมี อุปสรรคอะไรไหมครับในการหาสมาชิก นั่นคือประเด็นที่ ๑ เพราะฉะนั้นผมดูเป้าหมายต่อไป ในการขยายการออมนี่ซึ่งผมเห็นด้วยนะ เป้าหมายการออมที่จะขยายไปสู่หมู่บ้าน ในเป้าหมายเขียนไว้ว่าประมาณ ๗๘,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านจะใช้หมู่บ้านละ ๑ คน แล้วก็ขยาย ไปสู่เยาวชน ซึ่งอันนี้ดีนะครับว่าเยาวชนของเรานี่ต้องส่งเสริมการออม เพราะการออมเป็น หลักประกันของชีวิตตั้งแต่ต้นจนถึงวัยที่เราจะต้องเป็นผู้สูงอายุ จะต้องใช้เงินในการดำรงชีพ และคุณภาพชีวิตของตนเอง อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ ผมอยากจะบอกตัวเลขที่จะขยายไปสู่หมู่บ้านก็ดี เยาวชนก็ดี โครงสร้างประชากรของเรา เยาวชน ถ้าดูตัวเลข ๐-๑๔ ปี มีประมาณ ๑๑ ล้านคน ๑๕-๒๔ ปีประมาณ ๘ ล้านคน เกือบ ๙ ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบ ๒๐ ล้านคนนี่ผมคิดว่าอันนี้ทำอย่างไรที่จะขยายสมาชิก อย่างที่ว่าให้มากขึ้นเพิ่มขึ้น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราบริหารแบบราชการ บริหารแบบรัฐหรือเปล่า หรือเราจะบริหารแบบหลักการมีส่วนร่วมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเป็นเจ้าของเงินนี้ ผมคิด ว่าประเด็นต้องตีให้แตกว่าจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของกองทุนนี้ เขาได้รับ ประโยชน์จากกองทุนนี้ เพราะฉะนั้นการบริหารกองทุนในยุทธศาสตร์ที่ ๒ ดูจะไม่ค่อยชัดว่า เงินลงทุนนี่ไปทำเพื่ออะไร และตอบโจทย์ไปสู่สมาชิกอย่างไร อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ผม อยากจะฝากไว้ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานดูว่าผมเคยอยู่ในชุมชน ตำบล หมู่บ้าน เขามี การออมทรัพย์เพื่อการผลิต ประชาชนออมนี่มีภูมิปัญญาชาวบ้านหลายคน ไม่ว่าจะเป็นลุงอัมพร ครูชบ หมู่บ้านเดียวเขาออมเป็นร้อยล้านบาท และถ้าหลาย ๆ ปี เป็น ๕-๖ ปีก็ ๑๐ ล้านบาท ๗๐๐ ล้านบาทนี่คือตัวอย่าง มีตำบลหนึ่งที่ตำบลหนองสาหร่าย ผมอยากจะเรียนไว้เป็น เบื้องต้นว่าเขาทำสถาบันการเงินชุมชน ตำบลนี้สามารถเรียกการออมได้มากเป็นร้อยล้านบาท เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำก็คือว่าจะทำอย่างไรให้สมาชิกมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ผมดู ในรูปของกรรมการหรืออนุกรรมการนี่ผมไม่แน่ใจว่าในรายงานจะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เป็น เจ้าของมีส่วนร่วมมาเป็นกรรมการด้วยหรือไม่ เพื่อดึงให้เขารู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์จาก กองทุนนี้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการกองทุนอาจจะต้องกลับมาดูว่าจะทำ อย่างไรให้สมาชิกได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้วไปเป็นกรรมการกองทุนส่วนหนึ่งให้เขาบริหาร จัดการ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าถ้าเราตั้งเป้าหมาย ๑๐ ล้านบาท ประชากรไทย ๖๕ ล้านคน ออมวันละบาท วันหนึ่งก็ได้ ๑๐ ล้านบาท ๓๐ วันก็ได้ประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท นี่แค่เดือนเดียวนะครับ ๑ ปีก็จะมีเงิน ๑๒ เดือน เดือนละ ๑,๕๐๐ ล้านบาท นี่ผมคิดง่าย ๆ จะได้ประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็คือถ้าคิดแบบประชาชน เพราะฉะนั้นกองทุนจะต้องผสมผสานระหว่างประชาชนเข้ามาช่วยบริหารใช้ปัญญาของ ชาวบ้าน ท่านบอกว่ารณรงค์ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการออม แต่ในทางกลับกัน ตัวเลขที่มันปรากฏผมว่าไม่เข้าเป้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเสนอว่ารัฐ ราษฎร์ ประชารัฐ ประชาชน ควรจะร่วมกันในเรื่องการออม แล้วทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าเขาได้เป็นเจ้าของ กองทุนนี้ แล้วนั่นละคือเขาจะตระหนักถึงการออม และการรับประโยชน์จากกองทุนนี้ อย่างแน่นอนครับ ก็เป็นข้อเสนอและเป็นคำถามด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ