นิกร ชี้ กกต. ต้องเน้นสร้างความรู้แทนจับผิด เสริมรากการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

นิกร จำนง หารือปัญหาการเลือกตั้งในบริบทองค์กรก่อนยุค กกต. และเสนอให้พรรคการเมืองร่วมกันหาทางออกร่วมกันในฐานะสถาบันที่เกี่ยวข้องโดยตรง พร้อมแสดงความเห็นถึงบทบาทของ กกต. ในการส่งเสริมการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม โดยเน้นการเปลี่ยนแนวทางจากเน้นการจับผิดไปสู่การสร้างความเข้าใจและให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อเสริมรากฐานประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทั้งยังท้วงติงปัญหาช่องว่างการปฏิรูปการเมืองที่ขาดหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน แม้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ กกต. เร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในประเด็นสมาชิกพรรคการเมืองและกระบวนการไพรมารีที่ยังขาดความเป็นธรรม เพื่อสนับสนุนระบบการเมืองที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นายนิกร จำนง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงแล้วผมก็เกี่ยวพันกับการเลือกตั้งโดยมีองค์กรลักษณะนี้มาตั้งแต่ก่อนมี กกต. หลายสิบปี จะ ๒๐ กว่าปีแล้วนะครับ ที่จริงแล้วก็ทราบปัญหาอยู่ ตั้งใจว่าจะไม่พูด แต่ว่ามีสมาชิกก็มี ความเห็นว่ามันเป็นเรื่องของเราที่จำเป็นจะต้องพูดกันเพื่ออย่างน้อยเผื่อจะมีหลักคิดดี ๆ หรือว่ามีประเด็นอะไรในการแก้ไขปัญหาร่วมกันบ้าง พวกเราเป็นพรรคการเมือง ท่านเป็น นายทะเบียนพรรคการเมืองมันเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันในบ้านของเราเองหาทางออกร่วมกัน

ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับ กกต. แล้วเกี่ยวเนื่องการเลือกตั้ง ผมเองนี่ ลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๙ ตอนนั้นกลับมาแล้วก็ผมเขียนติดไว้ที่สงขลาว่าเป็นหลักคิด ที่เอามาจากตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งแปลมาว่า ถ้าเครื่องมือในการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรมเสียแล้วทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย คือทุกอย่างมันจะล้มเหลวหมดนะครับ มันเป็นจุดเริ่มของระบบการเมือง ดังนั้นให้ความสำคัญกับตรงนี้มากนะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้หลักคิดที่จะพูดหรือความเห็นที่จะพูดก็คือว่าเป็นการให้กำลังใจ กกต. ว่าถ้าท่านไม่แก้ ทุกอย่างมันจะล้มเหลวมากนะครับต้องช่วยกัน ท่านประธานครับ ขณะนี้ที่จะต้องพูด เพราะว่ากำลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญแน่ แล้วในการแก้ตรงนั้น เราคงจะมี ส.ส.ร. ผมเชื่อว่า กกต. จะถูกแก้ไขแล้วก็พระราชบัญญัติเกี่ยวเนื่องกับทาง กกต. เป็นประกอบรัฐธรรมนูญก็จะถูกแก้ไข มันเป็นโอกาสเดียวของท่านที่จะมีการแก้ไขปรับปรุง เกิดขึ้นแน่ครับ ผมเองได้ทำรายงานนะครับ ผมได้เขียนไว้ในหน้า ๙๖ ในของอนุกรรมการ เกี่ยวกับศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่า ของ กกต. เองควรมีการให้ความสำคัญ กับการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในการพัฒนาประชาธิปไตยมากกว่างานทางด้าน การป้องกันทุจริตการเลือกตั้ง ผมมีคำอธิบายเรื่องนี้ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าผมได้เคย ไปร่วมงานครั้งหนึ่งในการแถลงผลงานของ กกต. เนื่องจากว่าก็สนิทสนมกัน ปรากฏว่า ผลงานดีเด่นของ กกต. คือการจับทุจริตเลือกตั้ง ตรงนี้เป็นความเห็นที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก เป็นหลักคิดที่ผิดพลาดมาก ผมก็ถามไปนะครับว่าท่านจัดการเลือกตั้งแล้วกี่อย่าง ปรากฏว่า จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นไป ๓,๔๐๐ ตอนนั้น นั่นคือความสำเร็จคือการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเมือง แต่ว่าท่านมายึดติดอยู่กับภาพที่ปรากฏก็คือสามารถจับทุจริต การเลือกตั้งทั่วไปได้สัก ๔-๕ ราย ท่านก็รู้สึกมีความสุขแล้วมันไม่ใช่ หลักคิดตรงนี้ต้องเปลี่ยน หลักคิดก็คือว่าทำการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรมมากขึ้น ทีนี้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม งานหลักก็คือว่าไปจับแต่การซื้อเสียง การขายสิทธิน้อยมากที่ทาง กกต. จะพุ่งเป้าไป ทางด้านตรงนี้ เราเคยมีการไปดูงานกันที่น่านเป็นหมู่บ้านที่ไม่ซื้อเสียง แต่ปรากฏว่า พอเจาะลึกลงไปข้างในแล้วนี่หมู่บ้านที่ไม่ซื้อเสียงกลายเป็นว่าเลือกตั้งกำนันกัน ๒ คน เป็นพี่กับน้อง แล้วก็ตกลงกันว่าเราจะไม่ซื้อเสียง คือไม่มีใครซื้อก็เลยไม่มีคนขาย ดังนั้น แชมป์ (Champ) ที่ว่ามันเป็นแบบนี้เอามาอ้างไม่ได้ ผมก็เลยจะเน้นในนี้ว่าต่อจากนี้ เราจะเห็นว่างานของปี ๒๕๖๑ คาบเกี่ยว งานที่ทำเป็นการให้ความรู้กับประชาชนในเรื่อง การเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งไม่ขายสิทธิมีน้อยมาก เราไปเน้น เรื่องการไล่จับ ทีนี้เรื่องนี้มันเป็นหมูไปไก่มา ถ้าไม่มีการขายสิทธิจะมีการซื้อเสียงได้อย่างไร เราไปจ้องอยู่อย่างเดียวคือการซื้อเสียง ๆ แต่ไม่ป้องกันการขายสิทธินี่แก้ลำบาก มันเป็น การแก้ในมิติเดียว

ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้อยากจะให้มีการปรับปรุงนะครับ คือการมาเน้น เรื่องการให้ความเข้าใจกับการเมือง และที่สำคัญขณะนี้การพัฒนาการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีหมวดปฏิรูปการเมืองแต่ไม่มีหน่วยงานครับท่านประธาน หน่วยงานเองขณะนี้ก็ต้อง ขอความกรุณา กกต. ช่วยไปดูแลเรื่องนี้เป็นการให้ความรู้กับประชาชนให้มากขึ้น เพราะมีแต่ เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่องการปฏิรูปการเมืองแต่ไม่มีหน่วยงานมาปฏิบัติ ถ้าเศรษฐกิจยังมี หน่วยงานคลัง มีกระทรวงกระทรวงโน่นกระทรวงนี่ แต่ว่าเรื่องการเมืองที่เป็นปัญหาใหญ่ ของประเทศนี่ไม่มีหน่วยงานดูแลเลยนะครับ ตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ประเด็นที่สำคัญ ในรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมก็คือว่า กกต. เอง ที่ผมอยากจะให้เป็นก็คือผมเรียนแล้วว่าจะมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการแก้ไขกฎหมายที่ผ่านมาน่าน้อยใจที่ กกต. เองก็รู้ปัญหาแต่ไม่สู้ หมายถึงว่ายอมเขาหมด คราวที่แล้วการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็รวมทั้งเรื่องการเขียน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง กกต. หมายความว่า กกต. ก็รู้อยู่ว่าปัญหาคืออะไร แต่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างเช่น ปัญหาเรื่องพรรคการเมือง เรื่องสมาชิก กกต. ก็ทราบอยู่ว่าคนไทยเองนี่การจ่ายเงินค่าสมาชิกคนไทยเองไม่พร้อมที่จะ จ่ายก็ยังยอมให้เขียนมาแบบนั้น แล้วสุดท้ายท่านประธานลองดูว่าการเป็นสมาชิก พรรคการเมืองในประเทศนี้ได้อะไรบ้าง ไม่ได้อะไรเลย มีแต่เสีย เสียสิทธิโน่น เสียสิทธินั่น สมัครโน่นก็ไม่ได้ แล้วให้มีการจ่ายเงินนี่ตรงนี้ กกต. ทราบนะครับ แต่ว่าการต่อสู้ผมเห็นว่า ยังไม่พอ

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องการทำไพรมารี (Primary) การทำไพรมารี (Primary) กรรมาธิการในชั้นของ สนช. ไปทำ กกต. ก็ทราบว่าการทำไพรมารี (Primary) ตรงนี้มันเป็น เรื่องที่ทำไม่ได้นะครับ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นสมาชิกเยอะ แล้วก็คัดตัวผู้สมัคร ไม่ได้เลยทำไพรมารี (Primary) ขณะนี้ให้ผู้สมัครไปทำไพรมารี (Primary) เองมันกลับหัว กลับหาง ตรงนี้ก็ไม่ได้สู้กันอย่างเต็มที่นะครับ ผมก็เลยฝากไว้ว่าขอให้ถ้าจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องมีแน่นะครับ อยากจะให้ท่านออกมายืนหลังตรงแล้วก็ให้รู้ว่าที่ผมพูด เมื่อสักครู่ว่าถ้าการเลือกตั้งไม่มีความหมาย หมายถึงว่าไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรมเสียแล้วทุกอย่าง ในระบบการเมืองจะไม่มีความหมายเลย อยากให้ กกต. ยืนให้หลังตรงสักครั้งหนึ่งเถอะนะครับ แล้วสู้ เพราะท่านเป็นองค์กรสำคัญที่จะทำให้พรรคการเมืองพวกเรานี่ งบประมาณ ในการดูแลพรรคการเมืองได้แต่ละปีนี่น้อยนะครับ ท่านต้องสู้ให้มากกว่านี้เพื่อพวกเรา พรรคการเมืองทั้งหมดนะครับ ก็อยากจะฝากไว้ว่าผมเองก็ยังยืนยันว่าไม่เสียความตั้งใจ ไม่เสียความเชื่อถือว่า กกต. จะเป็นทางออกสำคัญของระบบการเมือง แต่อยากให้ กกต. เอง ยืนขึ้นให้หลังตรงแล้วก็สู้เพื่อองค์กรของท่านเอง แล้วก็เพื่อระบบการเมืองที่ดีของประเทศนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ