ซูการ์โน ซักถาม กกต. ชี้รายงานไม่โปร่งใส ท้วงระเบียบขัดประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

ซูการ์โน มะทา ซักถามและวิพากษ์รายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปี 2561 โดยตั้งข้อสังเกตว่ารายงานดังกล่าวไม่สะท้อนเหตุการณ์สำคัญอย่างรัฐประหารหลังการเลือกตั้งในปี 2549 และ 2557 พร้อมตั้งคำถามต่อบทบาทของ กกต. ที่ทั้งทำหน้าที่กำกับดูแลและกลับเป็นต้นเหตุของปัญหาการเลือกตั้ง รวมถึงเรียกร้องให้มีการทบทวนระเบียบต่าง ๆ ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการหาเสียงและการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การห้ามติดโปสเตอร์หรือการจำกัดบทบาทของสมาชิกพรรคในการสนับสนุนผู้สมัครท้องถิ่น ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์การส่งเสริมประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ทบทวนการบังคับใช้มาตรา 34 ผ่านกลไกผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลปกครอง โดยมองว่าเป็นมาตรการล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับพัฒนาการทางการเมือง

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ขออนุญาตอภิปราย รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ผมก็คงตั้งข้อสังเกตเรื่องของรายงานฉบับนี้เหมือน ๆ กับท่านสมาชิกหลายท่านก็คือ แม้ว่าจะมีกฎหมายให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องทำรายงานการปฏิบัติงานเสนอ ต่อสภาให้รับทราบนั้น ผมอยากได้ยินคำชี้แจงจากท่านเลขาธิการว่านับต่อจากนี้ไป ท่านในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะพยายามทำรายงาน ให้มันเป็นปัจจุบันที่สามารถตอบข้อซักถามของเพื่อนสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนะครับ

ท่านประธานครับ ผมดูในรายงานฉบับนี้แล้วก็ภูมิใจในระดับหนึ่งว่าเป็นรายงาน ที่สมบูรณ์แบบ แล้วก็รู้สึกว่าเป็นความภาคภูมิใจที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่าเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และผมคนหนึ่ง ก็เชื่อมั่นว่าตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น การตั้งองค์กรอิสระให้มี คณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นเป็นองค์กรที่จะธำรงไว้ ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้แนวทาง หรือแนวคิดของธรรมาภิบาลหรือกู๊ดกัฟเวอร์แนนซ์ (Good Governance) แต่ท่านประธานครับ เท่าที่นั่งฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายทั้งหมดที่ผ่านมาก็มีแต่มุมมองที่ผมบอกได้เลยว่า กกต. เป็นทั้งพระเอกและเป็นทั้งผู้ร้ายในเวลาเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาเราเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ผมดูจาก รายงานฉบับนี้ก็คือท่านบอกว่าท่านเกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีคณะกรรมการ การเลือกตั้งเข้ามาทำงานแล้ว ๔ ชุด ทำหน้าที่ในการเลือกตั้งจำนวน ๖ ครั้ง ๒ ใน ๖ ครั้งนั้น ก็คือการจัดการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังเสียดาย ในรายงานฉบับนี้ว่าในการจัดการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ นั้น มันมีเหตุของ ทางการเมือง เหตุผลทางการเมืองของประเทศไทย แต่ไม่มีระบุในรายงานว่าทำไมปี ๒๕๔๙ หลังจากการเลือกตั้งแล้วมีการปฏิวัติรัฐประหาร เหตุผลเพราะอะไร กกต. ถึงไม่ระบุว่า ในการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๗ จนเป็นที่มาของการปฏิวัติครั้งนี้ท่านก็ไม่ได้ระบุในรายงานตรงนี้ ท่านเป็นองค์กรที่ต้องดูแลเรื่องของการเลือกตั้ง อะไรคือปัญหาอุปสรรคที่มาทำลาย การปกครองในระบอบประชาธิปไตยท่านต้องกล้าระบุในรายงาน อันนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ผมยังเสียดายนะครับ เพราะ ๒ ครั้งที่ท่านเขียนในรายงานนี้ผมอยู่ในการเลือกตั้งพอดี ปี ๒๕๔๙ ผมเลือกตั้งมาไม่ได้รับเงินเดือนครับถูกปฏิวัติ ปี ๒๕๕๗ ชนะการเลือกตั้งก็เกิด การปฏิวัติขึ้นมา แล้วสำคัญที่สุดก็คือว่าทั้งหมดนี้มันเขียนชัดเจนในรายงานว่าท่านเป็นโจทย์ เพราะท่านจัดการเลือกตั้งไม่แล้วเสร็จภายใน ๑ วัน แต่ท่านไม่บอกว่าการจัดการเลือกตั้ง ไม่แล้วเสร็จภายใน ๑ วัน ตามมาตรา ๑๐๘ วรรคสอง นั้นเพราะอะไร ทำไมครับความจริง เหล่านี้เราไม่เขียนในรายงาน สังคมทั่วไป พี่น้องประชาชนทั่วไปรู้ว่าทำไมการจัดการเลือกตั้ง ปี ๒๕๕๗ ไม่สำเร็จ แล้วเป็นที่มาของการปฏิวัติรัฐประหารทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นต้องแขวน มา ๑๒ ปี นี่คือที่ผมบอกว่าท่านเป็นทั้งพระเอกและเป็นผู้ร้ายในตัว แต่ผมยังให้ความเคารพและยังเชื่อมั่นว่า กกต. จะเป็นองค์กรหนึ่งที่จะดูแลการปกครอง ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะ ให้เป็นที่พึ่ง ของพี่น้องประชาชนให้ได้ตามเจตนารมณ์ที่ท่านเขียนไว้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ระเบียบต่าง ๆ ที่ออกมาจากของ กกต. ที่มาใช้บังคับทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งบังคับการเลือกตั้งของผู้บริหารองค์กรท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้นมันคือเป็นเพียง แค่ระเบียบ ท่านประธานครับ ผมอยากเสนอผ่านท่านประธานไปยังท่านเลขาธิการว่า บางครั้งท่านไปออกระเบียบว่า ๑. การกำหนดบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ท่านก็กำหนด ชัดเจน แต่บางครั้งเรื่องของการใช้สิทธิในการโฆษณา การทำโพสเตอร์ (Poster) การติดโพสเตอร์ (Poster) ต่าง ๆ เหล่านี้ท่านบอกว่าห้ามผู้สมัครท่านใดติดโพสเตอร์ (Poster) ตามป้ายรถเมล์ บ้านเรือนของพี่น้องประชาชน ผม ๒ ครั้ง ลงเลือกตั้ง ๒ ครั้งนะครับ กับระเบียบนี้ เจอคู่ต่อสู้ติดขัดขืนระเบียบตรงนี้ แต่ก็ไม่มีผลทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น วันนี้ ถ้าท่านจะออกระเบียบผมคิดว่าระเบียบตรงนี้ควรจะแก้ให้ผู้ที่สมัครและรับเลือกตั้งนั้น สามารถติดโพสเตอร์ (Poster) เพราะจะเป็นการช่วยการประชาสัมพันธ์ให้การเลือกตั้งนั้น ดำรงอยู่ได้และประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาถ้ารายงานตรงนี้มันมีปัญหา หลาย ๆ มิติ ผมว่าหลาย ๆ ท่านได้มองเรื่องของงบประมาณ ผมยังเสียดายงบประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมยังเสียดายว่าสิ่งที่เราต้องการให้เห็นก็คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนในเรื่องของการเลือกตั้ง ทำอย่างไรให้ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงมันมี น้อยมาก ในการอบรมต่าง ๆ ก็มันน้อย ยิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ก็ชัดเจนว่าเงินไม่มา กาไม่เป็น เป็นวลีเด็ดทางการเมืองไปแล้ว ผมถามท่านเลขาธิการว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างนี้อย่างไร อันนี้เป็นโจทย์ข้อที่ ๓ ที่ผมอยากถาม

ส่วนสุดท้ายที่ผมอยากฝากก็คือ ระเบียบใดที่ท่านออกไปแล้วที่มันกระทบ ต่อสิทธิเสรีภาพของพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มันจำกัดสิทธิมากเกินไปมันจะทำให้การส่งเสริมประชาธิปไตยนั้น ดูย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ของท่าน ท่านให้โอกาสให้พรรคการเมืองสามารถส่งผู้สมัคร ไปลงรับเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ แต่ท่านกลับไม่ให้สมาชิกในพรรคการเมืองนั้น ไปหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคการเมืองนั้น อันนี้มันย้อนแย้ง และผมในฐานะ ที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจก็ได้เอาเรื่องนี้ การบังคับใช้มาตรา ๓๔ ไปหารือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แล้วก็จะหารือต่อศาลปกครองด้วย เพราะท่านบอกว่า มันมาจากเอกสารประกอบรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดย สนช. อันนี้มันล้าสมัยก็ต้องแก้ครับ ผมฝากท่านเลขาธิการด้วยประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องการละเมิดสิทธิในเรื่องของ การพัฒนาการเมืองนั้น ผมอยากให้มันมีความชัดเจนมากขึ้นว่าถ้าท่านให้โอกาสพรรคการเมืองแล้ว ท่านต้องให้สิทธิสมาชิกของพรรคการเมืองนั้นสามารถหาเสียงให้กับพรรคการเมืองนั้นได้ด้วย ขอขอบคุณมากท่านประธานครับ