นิคม บุญวิเศษ อภิปรายรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ปี ๒๕๖๑ โดยชี้ให้เห็นปัญหาของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเฉพาะเรื่องค่าธรรมเนียมสมาชิกที่สูงเป็นภาระและกองทุนเพื่อการพัฒนาที่เงินไม่เพียงพอ รวมถึงข้อจำกัดในการระดมทุนและการตรวจสอบบัญชีซึ่งทำให้การตั้งพรรคใหม่ทำได้ยากลำบาก พร้อมหารือเรื่องความคาดหวังของประชาชนต่อ กกต. ในการควบคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส และไม่เอนเอียง โดยเรียกร้องให้แก้ไขกฎเกณฑ์การคำนวณคะแนน ส.ส. ให้ชัดเจนและเป็นสากลเพื่อลดข้อกังขาของประชาชน และเสนอให้เพิ่มกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อให้มีอิสระในการดำเนินการทางการเมืองมากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ กกต. เปลี่ยนบทบาทจากการกำกับจับผิดเป็นมาดูแลช่วยเหลือสนับสนุนแทน
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กระผมขออภิปรายรายงานผลการปฏิบัติงาน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๑ เสียดายครับ มันเป็นรายงานที่ค่อนข้าง จะย้อนหลังไปสักนิดหนึ่ง ผมเป็น ส.ส. ใหม่เลือกตั้งปี ๒๕๖๒ แต่อย่างไรก็ตามครับมันก็คง จะเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าจะพูดถึงงบประมาณนั้นผมจะขอพูดทีหลังใช้เวลาไม่มากนะครับ ก่อนที่จะไปถึงงบประมาณผมขอพูดในส่วนของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งมีปัญหาอยู่ขณะนี้ ผมเชื่อว่าท่านคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบดี เพราะว่าท่านเป็นผู้ปฏิบัติ รวมทั้ง พรรคการเมืองต่าง ๆ รวมทั้งสมาชิกพรรค พรรคการเมืองรู้สึกว่ามันเป็นภาระมากนะครับ ผมเชื่อว่าหลายพรรคกำลังยื่นแก้ พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ ซึ่งคิดว่าก็คงจะร่วมกันในเร็ว ๆ นี้ พรรคพลังปวงชนไทยก็เช่นกันครับเราได้มีการร่าง กำลังล่ารายชื่อที่จะเข้าสู่สภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมันเป็นภาระอย่างไรครับ การให้สมาชิกพี่น้องที่ต้องการเข้าร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมือง จะต้องสมัครเป็นสมาชิกครับ ๕๐ บาท รายปี การเลือกตั้งครั้งที่ ๒ นี้จะเป็น ๑๐๐ บาทแล้วครับ ถ้าเป็นตลอดชีพ ก็คือ ๒,๐๐๐ บาท เห็นไหมครับ เป็นภาระกับพี่น้องประชาชน ผมทราบดีว่าผู้ที่เขียน กฎหมายต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของพรรคการเมืองจึงได้ออก พ.ร.บ. นี้ ออกมานะครับ ต้องการให้พรรคการเมืองทำการเมืองอย่างจริงจัง จึงมีกองทุนเพื่อการพัฒนา พรรคการเมือง แต่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองนั้นไม่สามารถช่วยพรรคการเมือง ได้หรอกครับ เพราะว่ามีกองทุนใช้เงินจำนวนน้อยมาก ปีที่แล้วใช้เงินประมาณ ๑๑๗ ล้านบาท ถ้าผมจำไม่ผิด พรรคการเมืองมีประมาณ ๗๐-๘๐ พรรค บางพรรคโดยเฉพาะพรรคใหญ่ได้ ๑๒-๑๓ ล้านบาทเอง พรรคเล็ก ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท บางพรรคก็ ๒-๓ ล้านบาท ไม่สามารถที่จะพัฒนาพรรคการเมืองได้นะครับ โดยที่ท่านบอกว่าวัตถุประสงค์ของท่าน คือต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองผมมองว่าค่อนข้างจะยาก แล้วก็เงินก้อนนี้ ในการใช้จ่ายแต่ละครั้งใช้จ่ายค่อนข้างจะยากมาก มีกฎกติกามากมายครับ แต่สิ่งนี้ พรรคการเมืองยินดีที่จะทำ เพราะว่าต้องการไม่ให้พรรคการเมืองนำเงินก้อนนี้ไปทุจริต แต่ในส่วนของพรรคการเมืองที่เขาใช้จ่ายจริง ๆ ที่ใช้เกินล่ะครับ เงินก้อนนี้มาจากไหน ท่านบอกว่าจะต้องเป็นเงินที่มาจากการบริจาคหรือการหารายได้ของพรรคการเมือง อย่าลืมว่า พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่นะครับ รายได้จะมาจากไหนถูกไหมครับ ก็ต้องมีการระดมทุนต่าง ๆ และยังเขียนกฎหมายยิบย่อยครับ ผู้ที่จะบริจาคเงินเข้าพรรคค่อนข้างจะบริจาคยากมาก เห็นไหมครับ จึงทำให้คนที่ต้องการจะมาสนับสนุนพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหม่ที่มี อุดมการณ์เขาก็ไม่กล้าครับ จะต้องมีการเปิดเผยโน่นนี่สารพัด แต่พรรคใหญ่เอาเงินมาจาก ไหนมาใช้จ่ายกันทุกวัน ๆ ถามว่า กกต. เคยตรวจสอบไหมครับว่าเงินที่ใช้จ่ายนี่มันมากกว่า เงินที่อยู่ในบัญชีท่านหรือไม่ เห็นไหมครับ ฉะนั้นการทำพรรคการเมืองค่อนข้างจะยาก เพราะถ้าใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้
อีกส่วนหนึ่งครับ กกต. นั้น ประชาชนมีความคาดหวังว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งเขาต้องการอะไรครับ ต้องการให้มาควบคุมการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ต้องการให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใส คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องไม่เข้าข้าง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกไหมครับ ไม่เอนเอียงไปผู้มีอิทธิพลอะไรก็ตาม อันนี้คือความคาดหวัง ของประชาชน ความคาดหวังของพรรคการเมืองหรือ ส.ส. ก็ตาม เพราะอย่าลืมว่า ส.ส. น้ำดี ที่เขามาเป็น ส.ส. เพื่อที่จะมาทำงานการเมืองตามอุดมการณ์ เพื่อต้องการเข้ามาพัฒนา การเมือง พัฒนาประเทศ เราต้องการทำให้มันถูกต้องตามกฎกติกาที่ท่านเขียนขึ้นมา นี่ละครับ แต่ในขณะอีกฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจนี่นะครับ ไม่จำเป็นครับ ทำตามบ้าง ไม่ทำ ตามบ้าง บางคนพูดแม้กระทั่งว่าไม่จำเป็นต้องไปตั้งพรรคการเมืองหรอก ไม่ต้องไปลง หาเสียง ไม่ต้องเสียเวลา มีเงินเสียอย่างครับ รอซื้อ ส.ส. อย่างเดียวก็ได้ เขาพูดกันขนาดนั้น แล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ ในฐานะที่ท่านเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้ามีเหตุการณ์ เหล่านี้เกิดขึ้นมาเราจะเอาความผิดพวกนี้อย่างไร ฉะนั้นถ้าวงการการเมืองยังต้องใช้เงิน ยังต้องมีอิทธิพล ผมเชื่อว่าการเมืองไทยมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นก็ฝากความหวัง ไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับ อยากให้ท่านใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรม ใช้กฎหมายให้ครบทุกอย่าง ทุกฝ่าย ทุกพวก อย่าเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่ผ่านมาการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคพลังปวงชนไทยมีคนถามมากมายครับ ได้คะแนน ๘๑,๐๐๐ กว่าคะแนน ได้ ส.ส. มา ๑ คน ในขณะที่บางพรรคคะแนน ๓๐,๐๐๐ กว่า ๔๐,๐๐๐ กว่า ก็ได้ ส.ส. ๑ คนเท่ากัน เรื่องนี้ก็อยากให้ไปแก้ไขครับว่า การเลือกตั้งถ้าเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปไม่อยาก ให้มีเรื่องนี้อีก อยากให้ตั้งกติกาขึ้นมาสากลเลยครับว่าเท่าไร คืออย่างไรให้มันชัดเจน เลือกตั้งปุ๊บสามารถ ตัดสินได้เลยว่าใครได้เท่าไรไม่ต้องมานั่งคำนวณ ไม่ต้องมาอะไรสารพัด สูตรคำนวณก็มี หลายสูตรนะครับ มันเป็นที่กังขาของพี่น้องประชาชนมาก
ในส่วนที่ท่านใช้งบประมาณไปผมได้อ่านแล้วทรัพย์สินต่าง ๆ ของท่านก็มี ไม่เยอะหรอกครับ ทรัพย์สินหมุนเวียน เงินทั้งหลายมีหลักสิบ หลักร้อยเท่านั้นเอง ผมก็ไม่ ทราบว่าทำไมกรรมการการเลือกตั้ง กกต. มีเงินน้อยขนาดนี้ แต่พอใช้เงินโดยการใช้เงิน เลือกตั้งที ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาทค่อนข้างจะเยอะมาก และเงินสนับสนุนพรรคการเมืองน้อย ผมอยากให้ท่านพิจารณานิดหนึ่งว่า การที่จะส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมือง ได้กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองควรจะมีเงินมากกว่านี้ และควรจะให้ พรรคการเมืองมีอิสระในการทำการเมืองมากขึ้นนะครับ พรรคการเมืองรู้ดีว่าจะต้องส่งเสริม ให้ประชาชนมีความรู้ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนะครับ ทุกพรรคผมเชื่อว่าทำแบบนี้อยู่ แต่อยากให้ กกต. ส่งเสริมพรรคการเมืองให้มากกว่านี้หน่อย อย่ามากำกับจับผิด จับปรับ เหมือนกับพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ กกต. มากเกินไป อย่าลืมว่า พรรคการเมืองเป็นของพี่น้องประชาชนนะครับ กกต. มารักษากติกา มาดูแล อย่ามากำกับ ให้มาดูแลช่วยเหลือสนับสนุนหน่อย ขอบคุณมากครับ