สุรทิน ชี้ กกต. รายงานล่าช้า ขอทบทวนกฎหมายพรรคการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

สุรทิน พิจารณ์ แสดงความกังวลต่อความล่าช้าของรายงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้จัดทำรายงานอย่างทันเวลาและทันสมัยมากขึ้น ขณะเดียวกันได้หารือประเด็นข้อบังคับและกฎหมายพรรคการเมืองที่เข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะการใช้จ่ายกองทุนพัฒนาพรรค การส่งข้อมูลล่าช้า และบทลงโทษทางปกครองที่หนักหน่วง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองขนาดเล็ก จึงเสนอให้มีการทบทวนแก้ไขกฎหมาย ลดภาระเอกสาร และเปิดโอกาสให้ กกต. เข้าร่วมกรรมาธิการเพื่อร่วมพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการพัฒนาพรรคการเมืองอย่างเข้มแข็งและเปิดกว้าง ตามแบบอย่างประเทศประชาธิปไตยอื่น

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ได้ดูรายงานของ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งเล่มสวยงาม ทั้งรูปแบบ ทั้งเนื้อหา ก็ชื่นชม สมบูรณ์นะครับ แต่มันเสียอย่างหนึ่งที่ว่าเป็นรายงานที่ช้าไป เดี๋ยวนี้ปี ๒๕๖๔ ผ่านมาแล้ว ๒-๓ ปี ท่านประธานครับอยากจะให้เป็นปัจจุบันนะครับ

เรื่องแรก ที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือเรื่องของพรรคการเมือง ท่านประธานครับ พรรคการเมืองตามกฎหมายของพรรคการเมืองปัจจุบันนี้ การจัดตั้งพรรค รู้สึกว่ายุ่งยาก ท่านประธานครับ วันนี้มีท่านเลขาธิการพรรค ท่านรองเลขาธิการพรรค ท่าน ผอ. พรรคมาชี้แจง ทุกท่านก็คือพรรคพวกกัน และบางท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็อยู่ด้วยกันมา ต้องขอขอบคุณ เพราะว่าเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งที่ทำให้ กกต. เข้มแข็งมาได้ถึงทุกวันนี้ พ.ร.บ. พรรคการเมืองนี่ผมก็เคยไปร่างกับท่านเลขาธิการ คือท่านจรุงวิทย์ ตอนนั้นเป็น สปท. ด้วยกัน ก็บอกแล้วว่าการที่ไปเก็บค่าสมาชิกพรรค ของพี่น้องประชาชนมันยุ่งยากมากนะครับ แค่จะเชิญพี่น้องมารับประทานข้าวฟรี ๆ ถ้าบอกว่า พรรคการเมืองไปเชิญนี่เขาไม่มาเลย ท่านประธานครับ อันนี้ไปเก็บสตางค์เขาด้วย ยิ่งแล้วเข้าไปอีก นี้คือปัญหาโดยแท้ของ พ.ร.บ. พรรคการเมืองฉบับที่ร่างมาโดย คสช. เพราะฉะนั้นต้องปรับเปลี่ยน ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนจะเกิดปัญหาต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพรรคเล็กถูกฟ้อง ถูกปรับ เพราะว่าแต่ละปีต้องหาเงิน หรือว่าต้องบอกสมาชิก มาจ่ายสตางค์ นี่คือปัญหาทั้งนั้นนะครับ สมาชิกเป็นหมื่นครับท่านประธาน อย่างเช่น พรรคประชาธิปไตยใหม่ ๒๘,๐๐๐ ต้องไปหาให้พี่น้องมาต่อ ถ้าไม่ต่อก็สิ้นสภาพ โดยข้อกฎหมาย ไม่ได้ว่าให้ท่าน กกต. เพราะว่าทางฝ่ายบริหาร กกต. เหมือนกับตำรวจ ต้องทำตามหน้าที่ ถ้าไม่ทำตามก็มาตรา ๑๕๗ ละเว้น นี่คือปัญหา พี่น้องประชาชนที่มาทำ พรรคการเมืองเขาไม่อยากมา เพราะว่าทำพรรคการเมืองมันเสียไปทุกอย่าง มาเป็นสมาชิก อาจจะเสียไปทุกอย่าง มาเป็นกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ลงผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้ ลงอิหยังก็ไม่ได้นะครับ นี่คือปัญหาของ พ.ร.บ. ที่เราไปร่างมาแล้ว ต้องแก้ไขครับ วันนี้ พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ยื่นญัตติแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมือง ทุกพรรคเซ็นมาแล้ว ยื่นสภา ไปเรียบร้อยแล้วครับวันนี้ อยากจะกราบเรียนเชิญทาง กกต. มาเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกัน แก้ไขปัญหาเพื่อยื่นต่อสภาต่อไป ต้องแก้ไข หรืออย่างเช่นการตั้งสาขา ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ามี ๕๐๐ แล้วไม่ตั้งนี่ก็ถูกปรับอีก ๕๐,๐๐๐ บาท อีกอย่างหนึ่งคือผู้แทนพรรคการเมือง ประจำจังหวัด ถ้ามีสมาชิกครบ ๑๐๐ คนถ้าไม่ตั้งถูกปรับอีก ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าไม่เสียหลังจาก ๑๕ วันแล้วปรับเป็นรายวันอีกท่านประธานครับ นี่คือปัญหาของ พ.ร.บ. ผู้ปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติ ตามนั้น เห็นใจ เห็นใจทางคณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับ ผมกับท่านเลขาธิการใหญ่ จรุงวิทย์เคยได้คุยกันเรื่องค่าสมาชิก บอกว่าค่าสมาชิกไม่เก็บได้ไหม ตอนนั้นคณะกรรมาธิการ ว่าต้องเก็บ เพราะว่ามีกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองไปช่วยพรรคการเมือง พอมีกองทุนมา เดี๋ยวผมจะพูดต่อไปว่ากองทุนก็คือปัญหาของพรรคการเมืองอีกนั่นล่ะ นี่คือเรียนมาทั้งหมด ก็คือขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ. พรรคการเมืองซึ่งจะต้องแก้ไข ซึ่งผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าได้ยื่นต่อสภา ไปเรียบร้อยแล้วว่าต้องแก้ไข พ.ร.บ. พรรคการเมืองให้มันทันสมัย พอมาใช้ยุคหนึ่ง สมัยหนึ่ง แล้วปรากฏว่ามันไม่ทันสมัยเราก็ต้องแก้ไขนะครับ

เรื่องต่อมาคือกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองเจตนาคือตั้งมาเพื่อให้คนที่ไม่มีสตางค์ ให้คนที่ยากจน เหมือนกับพวกเราไปตั้งพรรค ไม่มีสตางค์เอากองทุนมาทำ พอมาทำเสร็จท่านประธานครับ กลายเป็นว่ามาปรับพรรคการเมือง เนื่องจากว่ามีข้อกฎหมายที่ระเบียบกำหนดไว้ว่าการใช้จ่าย ของเงินกองทุนต้อง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าจ่ายไม่ตามนี้ต้องเอาเงินคืน ต้องปรับ ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล มีตัวอย่างอย่างเช่นพรรคประชาธิปไตยใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ฝากไปที่ทาง ท่านเลขาธิการ กกต. ว่า อย่างเช่นพรรคประชาธิปไตยใหม่เดี๋ยวนี้จะมีการปรับอยู่ ๓ คดี ขึ้นศาลมาแล้วคดีหนึ่ง ๒๒๓,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับไม่ใช่เงินน้อยนะครับพรรคเล็ก ๆ นี่ อีกคดีหนึ่งคือ ๑๔๐,๐๐๐ บาท อันนี้ยังไม่ส่งฟ้องมา อีกคดีหนึ่งก็คือคดีเรื่องว่าใช้จ่าย เงินกองทุนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เกือบล้านบาท เงินที่ว่ามา ทั้งหมดมันใช้ไปแล้วนะครับ สาขาก็มีแล้ว การประชุมใหญ่เราก็ประชุมไปแล้ว ทีนี้ กกต. มาเอาสตางค์คืนมันจะไปเอาที่ไหนล่ะ ถ้าไม่ขายพรรคอีกใครจะซื้อ นี่คือความจริง อยากเรียนไปทางท่านประธานผ่านไปที่ทางฝ่ายบริหารทาง กกต. ว่าบางครั้งบางคราว อยากจะให้ลงไปชี้แจง คือข้อปฏิบัติบางครั้งมันไม่เข้าใจ พรรคการเมืองมีไหมที่จะเอาครู มาทำ ต้องลาออกจากครู ต้องลาออกจากราชการมาทำ มีไหมตำรวจ มี แต่ต้องลาออก เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคเล็กคนที่มาทำคือชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน บางคนไม่จบแม้กระทั่ง ป. ๔ ด้วยซ้ำมาเป็นประธานสาขาท่านประธานครับ นี่คือปัญหา ทั้งหมดของพรรคการเมืองที่กราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นปัญหาทางกฎหมาย ไม่ใช่ ปัญหา กกต. แต่ฝากไปที่ท่านบริหารว่าบางครั้งบางคราวก็ให้อนุโลมกันบ้างนะครับ ถ้าทำ เป๊ะหมดนี่อาญาหมดละครับ หัวหน้าพรรคติดอาญาหมด ถ้าไม่ทำผู้แทนพรรคการเมือง เขาจะทำไพรมารีโหวต (Primary Vote) อาญาหมดเลย หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เพราะฉะนั้นก็ต้องแก้ พ.ร.บ. พรรคการเมืองตามที่ผมกราบเรียนไว้ นี่คือกองทุน เพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองแทนที่เราจะมาช่วยให้พรรคได้เติบโต ได้เข้มแข็งขึ้นมา กลายเป็นพรรคอ่อนแอไปอีกท่านประธานครับ พรรคอ่อนแอก็เป็นทางหนึ่งที่จะให้ผู้มีอำนาจ มาปฏิวัติอีกรอบหนึ่ง นี่คือปัญหานะครับ มันเป็นโซ่ เป็นวงกลมอุบาทว์กันมาอย่างนี้ ทำไม ไม่ให้พรรคเข้มแข็งขึ้นมาเรื่อย ๆ ขึ้นมา พรรคจะได้รับใช้พี่น้องประชาชนให้เข้มแข็ง เหมือนกับประเทศอื่น เมื่อเช้าก็คุยกับทาง กกต. หลายท่าน เมื่อเช้าไป กกต. ถูกสอบมาว่า พรรคการเมืองในเมืองไทยไม่ต้องมีระบบเอกสารได้ไหม เหมือนกับเดโมแครต (Democrat) ของอเมริกา เหมือนกับรีพับริกัน (Republican) ใครอยากเป็นก็เป็นด้วยจิตวิญญาณ ผลมัน ออกมาตรงไหนท่านประธานครับ ผลออกมาตรงที่คะแนนการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผลออกมาเป็น กระดาษเต็มห้อง การประเมินผล ผมไป กกต. เห็นใจท่านเลขาธิการ ท่านรองเลขาธิการนะ ว่ามีแต่กระดาษประมวลผลเหมือนระบบราชการ หรือไม่กองทุนเพื่อการพัฒนา พรรคการเมืองเวลาตรวจสอบนี่ตรวจสอบเหมือนกับบริษัทเลย ถ้าเป็นไปได้ผมว่าตัดทิ้งเสีย กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไม่ต้องมีเลย ไปแข่งกันในนโยบายพรรค พรรคไหน มีนโยบายชาวบ้านสนับสนุนมันก็ได้รับการเลือกตั้ง อยากให้ทำอย่างนั้น เพราะว่ามันเป็น ปัญหาโดยแท้ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างเช่นประเทศอินเดีย ผมไปประเทศอินเดีย ไปถามเขาว่าเป็นสมาชิกพรรคไหน เขาว่าเป็นสมาชิกพรรคชะนะตะ ได้เขียนใบสมัครไหม ไม่เลย อยากเป็นก็เป็นเลยโดยสัญชาติญาณ โดยจิตสำนึก อินเดียนะครับท่านประธาน คนที่ ขับรถอินเดียเขาไม่ได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำแต่ขับรถได้ นี่คือสิ่งที่ไปเห็นไปเจอมาอยากนำเข้ามา พัฒนาเมืองไทยด้วยกันให้มันไปอย่างนี้ ไม่ใช่ระบบกระดาษ ระบบรายงานนะครับ

อีกอย่างหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพครับ ที่ พ.ร.บ. พรรคการเมืองให้ไว้ ก็คือการปรับทางปกครอง การปรับทางปกครองบางครั้งบางคราวพรรคการเมืองไม่ได้ มีเจตนา แต่ไปโดนปรับ อย่างเช่นส่งสมาชิกพรรค ๓ เดือน ถ้าไม่ส่งภายใน ๑๕ วัน วันที่ ๑๖ ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาทแล้วท่านประธานครับ ๕๐,๐๐๐ บาท นอกจากถ้าไม่ปรับก็ปรับอีก วันละพัน ๆ บางพรรคพรรคเล็กนี่ถามด้วยกันล่วงมาแล้ว ๔๐ วันก็ ๔๐,๐๐๐ บาท บวกกับ ๕๐,๐๐๐ บาท เป็น ๙๐,๐๐๐ บาทแล้ว นี่คือสิ่งที่กราบเรียนไว้ว่าการปรับทางปกครอง มันเป็นการปรับที่หนักหนาสาโหด หนักหนาสามันเป็นโหด สาหัสของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เราเจอมาโดยเฉพาะกลุ่มพรรคเล็ก พรรคใหญ่ก็อาจจะไม่โวยวายเพราะว่ามีทรัพยากรเยอะ แต่พรรคเล็กนี่พูดให้ท่านประธาน แล้วก็ผ่านไปที่ กกต. ที่เป็นพรรคพวกกันว่ามันเจ็บใจ จริง ๆ อุตส่าห์ลาออกราชการมาทำพรรคการเมือง แต่มาเจอปัญหาลักษณะนี้คือสิ่งที่เราพบ เราเห็นนะครับว่าเราต้องแก้ไขนะครับ