ปดิพัทธ์ สันติภาดา หารือปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งที่รุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความอ่อนแอของพรรคการเมือง ข้อจำกัดในการดำเนินกิจกรรม และความไม่เป็นธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง รวมถึงข้อกังวลต่อการสรรหา กกต. และการเข้าถึงข้อมูลคะแนนดิบ จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นการทบทวนยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ พร้อมเร่งอำนวยความสะดวกและแสดงความตั้งใจจริงจาก กกต. ก่อนเกิดวิกฤติความขัดแย้งในอนาคต
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมคิดว่าสมาชิกผู้แทนราษฎรที่อยู่ในสภาแห่งนี้ก็พูดไปในทิศทางเดียวกันว่าตอนนี้พวกเรา เห็นตรงกันว่าการเมืองของเราถดถอยนะครับ ผมเป็น ส.ส. ใหม่นะครับ แล้วก็เข้าสู่ กระบวนการเลือกตั้งครั้งแรกในปี ๒๕๖๒ เพราะฉะนั้นรายงานฉบับนี้ในการวางแผนต่าง ๆ ก็น่าจะสอดคล้องกับตอนที่ผมมีประสบการณ์เลือกตั้งเป็นผู้แทนในครั้งแรกนะครับ แต่ในขณะเดียวกันผมเองก็มีโอกาสได้วิพากษ์วิจารณ์แล้วก็เสนอแนะต่อ กกต. ในหลายกรรม หลายวาระนะครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราจริงใจกันนะครับ เราคุยกัน แล้วก็รับฟังความคิดเห็นในห้องนี้ ผมว่าเราก็ตรงกันว่าการเลือกตั้งเรามีปัญหา จริง ๆ นะครับ ผมสรุปออกมาเป็น ๔ ประเด็น หลายท่านที่พูดออกไปแล้วก็คือการทุจริต เยอะขึ้นแต่เราจับได้น้อยมากนะครับ การเลือกตั้งของเรานั้นถอยกลับไปหลายสิบปี เป็นตอน ที่การทุจริตนั้นสามารถทำได้อย่างอุกอาจ แล้วก็ผู้ที่ใช้อำนาจรัฐนั้นเป็นผู้ที่กระทำการทุจริต เสียเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ประชาชนมากมายเสียกำลังใจว่าแล้วประชาธิปไตยของเราจะ แข็งแรงได้อย่างไรในเมื่อการทุจริตการเลือกตั้งเยอะขนาดนี้ และมันกำหนดชะตากำหนด อนาคตของพวกเขาได้ด้วยอำนาจของเงิน
ประการที่ ๒ ก็คือพรรคการเมืองแทบจะทุกพรรคอ่อนแอลงนะครับ อันนี้ ผมคงไม่ลงรายละเอียด แต่ว่านี่คือสิ่งที่พวกเราเข้าใจกัน แม้กิจกรรมของพรรคการเมือง แม้ท่านจะมีกองทุนพัฒนาการเมืองก็ตาม แต่กิจกรรมของพรรคการเมืองเราเต็มไปด้วย ข้อจำกัด อย่างเช่นมาตรา ๓๔ ที่ทำให้เราไม่สามารถสนับสนุนพรรคการเมืองในการรณรงค์ หาเสียงได้เลย มันราวกับว่าตอนนี้กำลังมีกล้องจุลทรรศน์มาส่องความผิดของพวกเรา แต่เรื่องใหญ่ ๆ ที่มันควรจะผิด เช่น การเลือกตั้งที่มีข้อทุจริตมหาศาล หรือกฎ กติกา การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม เรากลับไม่เห็นความพยายามในการแก้ไข แต่กลับมี กล้องจุลทรรศน์มาส่องความผิดของพรรคการเมืองอยู่ เรื่องนี้ผมคิดว่าพรรคการเมือง จะอ่อนแอลงนะครับ แต่ก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องที่อยู่ในอเจนดา (Agenda) ของใคร
เรื่องที่ ๓ ก็คือที่มาของ กกต. มีปัญหานะครับ อันนี้พวกเราทราบดี ผมไม่ได้ พูดถึงข้าราชการประจำนะครับ เหมือนที่ทุกท่านได้อภิปรายไป แล้วก็ประชาชน มีความเชื่อมั่นต่ำครับ ทั้งหมดเหล่านี้นะครับ ผมก็อยากจะชวนแลกเปลี่ยน แล้วจริง ๆ ผมก็ ทำการศึกษาในชั้นของกรรมาธิการ แล้วผมอยากจะแลกเปลี่ยนใน ๖ ยุทธศาสตร์ว่า เราจำเป็นต้องมีวิธีคิดใหม่อย่างไรนะครับ อย่างเช่น เรื่องของการจัดการเลือกตั้งที่สะดวก และคุ้มค่า กกต. ก็จะมีการตั้งเป้าของผู้มาใช้สิทธิใช่ไหมครับว่าทำอย่างไรให้ผู้มาใช้สิทธิ เลือกตั้งนั้นเพิ่มมากขึ้นให้ได้ แล้วก็ใช้งบประมาณไปใน ๒ เรื่องหลัก ก็คือเรื่องของ การฝึกอบรมแล้วก็เรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่เรียนด้วยความเคารพนะครับ การที่ ประชาชนจะมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากไม่ได้ขึ้นกับการประชาสัมพันธ์และการอบรม เพราะตอนนี้ข้อมูลข่าวสารนั้นพี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้อง พึ่งป้ายไวนิล (Vinyl) ที่อยู่กลางสี่แยกแล้วนะครับ แต่พี่น้องประชาชนจะออกไปใช้สิทธิมาก ต่อเมื่อเขามีความหวังในการเลือกตั้งมาก แต่ถ้าเขามีความหวังในการเลือกตั้งน้อยเขาก็ อาจจะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็เป็นไปได้
ประการที่ ๒ ก็คือการประชาสัมพันธ์ไม่ได้ช่วยให้คนไปใช้สิทธิเยอะขึ้น แต่การอำนวยความสะดวกต่างหาก ในหลายประเทศมีการประกาศให้วันเลือกตั้งเป็น วันหยุดราชการ ถึงตอนนี้จะเป็นวันอาทิตย์ก็ตาม อย่างเช่นการเลือกตั้งซ่อมที่นครปฐม ก็เป็นวันธรรมดา หรือแม้แต่เรื่องของการที่จะลดค่าโดยสารของพี่น้องประชาชนลง ให้คนสามารถกลับไปเลือกตั้งที่บ้านเกิดของตัวเองได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้ผลมากกว่า การประชาสัมพันธ์และการอบรมสัมมนาหลายเท่า และสามารถเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ หรือแม้แต่การเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพก็ตาม
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือการจัดการเลือกตั้งที่เป็นที่ยอมรับนะครับ ผมอยากจะ ถาม กกต. ว่าการยอมรับที่ว่านี้เป็นการประเมินของใครครับ ถ้าเราจะจัดการเลือกตั้ง ที่เป็นที่ยอมรับตัวชี้วัดและการประเมินเป็นการชี้วัดจากไหน ใครเป็นผู้ยอมรับ เพราะสิ่งที่ เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ นั้นถ้าเป็นการวัดผลนะครับ เป็นการประเมินจากองค์กร สังเกตการเลือกตั้งนานาชาติ เขาเรียกโอกาสในการเลือกตั้งครั้งนั้นว่าเป็นโอกาสที่หลุดลอย ไปจากการกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และเรียกการเลือกตั้งครั้งนั้นว่าเป็นประชาธิปไตย แบบชี้นำ ก็คือรู้ผลเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง อันนี้คือเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เราต้องแก้ไขนะครับ แต่ถ้าเรายังปล่อยให้กติกาการเลือกตั้งเป็นแบบนี้ต่อไป ภายในอีก ๒ ปีเราต้องเลือกตั้งใหม่ ความเชื่อมั่นแบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับแน่นอนในสากลโลก แล้วก็ในประเทศไทยด้วยนะครับ เพราะประชาชนหลังจากที่มีการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ นั้น ประชาชนเกือบ ๑ ล้านคนเข้าชื่อเพื่อถอดถอน กกต. ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมพูดโดยที่ไม่ต้องลง รายละเอียดแล้วนะครับ เพราะว่าผมคิดว่า กกต. ก็รับคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน มากมายจริง ๆ แต่ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้งบประมาณที่เราใส่ไปอีกหลายพันล้านบาท ก็ไม่มีทางแก้ได้ แล้วจะเป็นการที่เราทำให้ประชาธิปไตยถดถอยอย่างต่อเนื่องนะครับ
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เรื่องการจัดการเลือกตั้งที่ประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ ผมเห็นด้วยกับท่านวิสิษฐ์นะครับที่บอกว่าจริง ๆ แล้ว กปน. มันควรจะเป็นให้ประชาชน เข้าไปสมัครแล้วก็มีส่วนในการเข้าไปเป็น กปน. ให้ได้มากที่สุด ตอนนี้คนที่จัดการเลือกตั้ง เป็นหัวคะแนนเองเหมือนกับที่ ส.ส. หลายท่านได้อภิปรายไปนะครับ สามารถเช็ก (Check) ได้หมดเลยว่าแต่ละคนมาเลือกแล้วคิดเป็นคะแนนเท่าไร ใครที่รับปากไปแล้วมาหรือไม่มา แล้วยิ่งมีบทบาทของหน่วยย่อย อย่างเช่น อสม. ในการเลือกตั้ง อบจ. ที่ผ่านมา แน่นอนว่า มันเป็นการที่ทำให้ประชาชนนั้นรู้สึกว่าหน่วยเลือกตั้งนั้นมีแต่การควบคุม และพวกเขา ไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ตอนที่กรรมาธิการของพัฒนาการเมืองตั้งโครงการสังเกต การเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ชื่อว่า พีวีที ไทยแลนด์ (PVT Thailand) พาราเลล โวติง ทาบูเลชัน (Parellel Voting Tabulation) เราก็เจอว่าอาสาสมัครของเราแม้น กกต. จะบอกว่าประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้งได้ แต่อาสาสมัครของเราก็ถูกห้าม ไม่ให้ถ่ายรูป หลายคนถูกข่มขู่ไม่ให้เข้าไปสังเกตการเลือกตั้งที่อยู่ในหน่วย สิ่งเหล่านี้เองทำให้ เราไม่เห็นเลยว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมในการทำให้การเลือกตั้งนั้นโปร่งใส ยุติธรรม ได้อย่างไร และจริง ๆ ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมที่สุด สิ่งที่พวกเขาต้องการคือข้อมูล เหมือนกับที่ท่านอาจารย์กนกได้อภิปรายไปก็คือว่า เราต้องการข้อมูลคะแนนหน่วยที่เป็น คะแนนดิบในการเลือกตั้งทุกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตามการขอคะแนนดิบ ก็ยังซับซ้อน ยุ่งยาก แล้วก็ไม่สามารถทำได้อย่างสะดวกยังต้องไปพรินต์ (Print) เอกสาร มาเป็นตั้ง ๆ ประชาชนไม่สามารถเอาข้อมูลไปวิเคราะห์ได้ และสิ่งเหล่านี้เองทำให้เราเห็นว่า เรื่องแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องของบประมาณ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความตั้งใจที่จะทำให้ การเลือกตั้งนั้นโปร่งใสจริง ๆ หรือเปล่านะครับ ทั้งหมดเหล่านี้ผมอยากจะขอวิงวอนนะครับ แล้วก็อยากให้ กกต. ได้ตั้งใจจริง ๆ ว่าภายใน ๒ ปีจะมีเรื่องใหญ่สำคัญ ๒ เรื่องนะครับ ท่านประธานผมขอเลยนิดเดียวนะครับ ก็คือเรื่องของประชามติ ซึ่งถ้าเราทำประชามติแล้ว ยังไม่เป็นที่ยอมรับอีกประเทศจะเข้าสู่ความขัดเเย้งไม่รู้จบนะครับท่าน และถ้าเราเลือกตั้ง ครั้งหน้าถ้าสภาแห่งนี้อยู่ครบ ๔ ปีนะครับ และเรายังได้มีแนวทางของ กกต. แบบเดิม กฎกติกาแบบเติม กฎหมายแบบเดิม ผมคิดว่าประเทศไทยจะเข้าสู่โกลาหล เพราะเราไม่มี ฉันทามติในประเทศนี้ซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ กกต. นะครับ ขอบคุณครับ