จุติ ชี้แจงนโยบายคนพิการ ย้ำเปราะบางสุดก่อน พร้อมเสนอรวมข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการส่งเสริมความเท่าเทียมในการช่วยเหลือคนพิการ โดยเน้นการสนับสนุนกลุ่มที่เปราะบางที่สุดตามศักยภาพและบริบท พร้อมรับข้อเสนอปรับปรุงนโยบายให้ครอบคลุมและเป็นธรรมมากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวและรายรับที่ลดลง รวมถึงปัญหาสภาพคล่องของกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ จึงเสนอแนวทางบูรณาการข้อมูลผ่านบัตรประชาชนเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้มีรายได้น้อยและผู้พิการภายใต้ข้อจำกัดของระบบราชการ

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบกระทู้ถามจากท่านสมาชิกสภาผู้มีเกียรติ ท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ประเด็นที่ท่านได้ทำการบ้านมาถามเพื่อดูแลพิทักษ์สิทธิ คนพิการก็เป็นเรื่องที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง อยากจะกราบเรียนว่ามุมมองของท่านที่มีมา ก็ยืนยันว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการนั้นได้ต่อสู้ในทุกมิติ เพื่อรักษาสิทธิของคนพิการมาโดยตลอดตั้งแต่อดีต ก่อนผมมาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็จนถึงปัจจุบันนี้ข้าราชการทุกคนก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ประเด็นที่จะต้องตอบท่าน และเป็นเรื่องที่ถ้าไม่ตอบแล้วคนก็จะมีความกังขาว่ากระทรวงนี้ รัฐบาลนี้ไม่มีความเท่าเทียมในเรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งเป็นมุมมองของท่านกับผม ที่แตกต่างกันพอสมควร ท่านต้องการให้มีการช่วยคนพิการเท่าเทียมกัน โดยบอกว่าถ้าเผื่อ จะได้รับ ๑,๐๐๐ บาท ก็ได้รับ ๑,๐๐๐ บาทเหมือนกันหมดทุกกลุ่ม ทำไมบางกลุ่มได้ บางกลุ่มไม่ได้ จะกราบเรียนว่าจากมุมมองของความเท่าเทียมนั้นผมอยากจะถามท่านว่า ถ้าหากคนที่มีเงินล้านหนึ่ง คนที่มีเงินแสนหนึ่ง และคนที่มีเงินพันบาทท่านจะเอาเงินไปช่วย ทั้ง ๓ คนเท่า ๆ กันไหมครับ ในเมื่อคนที่สามารถดูแลตนเองได้ไม่ลำบากมากนักก็สามารถ ที่จะดูแลตัวเองต่อไป ในขณะที่คนที่ยังไม่สามารถดูแลตนเองได้มากรัฐบาลก็ควรจะต้อง ให้ความช่วยเหลือเขาในหลาย ๆ มิติมากกว่าคนที่สามารถดูแลตนเองได้ นั่นคือ ความแตกต่างที่มองในเรื่องของมุมมองว่าความเท่าเทียมหรือไม่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกัน ท่านจะเห็นในภาพการ์ตูนที่เขาเห็นว่าความเท่าเทียมนั้นคืออะไร ที่มีเด็ก ๓ คนไปยืนดู ฟุตบอลที่ต้องยืนเกาะรั้วดู คนหนึ่งเตี้ยมาก คนหนึ่งโตแล้ว คนที่เตี้ยมากก็จะได้รับเก้าอี้ ที่ดูบอลให้สูงขึ้น เพื่อได้ดูสู้กับคนที่ยืนมีความสูงอยู่แล้วได้ นั่นคือความเท่าเทียมในมุมมอง ของผม ฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ที่รัฐบาลได้พยายามทำก็คือให้ความเท่าเทียมกับคนที่เปราะบาง เพราะเราใช้คำว่า ผู้เปราะบาง อยู่แล้ว ฉะนั้นสำหรับผู้ที่เปราะบางนั้นในคำจำกัดความ หรือความหมายของกระทรวงการคลังนั้นเขาได้ให้ไว้ว่า สำหรับผู้ที่มีรายได้ปีละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นถ้าเผื่อรัฐบาลจะมีเงินจำกัดที่จะต้องช่วยเหลือคนที่เปราะบางก็ต้อง ให้คนที่ลำบากที่สุดก่อน ฉะนั้นในเรื่องของความเท่าเทียมนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านว่า นี่คือประเด็นที่เรามองต่างกัน แต่ว่าความเห็นของท่านผมก็จะไม่ปฏิเสธ แล้วจะนำไปหารือ ในที่ประชุมว่ามีอะไรบ้างที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นั้น ต้องการให้มีการแก้ไข เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น ผมจะไม่ผูกขาดความถูกต้องของผม ไว้คนเดียว ผมจะรับฟังแล้วก็จะไปฟังว่ามีสิ่งใดบ้างที่สามารถทำได้

ประการที่ ๒ สิ่งที่มีข้อจำกัดของทุกรัฐบาลก็คือเรื่องของฐานะการคลัง วันนี้ ถามว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น กระทรวงการคลังนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น อยากจะให้เงินช่วยเหลือคนพิการมากกว่าที่ให้ไหม อยากครับ แต่วันนี้ท่านก็ทราบว่าฐานะการคลังของประเทศมีข้อจำกัดมากมาย เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ใช่ เฉพาะประเทศไทยนั้นหยุดชะงักครับท่าน ใช้คำว่า หยุดชะงัก ปิดประเทศ ปิดเมืองกัน มาร่วมปีแล้ว วันนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับไป เหมือนเดิมได้ในเวลากี่เดือน ท่านก็ทราบว่าถ้าผู้เสียภาษีทั้งประเทศคือประกอบไปด้วย นิติบุคคล เอกชนทั้งหลายไม่สามารถมีรายรับอย่างที่เคยมีเพื่อเสียภาษีได้ นั่นก็หมายถึงว่า ผลกระทบจากรายรับรัฐบาลที่จากการเก็บภาษีจะเป็นภาษีส่วนบุคคล ภาษีนิติบุคคลนั้น ก็มีปัญหาแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่เราคิดว่าอยากจะทำให้กับคนพิการ ทำให้กลุ่มเปราะบางทุกกลุ่มนั้น เพื่อเพิ่มเงินให้นั้นมีปัญหา ท่านก็ได้กรุณาให้ตัวเลขมา ซึ่งก็ต้องขอบพระคุณแทนพี่น้อง ประชาชนว่าได้ทำการบ้านมาอย่างดีว่าเงินที่จะช่วยเหลือคนพิการนั้นเพิ่มอีกเพียง ไม่กี่พันล้านบาทก็จะสามารถดูแลเพื่อให้มีความเท่าเทียมกันได้ ท่านลงลึกถึงขนาด ๑,๙๒๔ ล้านบาท แน่นอนครับก็ต้องบอกบอกว่านั่นเป็นตัวเลขที่น่าจะทำได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันภาระของรัฐบาลนั้นต้องพัฒนาประเทศทุกมิติ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นปีปีหนึ่งรับเงินงบประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ใน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นเป็นเงินที่ให้ตามสิทธิ กลุ่มเปราะบางนั้นหมื่นกว่าล้านแล้วครับ เงินที่เหลือจริง ๆ ที่จะมาพัฒนาคนที่ยังไม่ใช่ กลุ่มเป้าหมายแต่เป็นผู้ที่ประสบภัยทางสังคมอย่างเร่งด่วนมีประมาณปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น แล้วก็ใช้ ๗๗ จังหวัด ๑๒ เดือน ดังนั้นโอกาสของการใช้งบประมาณที่จะช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบางที่มากกว่านี้ก็ไม่มี แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าท่านที่เป็นคนพิการมีอยู่ ๓ ล้านคนนั้น วันนี้ก็ยังมีที่พึ่งพาคือกองทุนส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งกองทุนนี้ ก็ได้เก็บเงินมาจากบริษัทเอกชนที่ไม่สามารถที่จะจ้างคนพิการให้ทำงานได้ ก็จึงจ่ายเงิน สมทบเพื่อนำเงินสมทบเหล่านี้มาพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ แล้วก็มาทำให้เขา สามารถประกอบอาชีพได้หรือช่วยเขาในมิติหนึ่งมิติใดที่เขาขาดแคลน ฉะนั้นเราก็ยังมี กองทุนนี้ที่จะเข้ามาช่วยเหลืออีก แต่ในขณะเดียวกันกองทุนนี้ก็ต้องกราบเรียนท่านว่ารายรับ ของกองทุนนี้มาจาก ๒ ทางเท่านั้น ทางแรกก็คือเงินที่ภาคเอกชนนั้นชำระมาให้ผ่าน กฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่ตั้งขึ้นมา อีกส่วนหนึ่งก็คือมาจาก รายรับที่ปล่อยเงินให้กับคนพิการกู้ แล้วก็คนที่กู้แล้วก็นำเงินนั้นกลับมาชำระตามกำหนด แล้วคนพิการที่กู้เงินไปนั้นก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย อยากจะกราบเรียนว่าวันนี้สภาพเศรษฐกิจ เป็นแบบนี้ สภาพการจ้างงานเป็นแบบนี้ เศรษฐกิจหดตัวแบบนี้ คนพิการหรือคนทั่วไปก็มี ปัญหาในการประกอบอาชีพทั้งนั้น ฉะนั้นวันนี้เงินกองทุนที่ไหลเข้ามานั้นเริ่มมีปัญหาแล้ว ฉะนั้นเงินที่จะเอามาช่วยเหลือคนพิการที่เดิมทีเคยมีสภาพคล่องพอสมควร วันนี้ก็เริ่มมี ปัญหาจากเศรษฐกิจที่หดตัว

นอกจากนั้นแล้วอยากจะกราบเรียนท่านว่าความซ้ำซ้อน ความซ้ำซ้อนที่ท่าน ได้กราบเรียนมาแล้ว เพราะว่ารัฐบาลนั้นมีมาตรการช่วยเหลือผู้เปราะบางหรือคนมีรายได้น้อย หรือคนจนนั้นในหลายมิติ เมื่อมีในหลายมิติแล้วเราก็ไม่ปรารถนาจะให้มีการจ่ายเงินซ้ำซ้อน ทุกโครงการก็เป็นโครงการที่อยู่ในตัวของเขาเอง เช่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ทำอยู่ก็คือ คนที่มีรายได้ไม่ถึงปีละ ๓๐,๐๐๐ บาท ก็ได้รับความช่วยเหลือต่อเดือนสำหรับเป็นเงิน ซื้อของใช้จำเป็นสำหรับในการประทังชีพ ในขณะเดียวกันคนพิการที่นอกจากได้รับ เบี้ยยังชีพนี้แล้ว เบี้ยคนพิการนี้แล้วก็ยังสามารถมีมาตรการที่กระทรวงสามารถช่วยเหลือ ในการประกอบอาชีพ ในการฝึกอาชีพเท่าที่เราจะสามารถทำได้ตามศักยภาพที่เรามีอยู่ วันนี้ก็ต้องกราบเรียนตรง ๆ ว่าวันนี้ก็พยายามทำเต็มที่นะครับ แล้วก็ด้วยข้อจำกัดของ งบประมาณ ด้วยข้อจำกัดของระบบราชการ ระบบของการจำแนกตามรายกระทรวงนั้นยังมี ปัญหา ซึ่งถ้าเผื่อมีเวลาที่ต้องสะสางกันโดยใช้บัตรประชาชนนั้นเป็นตัวหลัก แล้วก็บูรณาการกัน ทั้ง ๓-๔ หน่วยงานก็จะทำให้การใช้จ่าย การดูแลสวัสดิการเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย สะดวกมากยิ่งขึ้นครับ ขอตอบเบื้องต้นแค่นี้ก่อนครับท่านประธานครับ