เท่าพิภพ ชี้ช่องว่าง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย เสนอแก้ EIA โปร่งใส-แบนสารพิษ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อภิปรายร่าง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย โดยชี้ช่องว่างในการควบคุมและข้อกังวลเรื่องการออกกฎหมายแบบกว้าง ๆ ที่รอประกาศกฎเกณฑ์ภายหลัง ๑๘๐ วัน พร้อมเสนอให้ปรับปรุงมาตรา ๕๖/๑ ให้มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางกอกใหญ่ พรรคก้าวไกลครับ วันนี้ผมต้องขออนุญาตมาอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งแก้ไขอย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดมาแล้ว เกี่ยวกับเรื่องผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ผมก็อยากจะขออภิปรายในหลักการ และในส่วนของ รายมาตราด้วยนะครับไปในทีเดียวเลย ในส่วนของหลักการผมต้องบอกว่า พ.ร.บ. นี้ เป็น พ.ร.บ. ที่สำคัญเหมือนกันนะครับ เพราะว่า พ.ร.บ. ควบคุมวัตถุอันตรายโครงสร้าง ด้านในมันคือการควบคุมและอนุญาตในส่วนเดียวกัน เพราะว่าวัตถุเคมีหลาย ๆ อย่าง วัตถุอันตรายก็มีความจำเป็นในการที่เราเอามาใช้ใน ชีวิตประจำวัน แต่ในทางกลับกันก็มีผลเสียหากเราดูแลไม่ดี ก็เหมือนกับคล้าย ๆ เรื่องของ อีไอเอ (EIA) ที่ผมทำอยู่ ก็คือถ้าสร้างไม่ได้มาตรฐาน สร้างตึกสูง บ้านคนอื่นร้าวก็มีผลกระทบ ตามมาเหมือนกัน ซึ่งผมได้มีโอกาสศึกษาร่าง พ.ร.บ. นี้และ พ.ร.บ. เดิมทั้งฉบับ ผมให้ข้อสังเกตว่ายังขาดเรื่องนี้อยู่นะครับ เรื่องการควบคุม แล้วก็ดูแลผลกระทบที่ตามมา รวมถึงการเยียวยานะครับ ในมาตรา ๒ นะครับ ได้บอกว่าหลังจาก พ.ร.บ. นี้ผ่านสภาแล้ว ให้ใช้ประกาศผลหลังจาก ๑๘๐ วัน ในตรงนี้ผมก็เข้าใจอยู่นะครับว่าอยากให้ท่านรัฐมนตรี ลองอธิบายกับผมดูว่าทำไมต้อง ๑๘๐ วันครับ เข้าใจอยู่ว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการกำหนด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งการกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นี่ก็ให้มาแค่คร่าว ๆ ในมาตรา เรายังไม่รู้เลย สภาผู้แทนราษฎรของเรานี่ ไม่รู้เลยว่ากฎเกณฑ์นั้นจะออกไปในหน้าไหน การออกกฎหมาย เช่นนี้ผมสังเกตในหลายฉบับในรัฐบาลสมัยนี้นะครับว่าส่วนใหญ่จะออกมากว้าง ๆ และส่วนใหญ่จะเหมือนรีบ ๆ ออก แล้วก็รออีก ๑๘๐ วัน ค่อยไปออกมาอีกที รอข่าวซา ๆ พอวันนี้สภาเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นอย่างนี้อีก ๑๘๐ วัน กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย อันนี้ ผมเกรงว่ามันจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ช่วยไขข้อข้องใจให้ผมด้วยได้ไหมครับ ในมาตรา ๕๖/๑ เข้าใจอยู่ว่าเดิมทีมาตรา ๕๖ ธรรมดา ก็คือให้เจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัว แล้วก็เข้าไป ปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นต่าง ๆ ในที่โกดังหรือสถานที่ที่เก็บวัตถุอันตรายว่าถูกต้องหรือไม่ มาตรา ๕๖/๑ ที่เพิ่มขึ้นมานี้ก็เหมือนกับว่าอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถขอความช่วยเหลือ นั่นละจากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ อันนี้ผมยินดีและเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าเป็นที่ ที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐเอง บางคนตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ปกครองไม่มีความรู้เกี่ยวกับ สารกัมมันตภาพรังสี สารเคมีต่าง ๆ ที่มีไอระเหยเป็นอันตราย ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปด้วย ก็จะเป็นการปลอดภัยมากขึ้น แต่ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตนะครับว่า ที่ว่าเอกชนหรือผู้เชี่ยวชาญ หลักเกณฑ์มันเป็นอย่างไร และใครเป็นคนคัดเลือก ใครเป็นคนเลือกนะครับ อย่างเช่น ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้าผมเป็นเจ้าของกิจการหนึ่งนี่แล้วอยู่ดี ๆ วันหนึ่งมีผมรู้จักมักจี่ กับเจ้าหน้าที่นี่วันนี้ขอตรวจหน่อย โอเค (OK) ไปแจ้งบริษัทเพื่อนผมเถอะ ผู้เชี่ยวชาญ เหมือนกัน อันนี้ก็หยวน ๆ กันไป อันนี้ก็ไม่มีกระบวนการในการตรวจสอบหรือระบุมาใน มาตรานี้เลยนะครับ ก็ต้องไปพึ่งว่าอีก ๑๘๐ วัน หน้าตาของกฎเกณฑ์ที่อาจจะเป็น กฎกระทรวงที่ได้ความเห็นจากท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมการวัตถุอันตรายนี้จะออกมา หน้าตาอย่างไร มีความโปร่งใสแค่ไหน อันนี้เราสภาก็ไม่รู้ใช่ไหมครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แล้วอีกอย่างหนึ่งนะครับ ที่ผมอยากเพิ่มเติมไปที่ไม่มีในนี้เลย ซึ่งอาจจะ ออกเป็นกฎเกณฑ์ได้ ก็คือการเปิดเผยข้อมูลครับ อย่างเรื่องของทำอีไอเอ (EIA) เราก็มีไป ดูข้อมูลว่าอีไอเอ (EIA) เลขอีไอเอ (EIA) ผ่านอันนี้อันโน้น เราไปดูได้ใช่ไหมครับ ตึกข้างบ้านเรา แล้วก็มีมาตรการทักท้วง มีมาตรการคัดค้าน ก็อยากให้ใส่ตรงนี้ไว้ใน พ.ร.บ. ด้วยนะครับ ถ้าจะแก้ไขเพิ่มเติมทั้งทีก็อยากให้คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย ตามหลักการที่ท่านให้ใส่มาว่า เป็นห่วงเป็นใยประชาชน ให้มีมาตรการในการทักท้วง แล้วก็คัดค้านผู้เชี่ยวชาญด้วยนะครับ จะเป็นผลดีอย่างยิ่ง

นอกจากนี้แล้วนะครับ ในประเด็นอื่น ๆ ที่ผมอยากเพิ่มเติมเป็นข้อสังเกต ให้ท่านรัฐมนตรีก็คือการปรับแก้ พ.ร.บ. นี้ รวมถึงกฎหมายลูกต่าง ๆ นี่เราควรสร้างสมดุล เกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองและการส่งเสริมไปด้วยกัน เนื่องจากผู้ประกอบการเองในช่วงโควิด (COVID) นี้ก็แย่อยู่แล้ว ในกฎหมายบ้านเราก็มีกฎหมายที่ในลักษณะนี้ที่ผมทำมากอยู่แล้ว สุดท้ายคนจะทำอะไรนี่ลำบากไปหมด ต้องไปขออนุญาตเจ้าหน้าที่ สุดท้ายกลายเป็น อันนี้ไม่ว่านะครับ แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่าสุดท้ายก็เป็นกฎเกณฑ์ที่ทำให้ทุกคนต้องไป จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ จ่ายใต้โต๊ะ เพื่อให้สุดท้ายได้ใบอนุญาตต่าง ๆ มา เป็นช่องทางคอร์รัปชัน ซึ่งผมว่าประเทศไทยในยุคนี้เราควรเลิกกันได้แล้วนะครับ

อีกอย่างหนึ่งที่อยากเพิ่มเติมนะครับ อยากให้เพิ่มเกณฑ์การตัดสินให้ชัดเจน เรื่องการแบน (Ban) นะครับว่า สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง มีพิษเฉียบพลัน หรือจำพวกสารที่ไม่มี ยาถอนพิษนี่ก็อาจจะควรเห็นแบน (Ban) ได้ หรือเห็นว่าจะควบคุมเป็นพิเศษอย่างไรก็อยากให้ ควบคุมนะครับ และมาตรการที่ผมว่าเป็นปัญหามากอย่างหนึ่งในการใช้สารเคมีเกินควร ในเกษตรกร ก็อาจจะเป็นการโฆษณา หรือว่าในที่ต่าง ๆ ที่โฆษณามากเหลือเกิน โฆษณา เกินจริงนี่อยากให้ทางกระทรวงและท่านรัฐมนตรีลองควบคุมด้วยนะครับ อย่างแอลกอฮอล์ หรือบุหรี่ มีการบอกโทษ มีคำเตือนใหญ่ชัดเจน ตอนนี้คือสุราที่ผมทำอยู่นี่แบน (Ban) ไปจน ไหนต่อไหนแล้วนะครับ แล้วก็อยากให้มีการตั้งกองทุนชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการได้รับ สารเคมีวัตถุอันตรายเหล่านี้ ตั้งเป็นกองทุนเลยครับท่านประธาน กองทุนนี้เอาเงินมาจากไหน ก็ยอดขายจากพวกวัตถุดิบ วัตถุอันตรายต่าง ๆ นี้เองนะครับ ก็เหมือนกองทุน สสส. ที่ได้ ภาษีสรรพสามิตแบ่งเปอร์เซ็นต์มาจากพวกภาษีน้ำเมา ผมว่าอย่างนี้ละครับเป็นสิ่งที่ ท่านรัฐมนตรีน่าจะผลักดันและน่าจะเป็นผลงานของท่าน แล้วท่านจะบอกได้เต็มปากเลยว่า นี่ละครับ ท่านทำเพื่อสุขภาพและสวัสดิภาพของคนไทยทุกคนในสังคมครับ ขอบคุณครับ