สันติ ชี้แจงร่างกฎหมายยุติการตั้งครรภ์ เน้นคุ้มครองศักดิ์ศรี-ไม่ตีตรา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

สันติ กีระนันทน์ หารือประเด็นปัญหาสังคมจากกฎหมายและมาตรการของรัฐ โดยเฉพาะกรณีการยุติการตั้งครรภ์ที่ต้องคำนึงถึงการไม่ตีตราผู้หญิงและไม่ซ้ำเติมผู้ประสบภัย ย้ำถึงแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่ต้องพิจารณาเหตุผลรอบด้าน ทั้งด้านเวลา เศรษฐกิจ สังคม และการให้คำปรึกษา พร้อมเน้นบทบาทของรัฐในการสนับสนุนอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของผู้หญิงในกระบวนการกฎหมายทุกขั้นตอน

นายสันติ กีระนันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สันติ กีระนันทน์ กรรมาธิการ อีกครั้งนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ได้กรุณาแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างหลากหลาย แล้วก็ต้องเรียนยืนยันอีกครั้งนะครับ ทุก ๆ ประเด็นที่ท่านได้กรุณาแสดงความไม่สบายใจ ความกังวล หรือข้อคิดเห็นใดก็ดี ไม่ได้นอกเหนือเกินกว่าที่คณะกรรมาธิการใน ๗ วัน วันละไม่น้อยกว่า ๖-๗ ชั่วโมง ที่ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่ว่าเป็นการตอกย้ำครับ ชัดเจนว่าทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทุกคนที่ทำงานในเรื่องนี้เห็นปัญหาเดียวกันว่ามันเป็นปัญหาสังคมจริง ๆ ดังนั้นข้อกังวลใจ ของทุก ๆ ท่านนั้นเมื่อมีการบันทึกเอาไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ก็จะทำให้เห็นชัดว่าพวกเรา ได้ทำหน้าที่อย่างครบถ้วน ผมขอเรียนอย่างนี้ครับ ประเด็นบางประเด็น เช่นเป็นประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์นั้น เดี๋ยวคุณหมอกิตติศักดิ์จะช่วยกรุณาตอบอีกครั้งหนึ่งนะครับ ประเด็นที่เป็นเรื่องการบริการของรัฐ ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล ท่านจะกรุณา ชี้ให้เห็นนะครับว่ารัฐก็ต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง ผมขอไปสัก ๒-๓ เรื่อง ที่ท่านได้ แสดงข้อกังวลไว้นะครับ เช่น เรื่องการตีตรา เพราะว่าขึ้นต้นมาของมาตรา ๓๐๕ นั้นไปเขียน เรื่องการกระทำผิดตามมาตรา ๓๐๑ กับมาตรา ๓๐๒ สังเกตนะครับว่า ในวรรคหนึ่งนั้น ในที่สุดแล้วได้กำหนดว่าถ้ามันเข้าเหตุยกเว้นใน ๔ อนุมาตรา และบวก (๕) ที่คณะกรรมาธิการ ได้นำเสนอเพิ่มขึ้นนั้น ในท้ายวรรคหนึ่งนั้นได้เขียนชัดนะครับว่า ผู้กระทำไม่มีความผิด นั่นแสดงว่าเรากังวลใจเรื่องนี้เหมือนกันครับว่าจะมีการตีตราหรือไม่ ก็ต้องกราบเรียนว่า ไม่มีเจตนาที่จะตีตราใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องทราบอีกเช่นเดียวกันว่าวิธีเขียนกฎหมายอาญานั้น เริ่มต้นด้วยการกำหนดเหตุแห่งความผิด และมาเขียนต่อว่ายกเว้นมีเหตุอะไรบ้าง อันนั้น เป็นทางเทคนิคในการเขียน

ส่วนการตีตราทางสังคมผมคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องของกฎหมายแล้ว มันเป็น เรื่องของการปฏิบัติว่าพวกเราเองจะมองเห็นการปฏิบัตินั้นสำหรับหญิงที่เคราะห์ร้าย แล้วต้องไปยุติการตั้งครรภ์นั้น ผมเชื่อว่าพวกเราเห็นเหมือนกันนะครับว่าเขาเคราะห์ร้าย สังคมก็ไม่ควรไปตีตราเขาซ้ำซาก และเรื่องนี้ผมเรียนยืนยันอีกครั้งนะครับ เป็นประเด็นที่ กรรมาธิการกังวลใจมากครับ จึงทำให้กระบวนการต่าง ๆ นั้นต้องยึดอยู่บนหลักการว่า ไม่ทำให้หญิงนั้นถูกตีตรา ไม่ทำให้หญิงนั้นที่เคราะห์ร้ายแล้วถูกกระทำซ้ำซากครับ จึงเห็นว่า ทุกตัวอักษรที่เขียนออกมานั้นได้กลั่นกรองเรื่องนี้เข้าไปจนครบถ้วน

เรื่องถัดไป ใน (๕) ที่เพิ่มขึ้นมานั้นเรียนยืนยันครับว่าเหตุที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐานะได้ถูกนำมาพิจารณาอยู่ในอนุมาตรานี้แล้ว แต่ที่ไม่ได้เขียนลงไปให้เฉพาะเจาะจง เพราะไม่ต้องการเฉพาะเจาะจงเพียงเหตุใดเหตุหนึ่ง เพราะไม่ทราบครับว่าในอนาคตนั้น นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐานะ เศรษฐกิจของหญิงผู้ตั้งครรภ์นั้นเองแล้วอาจจะมีเหตุอื่นอีก เช่นท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้ยกประเด็นการคุมกำเนิดล้มเหลวก็รวมอยู่ในนี้ด้วย หรือแม้กระทั่งเรื่องทางสังคม เช่นในตอนที่อายุครรภ์ยังไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์ สามีผู้เป็นบิดา ของเด็กในครรภ์นั้นก็รับ แต่พอเกิดหลังจากนั้นขึ้นมา มีเหตุอื่นที่คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเสียชีวิต ไม่ว่าจะเปลี่ยนใจไม่รับเหตุเหล่านี้เป็นเหตุที่คาดไม่ถึงครับ ได้ถูกพิจารณาและรวมเอาไว้ อยู่ใน (๕) ส่วนตัวเลขเกิน ๑๒ ขึ้นไป และไม่เกิน ๒๐ นั้น อันนี้ผมคิดว่ามันเป็นข้อถกเถียง ที่เถียงอย่างไรก็ไม่จบ ว่าจะเป็นตัวเลข ๒๐ หรือ ๒๔ หรือ ๒๘ ฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดตัวเลขขึ้นมาตัวเลขหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจ พอใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องไว้อย่างพอสมควรในเรื่องของความปลอดภัยของหญิงผู้ตั้งครรภ์ และตามสถิตินั้นโดยส่วนใหญ่แล้วที่เราไม่พูดถึงข้อยกเว้นนะครับ เด็กที่อายุไม่เกิน ๒๐ สัปดาห์นั้นรอดยาก แต่เกิน ๒๐ สัปดาห์ขึ้นไปนั้นสูตินรีแพทย์ทนไม่ได้หรอกครับ ที่เด็กออกมาแล้วยังดิ้นอยู่ แล้วจะไม่ทำอะไรเลย ก็ต้องส่งให้กุมารแพทย์ดูแลต่อ เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นข้อพิจารณาในคณะกรรมาธิการได้พิจารณากันอย่างรอบด้านนะครับ รวมอยู่ใน เรื่องที่เขียนออกมาในข้อกำหนดต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ถ้าท่านสังเกตนิดหนึ่งจะเห็นเรา แนะนำคำใหม่ขึ้นมาก็คือคำว่า คำปรึกษาทางเลือก คำว่า คำปรึกษาทางเลือก นั้นจะเห็นว่า ไม่ได้ครอบคลุมมิติทางการแพทย์เท่านั้น แต่ครอบคลุมมิติอื่น ๆ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ และอื่น ๆ ถ้าหากจะมีเกิดขึ้นในอนาคตไว้ด้วย และเช่นเดียวกันนะครับ ย้ำอีกครั้ง เจตนารมณ์คือต้องการทำให้หญิงผู้ประสบปัญหานั้นมีทางออกในชีวิต และเมื่อได้รับ คำแนะนำทางเลือกแล้วเขาจะตัดสินใจที่จะยุติการตั้งครรภ์ หรือจะตัดสินใจที่จะตั้งครรภ์ต่อ และมีภาครัฐสเต็ปอิน (Step in) เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่ทั้งของหญิงและของเด็ก อันนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำต่อนะครับ ก็ยืนยันเป็นเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ฉะนั้นส่วนที่เหลืออีก ๒-๓ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทางการแพทย์แล้วก็บริการภาครัฐ ผมขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าจะมีกรรมาธิการ ที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ