สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

ประสิทธิ์ มะหะหมัด พูดถึงการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 301 และ 305 เกี่ยวกับการทำแท้ง และอธิบายหลักการของศาสนาอิสลามที่ห้ามทำแท้งหากตัวอ่อนมีชีวิตแล้ว

นายประสิทธิ์ มะหะหมัด กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ มะหะหมัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ กรุงเทพมหานคร ก่อนอื่นผมขอเรียนท่านประธานครับว่าผมอภิปรายในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา และวันนี้เรากำลังพิจารณาในเรื่องของ การทำแท้ง ท่านประธานครับ หลายคนเป็น ส.ส. หลายคนมาตรงนี้ หลายคนอาจจะได้รับ การถามจากประชาชนว่าวันนี้ ส.ส. จะพิจารณาการทำแท้งเสรีให้เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือ ผมเรียนครับว่าเรากำลังพิจารณา คณะกรรมาธิการพิจารณาเราไม่ได้เปิดโอกาสให้ประเทศไทย เปลี่ยนกฎหมายอาญาให้คนไทยนั้นสามารถทำแท้งได้อย่างเสรีขอยืนยันก่อน และประเด็น ในมาตรา ๔ ที่มีการพูดคุยกัน ผมขออนุญาตที่จะกระชับเวลาเพราะว่าหลายคน สมาชิก พร้อมกับกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องผลดีผลเสีย ผมขออนุญาตที่จะเสนอแนะแนวความคิด ของกระผมในเรื่องของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ และมาตรา ๓๐๕ อยากเรียนท่านประธานครับว่าผมเองนั้นเป็นมุสลิม คือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ในประเด็น ที่ผมฟังมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการ หรือ ส.ส. อันทรงเกียรติ ในสภานี้ได้พูดถึง แล้วก็ยังหาข้อยุติ หรือผมฟังไม่เข้าใจเองไม่ทราบ ก็คือว่าการเริ่มต้น การนับการตั้งครรภ์เริ่มที่ไหน เริ่มวันไหน เริ่มสัปดาห์ไหน ท่านหลาย ๆ คนคงจะคิด เหมือนผมว่าบางครั้งไม่รู้ คนทำยังไม่รู้ หมอรู้ไหม ใช้หลักการอะไรในการพิจารณา แต่ประเด็นนั้นผมขออนุญาตที่จะไม่พูด แต่หลักการของอิสลามคือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามหรือมุสลิม มีความเชื่อทางด้านวิญญาณ ผมว่าหลายคนในที่นี้เชื่อเรื่องวิญญาณกันเยอะ หรือใครไม่เชื่อ มุสลิมเชื่อในเรื่องของวิญญาณ เรากำลังพูดเรื่องนี้ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องชีวิตของคน หรือที่จะเกิดมาเป็นตัวตนมีชีวิตรอดอยู่ เป็นมนุษย์ เป็นชีวิตที่จะต้องถูกทำลายไปนั้นผมว่าหลายคนไม่อยากจะพูดหรอก ตัวผมเอง ก็ไม่อยากจะพูด แต่นี่เรามาพูดถึงชีวิตที่จะต้องเกิดขึ้นมา แล้วชีวิตมันเริ่มต้นตรงไหน นี่คือ ประเด็นที่อยากจะเรียน บันทึกไว้ในสภาว่ามุสลิมนั้นเชื่อว่าการปฏิสนธิจนมีตัวอ่อน และมี การฝังตัวอ่อนในผนังมดลูกของสตรีนั้นจะเจริญเติบโตแล้วมีการให้วิญญาณจากพระผู้เป็นเจ้า มาในเวลา ๑๒๐ วัน หลังการปฏิสนธิ ๑๒๐ วันนั้นประมาณ ๑๗ สัปดาห์ ถ้าภายใน ๑๒๐ วันนั้น จะมีเหตุจำเป็น ต้องมีเหตุจำเป็นถึงจะอนุญาตหรืออนุโลมตามหลักของวิชาการของศาสนา อิสลามที่จะทำแท้งได้ ก็คือว่าตัวอ่อนนั้นยังไม่มีชีวิต แต่ถ้าตัวอ่อนนั้นมีชีวิตแล้วเกิน ๑๒๐ วัน ถ้าจะดำเนินการฆ่าชีวิตที่พระผู้เป็นเจ้าให้มานั้นเป็นบาปมหันต์ ต้องมีเหตุจำเป็นพิเศษ ผมยกตัวอย่างครับ เหตุจำเป็นพิเศษก็คือว่าถ้าเลย ๑๒๐ วันไปแล้วมีเหตุว่าทางแพทย์ ผู้ที่จะวินิจฉัย วิเคราะห์ว่าเหตุจำเป็นนั้นมันเป็นอันตรายแก่มารดา มันเป็นอันตรายแก่มารดา ถึงจะอนุญาตให้ทำแท้งได้ แต่ถ้าเกิน ๑๒๐ วันไปแล้วเด็กนั้นได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่า เป็นคนที่อาจจะเกิดมาพิการ เกิดมาไม่สมประกอบ แต่เลย ๑๒๐ วันแล้ว หลักการอิสลาม ห้ามทำแท้ง ถามว่าถ้าออกมาแล้วพิการทำอย่างไร ผมเรียนครับว่าพระผู้เป็นเจ้านั้นให้สิ่งหนึ่ง กับมนุษย์ เด็กออกมานั้นพิการ ผมเชื่อครับชมรมต่าง ๆ ที่ดูแลคนพิการต้องมีงานทำ จิตสำนึก ของมนุษย์ที่จะเห็นความเดือดร้อนของมนุษย์ด้วยกันจากการพิการของเพื่อนมนุษย์นั้น จะเกิดและมีการช่วยเหลือกัน มันเป็นปรัชญาเยอะแยะมากมาย แต่วันนี้ผมอยากจะเรียน ท่านประธานครับว่าวันนี้ในมาตรา ๓๐๕ พูดถึงเรื่องของหญิงซึ่งมีอายุครรภ์เกิน ๑๒ สัปดาห์ แต่ไม่เกิน ๒๐ สัปดาห์ เมื่อนับ ๒๐ สัปดาห์มันเกิน ๑๒๐ วัน ตามหลักการของอิสลาม วิญญาณจะถูกนำเข้ามาสู่ตัวอ่อน ๑๒๐ วัน ถ้ามันเกินไปแล้ว ๑๔๐ วัน ๑๓๐ วันนี่เด็กมีชีวิตแล้ว ตามหลักการเมื่อมีชีวิตแล้วมันต้องอยู่ในเงื่อนไขของความจำเป็น จะต่ำกว่า ๑๒๐ วัน ถ้าจะทำแท้งก็ต้องอยู่ในเงื่อนไขของความจำเป็น ถ้าเกิน ๑๒๐ วันต้องอยู่ในเงื่อนไขของ ความจำเป็นมากกว่าหลัง ๑๒๐ วันด้วยซ้ำไป อยากจะเรียนครับว่าหลักการของอิสลาม ผมเองนั้นจำเป็นต้องมาพูด เพราะพูดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือเศรษฐกิจ แต่พูดถึง เรื่องของชีวิตที่พระผู้เป็นเจ้าให้มา แล้วเราเป็นมนุษย์จะไปทำร้ายชีวิตที่เกิดมานั้นเป็นสิ่ง ต้องห้ามตามหลักการของอิสลาม การจะโหวต (Vote) เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบผมแล้วแต่ เพื่อนสมาชิก แต่ด้วยความรักในความเป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ผมเชื่อมั่นว่า เรานั้นถ้ารู้ว่าชีวิตหนึ่งจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ หรือเดรัจฉาน เราไม่มีสิทธิที่จะทำลายเขา โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ขอบคุณท่านประธานครับ